วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
รอง‘ยงยุทธ’เมิน รธน.เก่า ประกบประชามติ

รอง‘ยงยุทธ’เมิน รธน.เก่า ประกบประชามติ

  • Share:

ปัดหมดข้อเสนอของปชป.-พท.อ้างยุ่งยากเอาแค่รับ-ไม่รับก็พอจตุพรแนะบิ๊กตู่ใช้อำนาจรื้อรธน.

ข้อเสนอสองพรรคใหญ่ให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 40 กับปี 50 มาประกบตอนทำประชามติร่าง รธน.ใหม่ ส่อไปไม่ถึงฝั่งฝัน “ยงยุทธ” ตัดบทยุ่งยากเกินไปถ้าจะทำแค่ถามว่ารับหรือไม่รับเท่านั้น “เสธ.อู้” ประสานเสียงเกิดยาก แค่ฉบับเดียวก็ปวดหัวแล้ว “ชูชัย” ว้ากใส่นักเลือกตั้งเห็นแก่ตัวเอง “เสรี” สวน “บวรศักดิ์” ไม่ต้องรอใช้ถึง 5 ปี แค่ปีเดียวเอาให้รอดก่อน “ถวิลวดี” หวั่นเปลืองงบฯโดยใช่เหตุ “องอาจ” ซัด กมธ.ยกร่างฯใจแคบ ปัดข้อเสนอใช้ก่อนแล้วทำประชามติทีหลัง พท.ดักคอ ปธ.ยกร่างฯอย่ามาทำหลอกเด็ก “จตุพร” ตีธงต้องทำประชามติ แนะ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจรื้อทั้งร่าง “บันคีมูน” ร่วมหนุนเสรีภาพสื่อ 4 องค์กรสื่อบี้ คสช.ยกเลิกกฎเหล็ก “อภิรัชต์” รับแก้หวยแพงไม่ง่าย

ตามที่สองพรรคการเมืองใหญ่ คือ พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มแรงกดดันให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 มาประกบตอนโหวตทำประชามตินั้น นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกฯ และ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ พูดตรงกันว่าเป็นไปได้ยาก

“ยงยุทธ” เล็งปรับแก้ร่าง รธน.ม.84

เมื่อวันที่ 3 พ.ค. นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการศึกษาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เพื่อทำเป็นข้อเสนอแนะส่งให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 14 พ.ค.ว่า มีบางส่วนส่งให้นายวิษณุแล้ว แต่ไม่ใช่สาระสำคัญนัก โดยขอให้ช่วยแก้คำให้เหมาะสม อย่างมาตรา 84 เรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พูดน้อยไปนิด ขอให้เพิ่มความสำคัญด้านวิทยาการต่างๆเข้าไปด้วย รวมถึงเพิ่มเนื้อหาในหมวดของเด็กและสตรีที่ว่าด้วยเรื่องของสวัสดิการให้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องมาคุยกันในภาพรวมทั้งหมด โดยเฉพาะในหมวดสำคัญ เพื่อให้ชัดเจนในเนื้อหาสาระ เพราะเท่าที่ฟังเสียงสะท้อนจากสังคมเชื่อว่ามีเรื่องต้องคุยกันเยอะ ต้องจับมาผนวกกันให้ดี ยืนยันรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะพิจารณาปรับแก้เป็นกลางมากที่สุด

ค้านนำฉบับเก่าประกบประชามติ

เมื่อถามว่าฝ่ายการเมืองต่างเห็นเป็นเสียงเดียวกันให้มีการทำประชามติ โดยให้นำเอารัฐธรรมนูญปี 40 และปี 50 มาเป็นตัวเลือกหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ผ่านความเห็นชอบ นายยงยุทธตอบว่า ตรงนี้ต้องคุยกันเพื่อสรุปให้ชัดเจนต่อไป รวมถึงข้อเสนอฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับมาตรา 181 และ 182 ก็ต้องมาคุยกัน ความจริงเห็นด้วยกับการทำประชามติ แต่ควรถามแค่ว่าจะรับหรือไม่รับเท่านั้น เพราะถ้านำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาเป็นตัวเลือกด้วย จะยุ่งไปหมดมันยากเกิน เวลานับคะแนนยุ่งตาย ควรแค่รับหรือไม่รับเท่านั้น

“เสธ.อู้” ออกตัวบอกเกิดขึ้นยาก

พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอของฝ่ายการเมือง โดยพรรคเพื่อไทยเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการให้นำรัฐธรรมนูญปี 50 มาประกบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาประกบให้ประชาชนเลือกตอนทำประชามติ ว่า เรื่องทำประชามตินายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ บอกชัดแล้วว่ารัฐบาลจะเป็นผู้ตัดสินใจเมื่อถึงเวลาเหมาะสม จึงไม่ใช่หน้าที่ที่ตนจะให้ความเห็นเรื่องทำประชามติว่าดีไม่ดีตรงไหน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าวิธีนี้คงไม่เหมาะและเกิดยาก แค่ฉบับเดียวก็ปวดหัวแล้ว เอา 2 ฉบับมาประกบให้ตัดสินใจ ประชาชนต้องเข้าใจเนื้อหาถึงทั้ง 2 ฉบับ บางทีประชาชนอาจลืมรัฐธรรมนูญปี 40 ไปแล้ว แต่การออกมาวิจารณ์ของพรรคการเมืองยิ่งมากยิ่งดี ถ้าความเห็นประเด็นใดตรงกันมากๆ กมธ.ยกร่างฯ จะพิจารณาเป็นพิเศษ อย่ากังวล บางทีร่างสุดท้ายออกมาพวกท่านอาจพอใจกันก็ได้

