วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ลองของโหด MERCEDES BENZ AMG GTS ปิศาจสีเหลือง 510 แรงม้า

ลองของโหด MERCEDES BENZ AMG GTS ปิศาจสีเหลือง 510 แรงม้า

  • Share:

29 เมษายน 2558 ผมงัวเงียแหกขี้หูขี้ตาตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวขับทดสอบยานยนต์สปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดที่กำลังอยู่ในกระแสความฮิตของพวกนิยมของแรง Mercedes Benz ได้ทำการลงมือลงแรงกับ AMG GTS สปอร์ตคูเป้แนว GT เพื่อสร้างให้เจ้าปิศาจสีเหลืองคันนี้เบียดแซงยอดขายที่ดีเยี่ยมของ Porsche 911/991 GTS ด้วยประสิทธิภาพ สมรรถนะและเอกลักษณ์บวกสไตล์ของ AMG ที่เน้นการผลิตจักรกลแรงๆ สำหรับขายให้กับลูกค้าที่บ้าความเร็ว

หากพวก AMG ทำสำเร็จ มันก็จะทำเงินได้อย่างมหาศาล แถมยังเอาไปคุยข่ม Porsche ได้อีกด้วย การสร้างรถสปอร์ตอย่าง AMG GTS ถือเป็นการประกาศให้โลกแห่งซุปเปอร์คาร์ได้รับรู้เอาไว้ว่าสำนัก AMG ไม่ได้เชี่ยวชาญเฉพาะการนำเอารถบ้านสไตล์คอมแพคเอสยูวีอย่าง GLA 200 มาโมจนกลายเป็น GLA 45 AMG ซึ่งถูกสื่อต่างชาติค่อนแคะว่าไร้รสนิยม ชื่อเสียงของสำนักแต่ง AMG ที่ลงมือปรุงแต่ง Mercedes Benz AMG GTS จะกลับมาในฐานะผู้สร้างรถสปอร์ต 2 ที่นั่งตัวแรง เรือนร่างเพรียวลม

เหตุใด ค่ายรถยุโรปชั้นนำจึงหันไปเพ่งเล็งการผลิตรถสปอร์ต 2 ประตู 2 ที่นั่ง แทนที่จะผลิตรถขายดีอย่าง Crossover หรือ SUV ไซส์ยักษ์ออกมาเยอะๆ เนื่องจากยอดขาย 30,000 คันทั่วโลกของ Porsche 911/991 ซึ่งอยู่ในกลุ่มรถสปอร์ตสมรรถนะสูง ทำให้ BMW / Mercedes Benz / Jaguar / Audi / Aston Martin อยากเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดที่หมายถึงเม็ดเงินมหาศาลจากลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าจากจีนและตะวันออกกลางรวมถึงอเมริกาเหนือที่มีกำลังซื้อแบบไม่อั้นนั่นเอง Porsche 911 เป็นยอดรถสปอร์ตตลอดกาลที่กำลังโดนสั่นคลอนบัลลังก์จากผู้ผลิตที่ใช้ตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉก ด้วยตัวรถซุปเปอร์จีทีรุ่นล่าสุด Mercedes Benz AMG GTS ทั้งสองแบรนด์เป็นรถสัญชาติเยอรมนี ถือกำเนิดขึ้นในเมืองสตุ๊ตการ์ต บ้านเกิดเมืองนอนของ Benz และ Porsche กาลเวลาและยอดขายจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า AMG GTS จะทำได้ตามที่หวังเอาไว้หรือไม่

สำนักแต่งรถอย่าง AMG Performance ภายใต้การกำกับดูแลของ Mercedes Benz คือสุดยอดสำนักโมรถที่สามารถเสกเป่ารถ Mercedes Benz รุ่นธรรมดาให้กลายเป็นสุดยอดรถแรงประจำยุคได้แบบไม่ยาก แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การหย่อนเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ลงไปในห้องเครื่องเท่านั้น วิศวกรของ AMG ได้ทำการลงมือลงแรงขนานใหญ่ โดยสร้างรถยนต์สำหรับนักขับอย่างแท้จริง ผสมกับขุมกำลังที่แรงชนิดทะลุมิติพร้อมเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ผ่านท่อระบายท้ายแบบสะใจวัยซิ่ง ทั้งหมดทั้งปวงทำให้ช่างและวิศวกรของ AMG ใช้สนามแข่งรถเป็นที่หลับนอนแทนที่บ้านเพื่อต้องการทราบข้อเท็จจริงที่ว่า นักขับต้องการอะไรจากรถสปอร์ตเครื่องวางหน้าขับหลังสไตล์คลาสสิก

