กีฬา
100 year

ตราจักรีที่พระตะบอง ปริศนาร่องรอยสยาม

ไทยรัฐฉบับพิมพ์5 พ.ค. 2558 05:01 น.
SHARE

สยามปกครองพระตะบองตั้งแต่ พ.ศ.2338 และสิ้นสุดเมื่อ พ.ศ.2450 ตลอดเวลา 112 ปี ปรากฏร่องรอย “สยาม” ในพระตะบองหลายแห่ง

ล่าสุดพบตรา “จักรี” หน้าบันพระอุโบสถวัดปราบปัจจามิตร

“ร่องรอยสยาม” ในพระตะบองที่รู้จักกันในวงกว้างคือ ตราแผ่นดินสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ติดอยู่ที่หน้าบันพระอุโบสถวัดดำเริยซอ หรือวัดช้างเผือก ตั้งอยู่กลางเมืองพระตะบอง ใกล้ๆกันยังมีศาลากลางจังหวัดพระตะบองหลังเก่า สร้างสมัยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) ก่อนที่จะเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศสยาม

หน้าศาลากลางจังหวัดพระตะบองยังมีปืนใหญ่สยามอยู่ 2 กระบอก ก้นกระบอกปืนมีอักษรไทยสวยงามเขียนว่า “กระสุนขนาด 8 นิ้ว” พร้อมระบุปี คาดว่าเป็นปีผลิตคือ “A 1789” ตามประวัติทางกัมพูชาบอกว่า ปืนนี้สั่งซื้อมาจากประเทศอังกฤษ มาอยู่พระตะบองตั้งแต่ พ.ศ.2380 มาพร้อมๆกันกว่า 100 กระบอก

เอกสารการค้นคว้าฝ่ายกัมพูชาระบุว่า สมัยฝรั่งเศสปกครอง “เขายิงปืนใหญ่ทุกๆเช้าในเวลาเคารพธงชาติ ต่อมามีความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้คนยิงเสียชีวิตไป เขาก็เลยหยุดยิง” และฝรั่งเศสได้นำปืนไปเป็นของโบราณและทำสะพานเหล็กอีกด้วย

ส่วนร่องรอยอื่นๆ นอกจากปืนใหญ่และวัดดำเริยซอ คณะของมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร นำโดย ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เดินทางไปสำรวจอีกครั้ง พบว่าที่วัดปราบปัจจามิตร ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของตัวเมืองมีร่องรอยหลายๆ อย่างที่เกี่ยวข้องและอาจเกี่ยวข้องกับสยาม

การสืบค้นครั้งนี้ ภญ.สุภาภรณ์บอกว่า เริ่มจากดูเอกสารโบราณ และพบว่ามีจดหมายโต้ตอบระหว่างเจ้าพระยาอภัยภูเบศรแห่งเมืองพระตะบองกับสยาม เรื่องการนำพระไตรปิฎกไปประดิษฐาน ณ วัดปราบปัจจามิตร เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2442 และมีการสมโภชด้วยมหรสพ อาทิ โขน ละคร และการละเล่นต่างๆ ก่อนอัญเชิญไปประดิษฐานวัดอื่นต่อไป

ดร.อุเทน

พระไตรปิฎกที่สมโภชนั้น ดร.อุเทน วงษ์สถิตย์ อาจารย์คณะ โบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระไตรปิฎกฉบับพิมพ์ครั้งแรกของโลก เพราะว่าหลังจากบ้านเมืองผ่านพ้นวิกฤตการณ์ รศ.112 รัชกาลที่ 5 ถือว่าจะต้องทำบุญครั้งใหญ่ ช่วงเวลานั้นวิทยาการการพิมพ์ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ว่ายังไม่เคยมีใครนำมาใช้กับพระไตรปิฎกที่เป็นพระคัมภีร์ชั้นสูง

ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ต้องการประกาศตน ในการเป็นศาสนูปถัมภก คือผู้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนา โดยใช้วิทยาการเข้ามารองรับพระธรรมคำสอน ทรงให้จัดพิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นมาเป็นครั้งแรก แล้วโปรดเกล้าฯ ให้แจกจ่ายไปตามวัดต่างๆทั่วพระนคร และส่งไปในขอบขัณฑสีมาด้วย

วัดปราบปัจจามิตร ชาวกัมพูชาเรียก “วัดกดล” แปลว่า วัดกระโดน ในประวัติศาสตร์ไทย ภญ.สุภาภรณ์บอกว่า เป็นวัดที่เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ตั้งทัพและสร้างไว้ ต่อมาค่อยสร้างเพิ่มเติมให้ใหญ่โตสมัยท่านเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์)

ความอัศจรรย์ใจต่อวัดนี้คือ มี “ตราจักรีและพระขรรค์ชัยศรี” ที่หน้าบันพระอุโบสถด้านทิศตะวันออก และหน้าบันด้านทิศตะวันตกยังมีตราสัญลักษณ์พระตะบองบนพานแว่นฟ้า อันเป็นตราสัญลักษณ์ของผู้ปกครองเมืองพระตะบอง

อาจารย์อุเทนอธิบายว่า “ตราที่หน้าบันมีความชัดเจน มีตรีศูลอยู่ตรงกลาง และมีจักรตรงตรีศูลสอดคล้องกับชื่อราชวงศ์จักรี ซึ่งได้ตั้งตามตำแหน่งอย่างเป็นทางการของรัชกาลที่ 1 ก่อนขึ้นครองราชย์ ท่านเป็นที่พระยาจักรี เลยนำชื่อตำแหน่งเดิมมาตั้งชื่อราชวงศ์”

