วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ต่ำสุดรอบ 10 เดือน ไร้สัญญาณฟื้นตัว

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค เม.ย. ต่ำสุดรอบ 10 เดือน ไร้สัญญาณฟื้นตัว

  • Share:

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ลดลงต่อเนื่อง 4 เดือน ไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว จับตาดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และอัตราเงินเฟ้อในช่วงเดือน พ.ค.และ มิ.ย. หากติดลบ เล็งให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยอีกครั้ง เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในครึ่งปีหลัง

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน เม.ย. 58 อยู่ที่ 76.6 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 66.0 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 71.2 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 92.7

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และต่ำสุดในรอบ 10 เดือน โดยมีปัจจัยลบมาจากการที่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 58 เหลือ 3.7% จากเดิมคาด 3.9% รวมทั้งปรับลดการส่งออกเหลือโต 0.2% จากเดิมคาดโต 1.4% นอกจากนี้การส่งออกของไทยในเดือน มี.ค.ยังติดลบ 4.45% ประกอบกับราคาพืชผลทางการเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำ, ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้น, เงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย, ผู้บริโภคยังกังวลปัญหาค่าครองชีพ ราคาสินค้าและความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ขณะที่ปัจจัยบวกมีเพียงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาเหลือ 1.5% จะเป็นการช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศให้เพิ่มขึ้น ส่วนการบริโภคของประชาชนยังไม่น่าจะฟื้นตัวได้มากนักในช่วงไตรมาส 2 เนื่องจากประชาชนยังวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนจากการฟื้นตัว ของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก รวมทั้งระดับราคาพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวและยางพารายังมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของการบริโภคจะเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับการเร่งเบิกจ่ายเงินลงทุน ของภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ในช่วงที่การส่งออกยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ท่ามกลางภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังมี ความผันผวน ทั้งนี้เชื่อว่าการบริโภคน่าจะเริ่มฟื้นตัวได้เด่นชัดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

ส่วนความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่มีสัญญาณดีขึ้น โดยทิศทางเศรษฐกิจขณะนี้เป็นทิศทางที่รอการฟื้นตัว แม้เศรษฐกิจมหภาคบางตัวเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว เช่น การนำเข้าวัตถุดิบ ยอดขายสินค้าบางประเภทที่เพิ่มขึ้น และการลงทุนเริ่มฟื้น แต่จากการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน เม.ย.นี้ แม้จะมีช่วงหยุดเทศกาลสงกรานต์ แต่การจับจ่ายใช้สอยยังไม่คึกคักมาก เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ การส่งออกยังไม่ฟื้น ซึ่งการท่องเที่ยวเพียงตัวเดียวคงไม่สามารถช่วยให้ความเชื่อมั่นฟื้นกลับมาได้

"ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังมีสัญญาณของการปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีสัญญาณว่าจะฟื้น สอดคล้องกับการสำรวจจากภาคแรงงานที่ยังรู้สึกว่าภาวะค่าครองชีพยังไม่ดีขึ้น แม้ราคาสินค้าจะถูกลง และผู้ผลิตยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้า แต่ภาคแรงงานยังรู้สึกว่าเงินในกระเป๋ามีไม่มากพอที่จะจับจ่ายใช้สอย" นายธนวรรธน์ กล่าว

พร้อมระบุว่า สิ่งที่จะต้องจับตาในช่วงต่อไปนี้ คือ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และอัตราเงินเฟ้อในช่วงเดือน พ.ค.และ มิ.ย. ซึ่งหากสัญญาณเงินเฟ้อยังมีการติดลบมากขึ้นในเดือน พ.ค.และ มิ.ย. เห็นว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีกครั้ง เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และพยุงให้ค่าเงินบาทอยู่ในระดับ 33 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยหนุนการส่งออกของไทยและส่งผลดีต่อภาคการท่องเที่ยว อันจะช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเริ่มกลับมาฟื้นขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง

"จากสัญญาณความเชื่อมั่นผู้บริโภคชี้ให้เห็นว่า การบริโภคการค้าขายยังซึมตัวในไตรมาส 2 ซึ่งหากรัฐบาลไม่สามารถพลิกเศรษฐกิจให้มีสัญญาณดีขึ้นอย่างเด่นชัดใน มิ.ย. การบริโภคจะซึมต่อไปถึงไตรมาส 3 และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยไม่เป็นไปตามเป้าที่เราอยากเห็นคือระดับ 3% ความเชื่อมั่นผู้บริโภคตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณจะฟื้นกลับมา ยังมีสัญญาณขาลงจากปัจจัยต่างๆ การจับจ่ายใช้สอยยังชะลอตัว" นายธนวรรธน์ ระบุ

ทั้งนี้ ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ไว้ที่ระดับ 3.2% แต่สิ่งที่ยังสุ่มเสี่ยงคือ การส่งออกที่ยังมีโอกาสติดลบได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้การที่เศรษฐกิจไทยจะโตได้ในระดับ 3% ก็เริ่มจะมีน้อยลง และอาจจะเหลือโตแค่ 2.8-2.9% โดยปัจจุบันพบว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนยังฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด และอาจจะล่าช้าออกไป 1 ไตรมาส ซึ่งจากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นได้ปลายไตรมาส 2 อาจจะช้าไปเป็นปลายไตรมาส 3 อันจะมีผลต่อการส่งออกของไทยให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะสามารถทำได้ดีที่สุดในระยะสั้น คือ การทำให้เงินบาทวิ่งอยู่ที่ระดับ 33.50 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งจะช่วยเอื้อต่อการท่องเที่ยวและการส่งออกให้ขยายตัวได้ดีขึ้น ในขณะที่เศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น และหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะลดดอกเบี้ยลงอีกครั้ง กระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมขึ้น จะช่วยหนุนในขณะที่การเบิกจ่ายของภาครัฐยังทำได้ไม่เต็มที่ ซึ่งเป็นวิธีที่เร็วที่สุด และหวังว่ารัฐบาลจะเร่งเบิกจ่าย แต่ถ้าไม่เป็นไปตามแผนมีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตต่ำกว่า 3% แต่ขณะนี้ยังให้ความน่าจะเป็นไว้ที่ 30%.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้