ผมเดินวนรอบรถราวกับสมภารกำลังเดินจงกรมเพื่อทำการพินิจพิจารณาเรือนร่างของนักฆ่า Porsche รุ่นใหม่ล่าสุดที่แปะตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉก ทรงแบบจีทีของ AMG GTS นั้น หนีไม่พ้นรูปแบบที่ค่อนข้างจำเจ สปอร์ตแบบหน้ายาวท้ายสั้นอย่าง AMG GTS มีตัวถังอัลลอยที่เกลี้ยงเกลาดุดันสมบูรณ์แบบแม้จะจอดนิ่งๆ อยู่กับที่ นักออกแบบของแบรนด์ตราดาวสามแฉกแจ้งว่าพวกเค้าได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบ AMG GTS จากรูปทรงของรถสปอร์ตในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่สองในช่วงปี ค.ศ. 1930 ความเรียบเนียนของพื้นผิวตัวถังถูกเติมมุมมองให้ดูลงตัวด้วยโป่งหลังที่แผ่กว้างแนวเดียวกับ Porsche 911 ซึ่งนับเป็นทรงของรถสปอร์ตที่ได้รับการกล่าวขานกันว่ามีความคลาสสิกสมบูรณ์แบบ และถ่ายทอดสืบต่อกันมายาวนานถึง 60 ปี

จากการออกแบบที่ดีทำให้ AMG GTS มีฐานล้อสั้นลง 20 มิลลิเมตรเมื่อเปรียบเทียบกับฐานล้อของ SLS AMG ผู้พี่ สัดส่วนความยาวของ SLS ถูกปรับแก้ใหม่ใน AMG GTS ด้วยการร่นขนาดของตัวถังในช่วงระหว่างแนวขอบประตูหน้าและซุ้มล้อหลังลงมาอีก 50 มิลลิเมตร ทำให้ AMG GTS มีฐานล้อที่หดสั้นลงแบบพอดีตัว เครื่องยนต์จึงถูกร่นให้กลางอยู่ตรงบริเวณจุดศูนย์กลางของตัวรถ เป็นการวางเครื่องยนต์ที่คำนึงถึงอัตราเฉลี่ยของการกระจายน้ำหนักที่ดี

โครงสร้างขึ้นรูปด้วยอัลลอยเหมือนกับ SLS AMG แต่ใช้ฝาท้ายแบบโลหะแทนที่อัลลอย บานประตูแบบคูเป้เปิดออกแบบปกติทำให้การเข้าออกจากห้องโดยสารรวมถึงการจอดรถง่ายขึ้น เป็นการลดต้นทุนทางการผลิตที่ฉลาดโดยใช้ความสะดวกสบายมาเป็นจุดขายแทนที่ประตูแบบปีกนกใน SLS AMG กลิ่นอายในอดีตแผ่ซ่านไปทั่วจากการใช้สายตาสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วน เช่น เหงือกปลาตรงบริเวณซุ้มแก้มข้างที่ทำออกมาให้กลายเป็นช่องระบายความร้อนพร้อมกับแปะสัญลักษณ์ V8 Bi-Turbo เอาไว้ขู่พวกปอร์เช่อีกด้วย แนวทางการออกแบบที่มองไปในอนาคตทำให้รูปลักษณ์โดยรวมของ Mercedes Benz AMG GTS มีความทันสมัยผสมกับความคลาสสิกในอดีตได้อย่างกลมกลืน โดยเฉพาะไฟท้ายทรงยาวและส่วนท้ายแบบลาดเทจากมุมที่ลาดสุดๆ ของกระจกบังลมบานหลังยิ่งทำให้ส่วนท้ายของเจ้านี่ดูคล้ายกับรถสปอร์ต Porsche 911/991 เป็นงานดีไซน์ท่ีเกิดจากความบังเอิญหรือความตั้งใจจากแนวคิดที่จะสร้างออกมาให้มีความเหนือกว่าเจ้ากบ 911 GTS ที่ครองความเป็นเจ้าในด้านยอดขายมาช้านานแล้ว

เครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบคู่ หรือ Bi-Turbo โดยใช้เทอร์โบหนึ่งตัวรับผิดชอบอัดอากาศเข้ากระบอกสูบทั้งสี่แบบแยกฝั่ง แรงม้า 510 ตัวนั้นพอฟัดพอเหวี่ยงกับ Porsche 911 GTS การวางระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบใช้แนวทางเดียวกันกับ Mercedes Benz A45 AMG โดยวางเทอร์โบคร่อมแนวฝาสูบแทนที่จะวางไว้ทางด้านข้างตัวเครื่อง แม้เครื่อง V8 ของ SLS AMG จะแรงกว่า AMG GTS แต่แรงบิดของเครื่องยนต์ V8 Bi-Turbo กลับใกล้เคียงกันอย่างน่าประหลาด AMG GTS มีเรี่ยวแรง 510 แรงม้า กับแรงบิด 479 ปอนด์ฟุต อัดจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 3.8 วินาทีเท่ากับ SLS AMG ท็อปสปีดทะยานขึ้นไปถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งนับวันจะหาทางยาวให้รถแบบนี้ทำการลากไปจนสุดคันเร่งได้นับว่ายากเต็มกลืน การออกแบบวาล์วผีเสื้อในท่อไอเสียช่วยทำให้เสียงที่แผดออกมาคล้ายเสียงของรถแข่งรุ่น GT-3 ซึ่งเป็นกลไกวาล์วผีเสื้อที่ BMW M4 ไม่มีมาให้เหมือนเจ้าปิศาจเหลืองคันนี้