ส่วนพระขรรค์ชัยศรี “ตำนานว่า ชาวบ้านทอดแหเจอแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ”

พิจารณาหน้าบันพบว่าสียังสดใส บอกให้รู้ว่าอาจทาสีใหม่ ซ่อมใหม่ หรือไม่ใช่ของเดิม อาจารย์อุเทนบอกว่า “สันนิษฐานว่าซ่อมบนพื้นเดิม เพราะว่าสังเกตดูลวดลายและอะไรต่างๆ แม้จะมีการบูรณะ แต่การบูรณะไม่ประณีตเท่าที่ควร อย่างเช่นรูป

จักรีที่ซุ้มประตูด้านหนึ่งได้รับการซ่อมแซม แต่ว่าช่างทำรูปของตรีศูลนั้นดูเบี้ยวขาดสมมาตรไปนิดหนึ่ง แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ช่างคงจะยังรักษาของเดิมไว้ เมื่อทำเป็นรูปจักรและตรีศูลก็น่าที่จะรักษาไว้เช่นเดิม”

นอกจากตราสัญลักษณ์ทั้งสองแห่ง อาจารย์อุเทนชี้ชวนให้ดู จิตรกรรมเรื่องรามเกียรติ์รอบกำแพงพระอุโบสถ พลางชี้ว่า “ในกัมพูชามีอยู่ 2 แห่งคือ วัดพระแก้วที่กรุงพนมเปญและวัดเรียชโบร์ หรือวัดโบร์ แล้วพบอีกแห่งที่วัดปราบปัจจามิตรนี้ แห่งนี้เป็นลายปูนปั้นรอบกำแพงแก้วพระอุโบสถ ซึ่งไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อน”

ภญ.ดร.สุภาภรณ์

ปณิธานการ “สืบหา” ร่องรอยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ภญ.สุภาภรณ์บอกว่า “มีความตั้งใจว่า อะไรที่เจ้าพระยาท่านทำค้างไว้ก็อยากฟื้นฟูสืบสาน อยากดูแล จึงอยากรู้ว่ามีอะไร อยู่ที่ไหนบ้าง อยากรู้ว่าท่านมีห่วงอะไร เลยไปค้นหนังสือ จึงได้พบจดหมายที่หอสมุดแห่งชาติ เป็นจดหมายโต้ตอบกันระหว่างพระตะบองกับกรุงเทพฯ มีอยู่ตอนหนึ่งว่า มีพระไตรปิฎกมาที่วัดปราบปัจจามิตร เจ้าพระยาได้รับแล้วก็สมโภช”

จากนั้นอาศัยเคยรู้จักลูกหลานเจ้าพระยาอภัยภูเบศร “มาก็พบตราสัญลักษณ์และรูปปั้นของท่าน แรกๆก็ไม่มีใครรู้ว่าเป็นเจ้าพระยา แต่เมื่อเห็นหลายอย่างประกอบกันก็เลยทราบ”

เดินผ่านกำแพงแก้วพระอุโบสถไป ด้านหลังมีเจดีย์ขนาดใหญ่ หน้าเจดีย์ด้านทิศเหนือมีรูปชายหนวดงามเฟิ้ม ภญ.สุภาภรณ์เชื่อว่าเป็นรูปปั้นของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (ชุ่ม อภัยวงศ์) พิจารณาเปรียบเทียบกับรูปภาพที่อาคารเจ้าพระยาอภัยภูเบศรที่ จ.ปราจีนบุรีแล้ว ก็พบว่ามีความใกล้เคียง

ส่วนการสร้างวัด “แม้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สร้างไว้ แต่ไม่เหลือร่องรอยของเจ้าพระยาบดินทร์ แต่ไปเจอร่องรอยท่านที่วัดหลวงบดินทร์ จังหวัดปราจีนบุรี”

ในจังหวัดพระตะบองยังพบร่องรอยอื่นๆ ของ “เจ้าพระยาอภัยภูเบศร” อีก เช่นที่วัดสำโรงกนง หรือวัดสำโรงในมีเจดีย์บรรจุอัฐิของเครือญาติเจ้าพระยาอภัยภูเบศร วัดส็องแกร์พบเจดีย์เก็บอัฐิเจ้าพระยาอภัยภูเบศร (เยีย) และคุณหญิงทับทิม

และยังมีบ้านทายาทอาลักษณ์ของท่านเจ้าพระยาชื่อ หลวงเสน่หาพิมล นามเดิมว่าตับ บ้านอยู่ชุมชนวัดโก ตั้งอยู่ทิศเหนือของตัวจังหวัดพระตะบอง ทายาทชื่อ ยี สาริต อายุ 69 ปี บอกว่าสาเหตุที่บรรพบุรุษของท่านไม่ย้ายมาอยู่ปราจีนบุรี เพราะเกรงว่างานน้อย จึงตัดสินใจปลีกตัวมาสร้างบ้านอยู่อย่างสงบ ปลูกละมุด และผลไม้อื่นๆทิ้งไว้ให้ลูกหลานมากมาย

ร่องรอย “สยาม” ในเขตพระตะบองท้าทายให้ค้นหา ขณะเดียวกัน จุดที่พบแล้วก็ท้าทายให้ศึกษาค้นคว้าและพิสูจน์ให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจนต่อไป.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สกู๊ปหน้า1ตราจักรีพระขรรค์ชัยศรีพระตะบองปริศนาร่องรอยสยามเจ้าพระยาอภัยภูเบศรชุ่ม อภัยวงศ์วัดปราบปัจจามิตรสุภาภรณ์ ปิติพรพระไตรปิฎกสมโภชอุเทน วงษ์สถิตย์เจ้าพระยาบดินทรเดชาสิงห์ สิงหเสนี

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้