วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แพทย์ เตือน! ฝังแร่รักษามะเร็งไม่ถูกวิธีอาจเกิดผลร้าย

แพทย์ เตือน! ฝังแร่รักษามะเร็งไม่ถูกวิธีอาจเกิดผลร้าย

  • Share:

หลังจากที่มีการโฆษณาเรื่องการรักษามะเร็งที่โรงพยาบาลรักษาโรคมะเร็งเฉพาะทางแห่งชาติฟูด้ากว่างโจว (FUDA) ประเทศจีน โดยการฝังแร่กัมมันตรังสีไอโอดีน-125 (I-125 seed implantation) เข้าไปในร่างกายผู้ป่วยแบบถาวร ทำให้มีคนไทยที่ป่วยเป็นมะเร็ง สนใจเข้าไปรักษาจำนวนมาก ขณะที่มีคนไทยบางกลุ่มกลับมาจากการฝังแร่และพบว่ามะเร็งได้ลุกลามมากขึ้นและแพร่ไปทั่วร่างกายเสียแล้ว

กระนั้น ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะนำพาผู้อ่านไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับการฝังแร่ไอโอดีน-125 ว่าเป็นอย่างไร รักษาโรคมะเร็งหายได้จริงไหม และอันตรายแค่ไหน โดยผู้ที่จะมาไขปมเหล่านี้ได้จะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษาและโรคมะเร็งโดยเฉพาะ นั่นคือ รศ.นพ.ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย นายกสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย จะเป็นผู้มาเฉลยคำตอบที่นี่...

รศ.นพ.ประเสริฐ เลิศสงวนสินชัย นายกสมาคมรังสีรักษาฯ
จากคลิปของโรงพยาบาลมะเร็งกว่างโจ­ว ใช้เข็มแทงนำเข้าไปก่อน
การฝังแร่รักษามะเร็งทำได้จริงหรือ?

รศ.นพ.ประเสริฐ เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า การฝังแร่ไอโอดีน-125 มีการใช้มานานแล้ว โดยมาตรฐานส่วนใหญ่ใช้รักษาคนเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในระยะเริ่มแรก ซึ่งโอกาสหายขาดจะสูงมาก หรือ ใช้ในอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่มีข้อบ่งชี้เฉพาะที่ เช่น สมองส่วนใดส่วนหนึ่ง หรือ รอบแผลผ่าตัดของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่ได้ผ่าตัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะต้องใช้ในระยะเริ่มแรก หากใช้ระยะที่มากขึ้นจะได้ประโยชน์ในการรักษาน้อย โดยแร่ไอโอดีน-125 จะปล่อยรังสีอย่างต่อเนื่องและกำจัดเซลล์มะเร็งในที่สุด

ทั้งนี้ ลักษณะของแร่ไอโอดีน-125 เป็นโซลูชั่นลูกน้ำ ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยโลหะที่เรียกว่า ไทเทเนียม โดยเม็ดแร่มีขนาดเล็ก มีความหนาประมาณ 1 มม. ยาวประมาณ 5 มม. ใช้ฝังไปตามเนื้อเยื่อต่างๆ ซึ่งผู้ป่วยจะไม่เกิดความเจ็บปวด และไม่เสียเลือดมาก ขณะที่ ค่าครึ่งชีวิตในการแผ่รังสีอยู่ที่ 60 วัน หมายความว่า ทุกๆ 60 วัน ความแรงของรังสีจะลดลงครึ่งหนึ่งจากจุดเริ่มต้น และจะลดลงเรื่อยๆ จนสลายตัวหมดไป โดยแร่ไอโอดีน-125 เป็นวัตถุกัมมันตรังสี ฉะนั้นจะมีการสลายตัวอยู่ตลอด จนกระทั่งตัวกัมมันตรังสีหมดไปก็ไม่แผ่รังสีแล้ว

สำหรับกระบวนการฝังแร่รักษามะเร็ง เช่น หากเป็นที่ต่อมลูกหมาก แพทย์จะใช้ยาชาเฉพาะที่ หรือ ฉีดยาชาเข้าไขสันหลัง (บล็อกหลัง) และใช้เข็มแทงนำเข้าไปก่อน ในตำแหน่งก้อนเนื้อฝังแร่ โดยส่วนใหญ่จะมีการแทงหลายเข็ม เพื่อวางแร่ไปตามจุดต่างๆ ที่เหมาะสม