Mercedes Benz AMG GTS มีรูปแบบของการวางเครื่องยนต์รวมถึงการขับเคลื่อนแบบเครื่องยนต์วางหน้าแบบชิดผนังห้องเครื่อง ขับเคลื่อนล้อหลัง ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีดแบบ Dual clutch ใช้คลัตช์ถึงสองชุดในการสับเปลี่ยนอัตราทดท่ีเน้นความว่องไวมากเป็นพิเศษ เกียร์ทวินคลัตช์ 7 สปีด ถูกย้ายไปวางไว้ใกล้กับเฟืองท้ายเพื่อการกระจายน้ำหนักที่ดี ฐานล้อที่สั้นลง 50 มิลลิเมตรเมื่อเทียบกับ SLS AMG ทำให้มันขับได้คล่องตัวมากกว่าโดยเฉพาะการควบคุมในทางคับแคบ ระบบรองรับด้านหน้าใช้ช่วงล่างแบบดับเบิ้ลวิชโบน ด้านหลังเป็นแบบมัลติลิ้งค์ ควบคุมพฤติกรรมด้วยระบบกันสะเทือนแบบ Multi Matic ซึ่งมีและใช้ในรถแข่งฟอร์มูล่าวันแทบจะทุกคัน ช่วงล่างสามารถปรับระดับตามสภาพผิวพื้นถนนหรือปรับผ่านการควบคุมโดยคนขับ พวงมาลัยแบบไฮดรอลิกเหมือนกับ SLS AMG ทำให้กลายเป็นรถสปอร์ตสมรรถนะสูงสองคันสุดท้ายของ Mercedes Benz ที่ยังคงใช้พวงมาลัยเพาเวอร์แทนที่จะใช้พวงมาลัยไฟฟ้า พวงมาลัยเพาเวอร์ rack-and-pinion พร้อม speed-sensing power assist มีอัตราทดค่อนข้างคงที่ของ AMG GTS จะทำให้ควบคุมรถในสนามแข่งหรือเส้นทางที่มีความคดเคี้ยวได้ดีกว่าพวงมาลัยไฟฟ้า มอบอาการที่ตรงไปตรงมาของการควบคุมทิศทางท่ีสามารถแก้ไขได้ง่าย คาดเดาได้ในทุกจังหวะของการหักเลี้ยว เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วิศวกรของ AMG เลือกใช้พวงมาลัยเพาเวอร์สายพานแทนที่พวงมาลัยไฟฟ้าอัตราทดแปรผัน

ห้องโดยสารของ Mercedes Benz AMG GTS คือสิ่งที่พิเศษสุดของรถสปอร์ตคันนี้ นอกเหนือไปจากเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังชั้นเลิศ การอาศัยอยู่ใน Cockpit ของ AMG GTS คือความรู้สึกที่พิเศษแตกต่างไปจากห้องโดยสารที่คุ้นเคยของ Porsche 911/991 เจ้า Mercedes Benz AMG GTS มีการจัดวางอุปกรณ์ได้อย่างลงตัวโดยใช้คนขับเป็นจุดศูนย์กลางของการใช้งานอุปกรณ์ภายในทุกระบบ คอนโซลและแดซบอร์ดขึ้นรูปด้วยพลาสติกและหุ้มด้วยหนังแท้ตัดเย็บแบบเดินตะเข็บด้ายคู่ จอแสดงผลของระบบนำทางรวมถึงการปรับตั้งค่าต่างๆ ของตัวรถอยู่ในหน้าจอที่ถูกวางเอาไว้โดยเลื่อนตำแหน่งลงมาด้านล่าง ต่ำลงมาเป็นช่องแอร์กรอบทำจากงานอัลลอยสีเงินดูเลอค่า ช่องแอร์ทั้งสี่ช่องอยู่เหนือชุดควบคุมอุณหภูมิดิจิตอล มาตรวัดแบบเข็มคล้ายกับมาตรวัดใน SLS AMG ล้อมกรอบมาตรวัดด้วยงานอัลลอยเหมือนกับ SL-Class และ SLK จอ MID Multi information display แบบ TFT thin film transistor วางอยู่กึ่งกลางมาตรวัดคอยแจ้งรายละเอียดข้อมูลการทำงานของระบบต่างๆ อุณหภูมิและอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงรวมถึงแจ้งโหมดการขับเคลื่อนกับตำแหน่งเกียร์

