วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จับอีก1‘บิ๊กยูฟัน’ ซ่อนบ้านแม่ยาย

จับอีก1‘บิ๊กยูฟัน’ ซ่อนบ้านแม่ยาย

  • Share:

ฟ้องล้มละลาย-ไม่รอคดีจบ

ชุดคลี่คลายคดี บ.ยูฟัน สโตร์ จก. ตามจับ “โชติพัฒน์ วุฒิพันธุ์โภคิน” เครือข่ายระดับต้นที่เป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคนที่ 14 ได้อีก 1 ราย ขณะหนีไปพักที่บ้านแม่ยายย่านซอยคู้บอน 6 เผยมีพฤติกรรมตอบโต้การทำงานของตำรวจชุดคลี่คลายคดีตามเว็บไซต์ต่างๆ ปากแข็งอ้างไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีตำแหน่งใน บ.ยูฟันฯ มีลูกข่ายเพียงหลักพัน ขัดกับหลักฐานที่ตำรวจมี ด้านการเยียวยาเตรียมประสานสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ให้เป็นโจทก์ฟ้องล้มละลาย บ.ยูฟันฯ นำทรัพย์สินเครือข่ายขายทอด ตลาดนำเงินคืนผู้เสียหาย โดยไม่รอให้คดีสิ้นสุด

ความคืบหน้ากรณีติดตามจับกุมผู้ต้องหาและอายัดทรัพย์สินของเครือข่าย บ.ยูฟัน สโตร์ จก. ที่ สน.คันนายาว เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 พ.ค. พ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. พร้อมกับตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.คันนายาว และ บก.ปคบ. นำหมายค้นศาลอาญามีนบุรี เลขที่ 129/2558 ลงวันที่ 5 พ.ค.58 เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 33 ซอยคู้บอน 6 แขวงรามอินทรา เขตคันนายาว กทม. เป็นบ้านภรรยาของนายโชติพัฒน์ หรือเล็ก วุฒิพันธุ์โภคิน อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับรายที่ 14 ในข้อหากระทำความผิดฐานร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ขณะที่ตำรวจแสดงหมายค้น พบตัวนายโชติพัฒน์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา เลขที่ 857/2558 ลงวันที่ 2 พ.ค.58 ในบ้านดังกล่าว จึงคุมตัวไปลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สน.คันนายาว ก่อนนำตัวไปสอบสวนขยายผลเพิ่มเติมที่ บก.ปคบ.

พ.ต.อ.อังกูรเปิดเผยว่า จากการสืบสวนนายโชติพัฒน์ มีการตอบโต้การทำงานของตำรวจชุดคลี่คลายคดีตามเว็บไซต์ต่างๆ กระทั่งสามารถแกะรอยสืบสวนพบว่าเป็นแม่ข่ายระดับต้นในโครงข่ายของนายอภิชณัฎฐ์ หรือโน้ต แสนกล้า ผู้ต้องหาที่ถูกจับก่อนหน้า มีการร่วมธุรกิจมาตั้งแต่ยังไม่มีสำนักงาน บ.ยูฟันฯ ในประเทศไทย โดยนายโชติพัฒน์มีตำแหน่งเป็นกรรมการ บ.ยูฟันฯ ตำรวจใช้เวลาติดตามตัวมานาน เพราะนายโชติพัฒน์หลบหนีไปพักตาม บ้านญาติ ไม่ใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสาร ทั้งยังเดินทางไปประเทศมาเลเซียเมื่อวันที่ 23-25 เม.ย.ที่ผ่านมา ก่อนชุดสืบสวนทราบว่านายโชติพัฒน์หนีไปพักที่บ้านแม่ยายในซอยคู้บอน 6 จึงขออนุมัติหมายค้น ขณะตรวจค้นพบนายโชติพัฒน์หลบอยู่ในบ้าน ควบคุมตัวไปสอบปากคำเพื่อดำเนินคดี เบื้องต้นนายโชติพัฒน์อ้างว่าร่วมธุรกิจ บ.ยูฟันฯ มาก่อนนายอภิชณัฎฐ์ ที่ถูกจับกุมก่อนหน้า แต่ไม่มีรายรับมากเหมือนรายอื่น ตำรวจไม่ปักใจเชื่อเพราะนายโชติพัฒน์ โพสต์ภาพถ่ายคู่กับรถสปอร์ตหรูและบ้านหลังใหญ่ เพื่อชวนเชื่อให้สมาชิกใหม่ร่วมลงทุนกับ บ.ยูฟันฯ หลังจากนี้ต้องสอบปากคำอย่างละเอียด เพื่อติดตามอายัดทรัพย์สินมาคืนผู้เสียหาย