“ผลข้างเคียงอวัยวะส่วนอื่นนั้น แร่ไอโอดีน-125 อยู่ในกลุ่มการรักษาที่มีความเสี่ยงทางรังสีต่ำ จะมีผลกับอวัยวะอื่นไม่มากนัก ถ้าฝังได้อย่างถูกต้อง อวัยวะอื่นจะได้รับปริมาณรังสีด้วย แต่ปริมาณรังสีที่แผ่ออกมานั้น จะไม่สูงมากเกินไปที่จะทำลายอวัยวะที่อยู่รอบข้าง” นายกสมาคมรังสีรักษาฯ กล่าว

ถูกห่อหุ้มด้วยโลหะไททาเนียม
แร่ไอโอดีน-125 มีขนาดเล็กมาก
รังสีแพร่กระจายสู่คนรอบข้าง เสี่ยงมะเร็ง!

รศ.นพ.ประเสริฐ อธิบายต่อว่า การฝังแร่จะเป็นแบบถาวร แร่จะติดตัวผู้ป่วยไปตลอดชีวิต และแร่จะมีการแผ่รังสีอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาก้อนเนื้อ ในขณะเดียวกันก็ปล่อยรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อมและคนรอบข้าง ซึ่งรังสีของแร่ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบในระยะเฉียบพลัน แต่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นหลายปี เช่น รังสีที่ได้รับอาจกระตุ้นให้เกิดมะเร็งได้ หรือ เมื่อแผ่รังสีไปยังเด็กและสตรีมีครรภ์ ซึ่งจะมีเนื้อเยื่อไวต่อรังสี ทำให้เกิดโรคร้ายได้ในอนาคต เด็กอาจจะไม่แข็งแรง ลูกในครรภ์อาจคลอดออกมาไม่สมบูรณ์หรือแท้งลูกได้

สำหรับแร่ไอโอดีน-125 ที่ฝังในร่างกายผู้ป่วยนั้น ความเข้มข้นของรังสีจะลดลงครึ่งหนึ่งทุกระยะเวลา 60 วัน ฉะนั้น เมื่อฝังแร่เสร็จ ควรจะอยู่ห่างเด็กหรือสตรีมีครรภ์ ช่วง 2 เดือนแรก เมื่อพ้น 3-4 เดือนขึ้นไปแล้ว การแผ่รังสีจะน้อยลงอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

ส่วนการป้องกันไม่ให้รังสีจากการฝังแร่ไอโอดีน-125 แพร่กระจายนั้น ทำได้โดยนำแผ่นตะกั่วปิดกั้นบริเวณที่ฝังแร่ จะช่วยลดอัตราการแผ่รังสีออกมาสู่ภายนอกได้ดี

ขณะเดียวกัน เมื่อผู้ป่วยเสียชีวิต กัมมันตภาพรังสียังอยู่ในศพ และเถ้ากระดูก ฉะนั้น เมื่อเผาเสร็จ การเก็บเถ้ากระดูก ไม่ควรใช้มือเปล่าเก็บ ให้สวมถุงมือตะกั่วและเก็บใส่ในพาชนะที่ทำด้วยโลหะ เพราะโลหะจะสามารถป้องกันการแผ่รังสีได้ และควรเก็บเถ้ากระดูกไว้ 1 ปี เนื่องจากกัมมันตภาพรังสียังคงอยู่ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าอัตราการแผ่น้อยลงจนแทบจะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจึงคอยโปรยสู่ธรรมชาติได้

แร่ที่ฝังเสร็จแล้วจะมีหลายจุดตามภาพ
จากคลิปของโรงพยาบาลมะเร็งกว่างโจ­ว ใช้เข็มแทงนำเข้าไปก่อน
แพทย์ เผย คนไทยไม่น้อยกว่า 400 คน ไปฝังแร่ที่เมืองจีน

ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มีคนไทยประมาณ 1,500 คน ไปรักษาด้วยวิธีที่อ้างว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ประเทศจีน แต่ที่จริงแล้วเป็นนวัตกรรมที่มีใช้มาก่อน ส่วนการรักษาด้วยการฝังแร่ไอโอดีน-125 คาดว่ามีไม่น้อยกว่า 300-400 คน และที่ได้ทราบข้อมูลมานั้น พบว่า 40 กว่ารายกลุ่มนี้ที่ไปฝังแร่และกลับมาเมืองไทย ได้รับความทุกข์ทรมาน ไม่น้อยกว่า 20 ราย และมีการเสียชีวิตจากผลข้างเคียงของการฝังแร่และอาการของโรคลุกลามอีกไม่น้อยว่า 10 ราย

“ส่วนตัวคงไม่แนะนำ ยกเว้นว่าใช้การฝังแร่ในกลุ่มคนไข้ที่ถูกต้องหรือตรงตามมาตรฐานเท่านั้น แต่เท่าที่ทราบผู้ป่วยที่ไปฝังแร่ในเมืองจีน มีการแพร่กระจายของโรคหลายจุดในร่างกายแล้ว และก็มีการฝังแค่บางจุดที่เป็นรอยโรค ฉะนั้น เป็นการรักษาที่ไม่ครบองค์รวมทั้งหมดที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย” หมอประเสริฐ ให้ความเห็น

ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เพื่อสอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจทำการรักษา
ประกาศจากสมาคมรังสีรักษาและมะเร็งวิทยาแห่งประเทศไทย
อึ้ง! ค่าฝังแร่เกือบครึ่งล้านขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ด

ค่าใช้จ่ายในการฝังแร่แต่ละครั้ง ประมาณเกือบ 200,000-300,000 บาท ขึ้นกับจำนวนเม็ดแร่ที่แพทย์จะใช้ ซึ่งโดยทั่วไปตามมาตรฐานจะฝังแค่ครั้งเดียวในตำแหน่งเดิม แต่หากว่าผู้ป่วยบางคนที่ไปรักษาที่เมืองจีน ได้ข้อมูลว่าไปฝังซ้ำซากอยู่อย่างนั้น เนื่องจากการรักษาไม่ได้ผล ขณะที่ ปกติทั่วไปแพทย์จะไม่ฝังซ้ำ และแน่นอนว่าเมื่อฝังซ้ำปริมาณสะสมของรังสีในเนื้อเยื่อบริเวณนั้นก็จะสูง ทำให้เนื้อเยื่อเน่าเปื่อย หรือ ทะลุได้ และอาจจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงตามมา ส่วนเนื้อเยื่อรอบข้างก็เช่นกัน ปริมาณรังสีอาจจะทำลายเนื้อเยื่อรอบข้างถ้าฝังบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม รศ.นพ.ประเสริฐ อยากให้ผู้ป่วยที่ไปฝังแร่รักษามะเร็งที่เมืองจีน ไม่ควรปกปิดข้อมูลสำคัญนี้ เพราะทางแพทย์จะได้ช่วยกันรักษาได้ทันและป้องกันการแผ่รังสีไปสู่คนรอบข้างด้วย เพราะบางครั้งการที่ผู้ป่วยไปฝังแร่ในขณะที่ระยะของโรคเป็นมากแล้ว อาจทำให้เกิดการลุกลามและไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และเท่าที่ทราบมาผู้ป่วยไม่มีความรู้เรื่องการป้องกันรังสีที่เกิดจากการฝังแร่เลย ซึ่งแพทย์หรือครอบครัวผู้ป่วยอาจได้รับผลกระทบจากรังสีนี้ด้วยเช่นกัน

“การฝังแร่นั้นมีประโยชน์ถ้าใช้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยใช้ตามข้อบ่งชี้มาตรฐาน แต่ถ้าหากว่าใช้แบบไม่มีความเข้าใจหรือขาดความระมัดระวังก็จะเกิดผลเสีย ขอแนะนำให้ผู้ป่วยปรึกษาแพทย์ของท่านเพื่อสอบถามรายละเอียดหรือข้อมูลก่อนตัดสินใจทำการรักษาใดๆ” นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทิ้งท้าย.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้