นักขับส่วนใหญ่ต้องการหน้าปัดแบบมีเข็มมาตรวัดตวัดขึ้นลงทั้งวัดรอบเครื่องยนต์และวัดความเร็ว เจ้า AMG GTS จึงใช้มาตรวัดแบบคลาสสิกแทนที่จะใช้จอภาพอันทันสมัยของ S-Class W222 ซึ่งเป็นจอภาพความคมชัดสูงแบบ TFT thin film transistor ที่ให้ภาพในแบบสามมิติประกอบด้วยความคมชัดสูง มาตรวัดของ AMG GTS จึงเหมาะกับตัวตนที่เป็นสปอร์ตจีทีพลังสูงซึ่งยังคงเชื่อมโยงกับอดีตอันงดงามของสปอร์ตคาร์ภายใต้แบรนด์สัญลักษณ์ดาวสามแฉก พวงมาลัยทรงสามก้านฐานตัดแนวรถแข่งแปะตรา AMG ไว้ท่ีก้านวง บ่งบอกถึงความไม่ธรรมดาของตัวรถ พวงมาลัยยังติดตั้งสวิตช์ควบคุมระบบต่างๆ เช่น ระบบเสียง ระบบโทรศัพท์ไร้สายบลูทูธ ระบบควบคุมการปรับตั้งความเร็วแบบอัตโนมัติและแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift แผงคอนโซลกลางต่ำจากอุปกรณ์สวิตช์ปรับตั้งอุณหภูมิเป็นแป้น Touch-Pad สั่งงานด้วยการใช้นิ้วสัมผัสหรือลากนิ้วพร้อมกับกดสวิตช์ลงบนตัวแป้นเพื่อเข้าสู่เมนูของการใช้งานในระบบต่างๆ

อุโมงค์เกียร์ขนาดใหญ่กั้นระหว่างเบาะผู้โดยสารและเบาะของคนขับแยกออกจากกัน แผงคอนโซลกลางบริเวณใกล้กับซุ้มเกียร์ประกอบไปด้วยสวิตช์ปรับตั้งมากมายก่ายกองเรียงรายอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและใช้งานได้ไม่ยาก ปุ่มควบคุมท่ีคุ้นเคย เช่น ปุ่มปรับโหมดการขับเคลื่อน ปุ่มปรับความแข็งของช่วงล่าง ปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์สีแดง ปุ่มของระบบควบคุมการทรงตัว ESP ส่วนหัวเกียร์คลัตช์คู่แบบ 7 สปีดมีขนาดเล็กจิ๋วน่ารักดูแปลกตาไม่ค่อยจะเข้ากันกับมาดดิบโหดของเจ้า AMG GTS เกียร์เป็นทรงสี่เหลี่ยมหัวเกียร์หุ้มด้วยหนังเข้ากับงานอัลลอยท่ีทำให้ดูมีราคา สิ่งที่ยอดเยี่ยมนอกเหนือไปจากการบังคับควบคุมคือเรื่องของราคา เจ้า Mercedes Benz AMG GTS กำลัง 510 แรงม้า มีราคาค่าตัวต่ำกว่า SLS AMG ผู้พี่ถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว ราคา 14,900,000 บาทของ AMG GTS ถูกกว่า SLS AMG GT ที่มีราคาทะลุทะลวงไปถึง 30 ล้านบาท อยู่ถึง 15 ล้านบาท ทำให้มันกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับเศรษฐีที่ชอบของแรงและไม่แพงมากจนเกินไป

อากาศพลศาสตร์กลายเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากสำหรับรถที่มีเรี่ยวแรงมากมายขนาดนี้ AMG GTS มีความเร็วปลายมากถึง 310 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จึงจำเป็นต้องมีการออกแบบให้ผิวพื้นในส่วนที่กระแสลมไหลผ่านสามารถเหนี่ยวนำเอามวลอากาศมากดหรือทำให้ไหลออกไปจากตัวถังอย่างราบรื่น เพื่อทำให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการระบายอากาศส่วนท้าย ป้องกันการหมุนวนของลมในช่วงบั้นท้าย ท้องรถ AMG GTS จึงถูกปิดผลึกให้แบนราบ อากาศที่ไหลผ่านใต้ท้องรถจะถูกดักเอาไว้ระหว่างใต้ท้องและผิวถนน เกิดเป็นเวนทูรี่เอฟเฟกต์ ทำให้ความเร็วลมเพิ่มขึ้นแต่แรงกดลดลง อากาศส่วนท้ายจะขยายตัว