ด้านนายโชติพัฒน์ให้การว่า ร่วมธุรกิจกับบ.ยูฟันฯ ในฐานะสมาชิกมาตั้งแต่ยังไม่มีสำนักงานในเมืองไทย ติดต่อผู้บริหารผ่านโลกออนไลน์ ลงทุนไปประมาณ 1 ล้านบาท ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีตำแหน่งใดๆใน บ.ยูฟันฯรับเงินด้วยการขายยูโทเค่นให้สมาชิกลูกข่ายที่มีอยู่ 1,000 กว่าราย และลูกข่ายตนไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการเงิน สามารถเบิกถอนได้ตามปกติ ส่วนการลงทุนกับ บ.ยูฟันฯ คิดว่าผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ส่วนตัวเคยพบนายดาโต๊ะ เเดเนียลเต ผู้บริหาร บ.ยูฟัน สโตร์ จก.บ่อยครั้ง ระหว่างจัดอบรมสัมมนาที่ประเทศจีน อินโดนีเซีย และมาเลเซีย แต่ไม่เคยคุยกัน ล่าสุดเมื่อวันที่ 23-25 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนและสมาชิกรายอื่นยังเดินทางไปร่วมงานสัมมนาที่ประเทศมาเลเซีย

ที่ศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนและช่วยเหลือเหยื่อในคดีฉ้อโกงประชาชน (บ.ยูฟันฯ) บก.ปคบ. เมื่อเวลา 15.00 น.วันเดียวกัน พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.จักรกฤษศณ์ สิงห์ศิลารักษ์ รองจเรตำรวจ ในฐานะ หน.อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนฯ พ.ต.อ.อังกูร คล้ายคลึง รอง ผบก.ปคบ. พ.ต.อ.นราเดช กลมทุกสิ่ง รอง ผบก.ภ.จ.ฉะเชิงเทรา ในฐานะ หน.ชุดสอบสวนคดี เรียกประชุมตำรวจชุดสืบสวนทั้ง 6 ชุด รวมทั้งชุดสืบสวนที่ตั้งเพิ่มใหม่อีก 1 ชุด นำโดย พ.ต.ท.พิทยา โสดาจันทร์ สว.กก. สส.ภ.จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามความคืบหน้าติดตามตัว

ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับพร้อมนำตัวนายโชติพัฒน์ วุฒิพันธุ์โภคิน มาสอบสวนขยายผลต่อหลังการประชุม พล.ต.ท.สุวิระเผยสั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งตามตัวผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับโดยเร็วและให้รีบสรุปสำนวนส่งอัยการ เพื่อประสานต่างประเทศตามขั้นตอนการส่งผู้ร้ายข้ามแดน รวมทั้งยื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดให้เข้าร่วมสอบสวนเนื่องจากเป็นคดีอาชญากรรมข้ามชาติ ด้านการเยียวยาผู้เสียหายเตรียมประสานสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง เป็นโจทก์ฟ้องล้มละลายบ.ยูฟันฯ นำทรัพย์สินเครือข่ายขายทอดตลาดนำเงินคืนผู้เสียหาย ไม่ต้องรอให้คดีสิ้นสุด สรุปยอดผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่ศูนย์ปฏิบัติการสืบสวนฯ บก.ปคบ. ถึงวันที่ 4 พ.ค. รวม 630 ราย ความเสียหาย 153 ล้านบาท ยังมีผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความอย่างต่อเนื่อง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้