จากการทดสอบในอุโมงค์ลมพบว่า การขยายตัวของอากาศส่วนท้ายที่ไหลผ่านชิ้นส่วนแอร์โรไดนามิกของ AMG GTS ทำให้กระแสลมหมุนวนที่บั้นท้ายลดลง เพิ่มความเสถียรของบั้นท้ายให้นิ่งสนิทเมื่อทำความเร็ว ส่วนสปอยเลอร์ขนาดเล็กที่ฝาท้ายจะทำงานที่ความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นต้นไป โดยจะยกตัวขึ้นมาแบบอัตโนมัติเพื่อสร้างแรงกดส่วนท้ายเสริมกับชิ้นส่วนแอร์โรไดนามิกอื่นๆ ที่ส่วนหน้าและใต้ท้องรถ

ผมมีเวลาอยู่กับเจ้าผีตองเหลืองเพียงแค่ครึ่งชั่วโมงในช่วงเช้า เนื่องจากคิวขับทดสอบของเจ้า AMG GTS ยาวเป็นหางว่าว ยังมีนักข่าวที่ไม่ได้ลองขับอยู่อีกเพียบนับสิบคน เส้นทางในภูเก็ตเต็มไปด้วยรถราคับคั่งทั้งวัน การจะอัดซุปเปอร์คาร์พลัง 510 แรงม้าจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ การขับทดสอบสั้นๆ จึงออกมาในลักษณ์จับอาการและการตอบสนองของตัวรถมากกว่าที่จะเป็นการขับทดสอบเพื่อทำความเร็วอย่างที่เคยกระทำบนทางโล่งๆ แถบหนองหญ้าปล้อง ตำแหน่งนั่งขับค่อนข้างจมลึกและให้ความรู้สึกโอบอุ้มแวดล้อมไปด้วยบรรยากาศแบบสปอร์ตที่ประดับประดาด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์ อัลลอยกับหนังแท้ ทรงของเบาะคู่หน้าสวยงามน่านั่งแต่พอนั่งลงไปแล้วกลับแข็งราวกับเบาะรถแข่ง มุมมองด้านหน้ากระจ่างตาแต่ด้านข้างและด้านหลังค่อนข้างอับทึบ กดปุ่มสตาร์ต ปรับโหมดไปที่ Comfort แล้วยกเท้าออกจากแป้นเบรก เจ้า AMG GTS เคลื่อนตัวออกจากหน้าโรงแรมอนันตราภูเก็ตอย่างมาดมั่น

เนื่องจากพอเสร็จงานทดสอบในภูเก็ต ยังมีอีเวนต์ยาวเป็นหางว่าวรอรถคันนี้กันอีกเพียบ ทั้งกลุ่มลูกค้าคนรวยที่กำลังจะสั่งจองและขอทดลองขับก่อนตัดสินใจ งานของทีมฝ่ายการตลาด Mercedes Benz Thailand ที่มักเอารถไปโชว์ที่โน่นนี่นั่นรวมถึงสื่อมวลชนอีกมากที่ไม่ได้เดินทางมาร่วมทดสอบในทริปนี้ ทำให้ผมต้องเพิ่มความระมัดระวังจนแทบประสาทกิน เจ้าผีเหลือง AMG GTS คันนี้พิเศษกว่า Porsche 911 Carrera S นิดหน่อยก็ตรงความสดใสใหม่ปิ๊ง ตัวถังกว้างและแบนของมันทำให้มองดูทั้งสวยและดุไปพร้อมๆ กัน ที่โดดเด่นมากคือล้ออัลลอยของ AMG ลายใหม่ล่าสุด เป็นล้ออัลลอยแบบหน้าเล็กหลังใหญ่เนื่องจากเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ล้อหน้าไซส์ 19 นิ้วห่อรัดด้วยยางซิ่งคุณภาพสูงปรี๊ด Pirelli P Zero ขนาด 265/35R19 ส่วนล้อหลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อนว่ากันถึงขนาด 20 นิ้ว บวกยาง Pirelli P Zero ขนาด 295/30R20 ล้อและยางมีขนาดที่ใหญ่โตเต็มซุ้ม โดยเฉพาะล้อหลังชนิดที่แทบจะเอามือสอดเข้าไปไม่ได้เลยทีเดียว

ลึกๆ แล้วรถสปอร์ตสองประตูคันนี้มีส่วนที่คล้ายกับ SLS AMG อยู่เหมือนกันทั้งเรือนร่างและสไตล์ของการขับใช้งาน ที่สุดยอดมากคือสัดส่วนช่วงบั้นท้ายที่แบนกว้างพร้อมไฟท้าย LED ทรงยาวที่ออกแบบอย่างจงใจให้มีความคล้ายกับบั้นท้ายของ Porsche 911 และดูเหมือนรถสปอร์ตเต็มรูปแบบมากกว่าจะออกมาในแนว GT อย่างชื่อเสียงเรียงนามของมัน รูปลักษณ์และย่านของกำลังที่พร้อมจะท้าชนกับ 911 GTS ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัยของเจ้านี่ เครื่องยนต์รุ่นใหม่แบบ V8 มีกำลัง 510 แรงม้า กับแรงบิดในระดับทะลุมิติ 650 นิวตันเมตร ที่ 1,750-4,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเพลากลางแบบคาร์บอนไปยังเกียร์ทวินคลัตช์ที่วางอยู่ใกล้กับเฟืองท้าย

การย้ายเกียร์ไปไว้ทางด้านท้ายทำให้น้ำหนักตกลงไปยังส่วนท้ายของรถมากพอสมควร เครื่องยนต์รหัส M178 ใช้ระบบหล่อลื่นหรืออ่างน้ำมันเครื่องแบบแห้งหรือ Dry sump ตำแหน่งของเครื่องยนต์วางอยู่หลังแชสซีชิดติดกับผนังห้องเครื่องยนต์ เฟืองท้ายแบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยจัดการในเรื่องของการเฉลี่ยแรงบินบนล้อขับเคลื่อนคู่หลังได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ระบบรองรับใช้โช้คอัพแบบ AMG Ride Control ปรับระดับความแข็งได้ถึง 3 ระดับตามความชอบของผู้ขับขี่ น้ำหนักตัวที่พุ่งสูงถึง 1570 กิโลกรัมเป็นรอง 911 GTS เล็กน้อย บนเส้นทางลาดยางคับแคบแบบสองเลนสวนกันทำให้ความคล่องตัวลดลงไปบ้าง เนื่องจากต้องคอยระวังรถบรรทุกที่วิ่งเข้าออกกันอย่างขวักไขว่กับมอเตอร์ไซค์พื้นบ้านที่ออกไปทำงานในตอนเช้า การกระทืบคันเร่งใน AMG GTS บนสภาพถนนแบบนี้จึงดูเหมือนการกระทำที่ขาดสติ ในเมื่อไปเร็วไม่ได้ก็ไหลไปเรื่อยหมดเรื่องหมดราวกันไป

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในวงการ F1 ของ Mercedes Benz มีส่วนช่วยในการพัฒนาเจ้า AMG GTS เป็นอย่างมาก การออกแบบระบบอัดอากาศหรือเทอร์โบใน AMG GTS มีส่วนผสมของรถแข่ง F1 ภายในทีม Mercedes Benz อยู่ด้วย เป็นการเชื่อมโยงเทคโนโลยีของรถแข่งกับรถสปอร์ตที่สามารถขับได้ทุกวันอย่างน่าชื่นชม เครื่องยนต์ 1.6 ลิตรเทอร์โบใน Mercedes Benz F1 W06 Hybrid จะวางเทอร์โบคร่อมกับฝาสูบโดยวางไว้ยังตำแหน่งกึ่งกลางของฝาสูบรูปตัว V

เช่นเดียวกันกับเจ้า AMG GTS ที่ทำการลอกเลียนแบบวางเทอร์โบทั้งสองลูกคร่อมฝาสูบ การวางระบบอัดอากาศในลักษณะดังกล่าวช่วยร่นท่อทางเดินของอากาศให้หดสั้นลง มีส่วนช่วยในการลดอาการรอรอบของเทอร์โบ ทำให้คันเร่งตอบสนองได้ใกล้เคียงกับเครื่องยนต์ V8 ที่ไม่มีระบบอัดอากาศจากการลดอาการรอรอบที่ฉลาดสุด คันเร่งของเจ้านี่จึงแทบจะไม่มีอาการหน่วงแม้แต่น้อย เมื่อทำการย่อย่นระยะความยาวของพอร์ตไอเสียถึงกังหันเทอร์ไบน์ให้หดสั้นลง ช่วยทำให้คอมเพรชเซอร์ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเลือกใช้เครื่องยนต์แบบ V8 ที่มีความจุไม่มากนักแค่ 3,982 ซีซี ทำให้ขนาดของเครื่องยนต์เล็กกะทัดรัดมากยิ่งขึ้น แถมยังมีน้ำหนักเบาขึ้นอีกด้วย เทอร์โบที่วางอยู่ด้านบนฝาสูบยังช่วยลดพื้นที่มากกว่าการวางเอาไว้ที่ด้านข้างตัวเครื่อง ลักษณะของการวางเครื่องยนต์ผนวกยางแท่นเครื่องแท่นเกียร์แบบแอคทีฟทำให้มันเป็นรถที่ควบคุมได้ง่ายโดยเฉพาะเมื่อต้องวิ่งที่ย่านความเร็วต่ำบนเส้นทางที่มีความคับแคบแบบนี้

ผมกดเปลี่ยนโหมดขับเคลื่อนจาก Comfort มาเป็น Sport Plus การกระทำดังกล่าวส่งผลให้วาล์วบายพลาสถูกเปิดออกจนสุด ตามด้วยเสียงของเครื่องยนต์ V8 ที่แผดสนั่นจนชาวบ้านร้านตลาดแถบนั้นพากันออกมามองดูด้วยความแปลกใจ เสียงจากท่อระบายท้ายระเบิดปึงปังออกมาทุกครั้งที่กดคันเร่งจนสุดแล้วยกสร้างความบันเทิงให้กับพวกบ้ารถสปอร์ตแบบผมจนแทบจะคลั่ง โหมด Sport Plus ใน AMG GTS ทุกๆ อาการของมันคล้ายกับเชือกที่ถูกขึงจนตึง แทบจะขาดออกจากกัน

สัมผัสของการวิ่งในเมืองบนถนนแคบๆ แน่นตึ้บราวกับกำลังขับรถถังไทเกอร์ของเยอรมนี การควบคุมว่องไวขึ้น พวงมาลัยเพาเวอร์ rack-and-pinion with speed-sensing power assist จาก AMG ผสานกับช่วงล่างสุดหนึบส่งผลให้เจ้า AMG GTS วิ่งได้เนียนสุดเมื่อพบเจอกับทางโล่งๆ เกียร์ทวินคลัตช์มีสมองกลไฟฟ้าที่ฉลาดหลักแหลมสุดๆ ด้วยจังหวะจะโคนในการปล่อยอัตราทดที่มีทั้งความเรียบเนียนและให้สัมผัสของการกระชากลากถูในบางจังหวะแบบครบเครื่องกันไป พวกบ้าขับจะสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงกลไกของเกียร์คลัตช์คู่ที่กำลังทำหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง เมื่อทำการเร่งความเร็วในโหมดนี้ นี่คือหมัดเด็ดที่จะน็อกคู่ต่อสู้อย่าง Porsche 911/991 แต่ก็ไม่หมูและขึ้นอยู่กับฝีมือของคนขับอยู่เหมือนกันว่าจะสามารถเอาชนะเจ้ากบจอมซ่าหรือพาเจ้าปิศาจเหลืองไปจบเห่แถบกลางโค้งด้วยการเหน็บต้นไม้ข้างทางเข้าอย่างจังเบอร์

ครึ่งชั่วโมงสำหรับการขับทดสอบเจ้า AMG GTS จบลงอย่างรวดเร็ว หากจะหาข้อติติงกันจริงๆ จังๆ แล้วละก็ ขอบอกว่าเบาะนั่งนั้นแข็งไปนิดและต้องใช้ระยะเวลาในการเรียนรู้ถึงนิสัยใจคอกับการปรับตั้งเข้าเมนูใช้งานในระบบต่างๆ อยู่พอสมควร เวลาแค่นิดเดียวจึงทำอะไรไม่ได้มากนักในการที่จะศึกษานิสัยใจคอก่อนที่จะพาออกไปแรดแบบนี้ ความแรงแบบมุทะลุดุดันทำให้การใช้คันเร่งบนถนนที่แคบสุดออกมาในแบบค่อยเป็นค่อยไป เจ้าของรถที่ครอบครองเจ้าผีเหลืองคงต้องใช้เวลาในการปรับตัวเองเข้ากับเทคนิคในการใช้คันเร่งและอัตราทดของพวงมาลัย แชสซีกับช่วงล่างที่แข็งโป๊กออกแบบมาเพื่อจัดการกับการทำความเร็วซึ่งไม่เหมาะกับการนำมาวิ่งย่องๆ หยอดๆ แบบนี้

ส่วนสันดานดิบในโค้งนั้นบอกตามตรงว่าผมไม่กล้าใส่จนเกินขีดข้อจำกัดของตัวรถซึ่งเป็นเรื่องที่สื่อมวลชนต้องใช้ความระมัดระวังเมื่อนำมันมาขับบนถนนปกติที่ไม่ใช่สนามแข่งรถ แม้การขับทดสอบชวนสยองในช่วงเช้าจะจบลงด้วยดี แต่เหงื่อไคลที่ไหลท่วมตัวแสดงออกถึงความกดดันที่พุ่งถึงขีดสุดเมื่อต้องควบคุมจักรกล 510 แรงม้า ราคา 14,900,000 บาท ไม่ให้เกิดริ้วรอยแม้แต่นิดเดียว ความเครียดจึงเข้ามาเกาะกุมจนแทบจะกลายเป็นโรคประสาทกันเลยทีเดียว

AMG GTS เป็นรถสปอร์ตที่งดงามและควบคุมได้ง่าย เทคโนโลยีของระบบขับเคลื่อนล้ำหน้าไปไกลลิบจนแทบจะไม่มีจุดบอดให้เจ้า Porsche 911 เอามาคุยข่มได้อีกต่อไป มันเป็นรถ GT ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ แรงมุทะลุดุดันดึงกันจนหน้าหงายหัวสะบัดหากคุณไม่ยอมถอนคันเร่ง เกียร์ 7 สปีดแบบคลัตช์คู่คือส่วนผสมที่ลงตัวพร้อมช่วงล่างที่นิ่มนวลกว่ารถแข่งนิดเดียว มันเป็นรถสปอร์ตที่สามารถเติมเต็มอารมณ์ดิบของการซิ่งได้อย่างสะใจวัยโก๋แก่ หากเบื่อเจ้ากบที่ชอบทำตัวโดดเด่นจนเกินงามก็ลองไปหาขับเจ้า GTS ตามโชว์รูมของตัวแทนจำหน่ายในสังกัดของ Mercedes Benz Thailand ลองดูเอาเองว่าโดนใจหรือไม่ได้เรื่อง ค่าตัว 14.9 ล้านบาท ของมันพอฟัดพอเหวี่ยงกับ 911 รุ่นมาตรฐาน สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผมซึ่งอาจไม่ตรงกับใจของคุณสักเท่าไหร่ก็คือ เมื่อมี Porsche 911 Carrera S ในโรงรถอยู่แล้ว สำหรับที่ว่างที่เหลืออยู่นั้นจะเป็นรถอะไรไปไม่ได้อีกแล้วนอกจากเจ้า Mercedes Benz AMG GTS คันนี้นี่เอง.

Performance

Max speed 313 kph (194.06 mph)
0 - 40 kph 1.6 s
0 - 50 kph 1.8 s
0 - 100 kph 3.7 s
0 - 130 kph 5.4 s
0 - 180 kph 9.2 s
0 - 200 kph 11.4 s
0 - 100 mph 7.5 s

Engine, Drivetrain, and Performance


ENGINE
Net power 503 hp @ 6,250 rpm
Net torque 479 lb-ft @ 1,750-4,750 rpm
Compression ratio10.5:1
Construction Diecast alloy block and heads
Fuel requirement Premium unleaded gasoline
Fuel capacity 19.8 gal
FUEL ECONOMY
City estimate 16 mpg
Highway estimate 22 mpg
Emission certification ?

DRIVETRAIN
Automatic transmission 7-speed AMG SPEEDSHIFT® DCT dual-clutch rear-mounted transaxle

Drive configuration Rear-wheel drive
Final-drive ratio 3.67:1

Chassis and Traction Control/Stability Systems

CHASSIS
AMG Adaptive Suspension4-wheel independent double wishbone with forged aluminum arms and hub carriers. Electronically controlled shock absorbers with two driver-selectable modes (Sport and Sport+)

Steering type Variable-ratio rack-and-pinion with speed-sensing power assist.

Turning circle37.7 ft, curb-to-curb

TRACTION CONTROL & STABILITY
Electronic Stability Program (ESP)This safety breakthrough first introduced by Mercedes-Benz continually monitors your driving inputs and the vehicle's motion to help keep it going in your intended direction, especially in corners and during evasive maneuvers. If it detects wheelspin, severe understeer (plowing), or oversteer (fishtailing), ESP® can brake individual wheels and reduce engine power to help bring the vehicle under control

Brakes, Wheels, and Tires

BRAKES
Braking system Perforated, slotted and ventilated 15.4-inch front discs with compound rotors and 6-piston calipers. Perforated and ventilated 14.2-inch rear discs with 4-piston fixed-type calipers.

Antilock Braking System (ABS) ABS senses impending wheel lockup under heavy braking and pumps the front brakes individually or the rear brakes together. This intelligent system can pump the brakes as needed up to 30 times per second, to prevent lockup and preserve the driver's steering ability

Brake Assist (BAS®) Brake Assist senses emergency braking via the speed at which the driver presses the brake pedal and immediately applies maximum available power boost. Brake Assist can potentially reduce the overall stopping distance by eliminating the delay caused by a common human tendency not to brake hard enough, soon enough. Letting up on the brake pedal releases Brake Assist

WHEELS/TIRES
Wheels 9.0x19-inch front/11.0x20-inch rear AMG® twin 5-spoke

Tires 265/35R19 front and 295/30R20 rear, high-peformance.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th 
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้