“ชูชัย” กร้าวนักเลือกตั้งเห็นเเก่ตัว

นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะทำประชามติหรือไม่ แต่เชื่อว่าเมื่อปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกแล้ว นักการเมืองที่แท้จริงจะยอมรับได้ แต่สำหรับนักเลือกตั้งคงไม่พอใจเช่นเดิม เพราะสนใจแต่ผลประโยชน์ตนเป็นใหญ่ มุ่งเอาแต่กติกาเลือกตั้งที่พรรคของตนได้เปรียบ ยังไม่เคยได้ยินนักเลือกตั้งออกมาพูดว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง ทั้งที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของพลเมืองมากกว่าทุกฉบับที่ผ่านมา นักเลือกตั้งควรเสนอมาว่าอะไรที่ยังต้องปฏิรูปเพิ่มเติม แล้วสังคมจะได้ประโยชน์ กมธ.ยกร่างฯ จะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง

“เสรี” เย้ยแค่ปีเดียวเอาให้รอด

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ประเด็นที่ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ จะยื่นแปรญัตติ นอกจากเรื่องระบบการเมืองแล้ว จะเสนอให้ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย มีมาตรฐาน และบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ อยากให้ กมธ.ยกร่างฯ เปิดใจกว้างรับฟังความเห็นทุกฝ่าย นำไปปรับปรุงข้อบกพร่อง หลายเรื่องเป็นของใหม่ยังไม่เคยใช้มาก่อน จึงต้องระวัง อย่าไปคิดว่าของใหม่จะดี เพราะพอใช้ไปจริงอาจมีปัญหาได้ ดังนั้นเรื่องที่เป็นเนื้อหาใหม่ที่บัญญัติลงในรัฐธรรมนูญเป็นครั้งแรก ควรนำไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ดีกว่านำมาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ หากเกิดปัญหาขึ้นจะยืดหยุ่นและแก้ไขได้ง่ายกว่า ส่วนที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ลองใช้รัฐธรรมนูญไปก่อน 5 ปีนั้น เห็นว่าแค่ 1 ปีก็เอาตัวไม่รอดแล้ว นี่จะให้ใช้ตั้ง 5 ปี

ตัดคู่ขัดแย้งพ้นวงปฏิรูปตำรวจ

นายวันชัย สอนศิริ เลขานุการวิป สปช. กล่าวว่า การตั้งคณะกรรมการกิจการปฏิรูปตำรวจ โดยมีตัวแทนจาก 5 คณะกรรมาธิการปฏิรูปฯ เพื่อพิจารณาหาข้อสรุปแนวทางการปฏิรูปตำรวจร่วมกันนั้น นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. กำลังตัดสินใจว่าจะตั้งใครมาเป็นคณะกรรมการฯ ชุดนี้บ้าง เท่าที่ดู นายเทียนฉายจะไม่ตั้งคู่ขัดแย้งใน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ เข้ามาร่วมแน่นอน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความขัดแย้งในการทำงานขึ้นมาอีก ทำให้งานสะดุด แต่อาจเรียกทั้งสองฝ่ายมาชี้แจงขอความเห็น เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

ส่งแบบฟอร์มแปรญัตติถึง สปช.

นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการวิป สปช. กล่าวว่า คณะผู้ประสานงานจัดทำคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ ได้ส่งแบบสอบถามให้ สปช.ทุกคนแล้วทางอีเมล และกลุ่มไลน์ เพื่อให้สมาชิกกรอกแบบสอบถามกลับมาภายในวันที่ 6 พ.ค. ว่าต้องการแปรญัตติแก้ไขประเด็นใด หลังจากกรอกแบบสอบถามกลับมาแล้ว คณะผู้ประสานงานจัดทำคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะมาประมวลผลว่าสมาชิกสนใจแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นใดบ้าง เพื่อนำมาจัดหมวดหมู่ ไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

เชื่อฝ่ายการเมืองเข้าร่วมเวทีเสวนา

นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช.กล่าวว่า วันที่ 6 พ.ค. กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะประชุมเพื่อสรุปการจัดเวทีเสวนารับฟังความเห็นประชาชน โดยเชิญคณบดีจากมหาวิทยาลัยที่มีคณะนิติศาสตร์และคณะรัฐศาสตร์ทั่วประเทศ และพรรคการเมือง เข้าให้ความเห็นเรื่องการแก้ไขเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าจะได้รับความร่วมมือจากพรรคการเมือง

หวั่นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ

ด้านนางถวิลวดี บุรีกุล กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า การทำประชามติน่าจะมีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ทำให้ยึดโยงประชาชน แต่ยังห่วงกังวล เพราะการลงประชามติไม่เหมือนกับการเลือกตั้ง คือมีรายละเอียดมากกว่า ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจเข้าถึงง่าย โดยเฉพาะในหมวดการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ที่ไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญมาก่อน และการลงประชามติไม่ใช่เรื่องง่าย หลายประเทศใช้เวลานับปี ไม่ใช่แค่ลงมติรับร่างเฉยๆ ถ้าประชาชนยังไม่เข้าใจจะทำให้เสียเวลา และสิ้นเปลืองงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์

ต้องให้ข้อมูลกับชาวบ้านก่อน

นายวุฒิสาร ตันไชย กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ถ้าจะทำประชามติต้องมีกระบวนการให้ข้อมูลข่าวสารเผยแพร่ต่อประชาชนให้มากขึ้นก่อน หลังจากได้รับคำขอแก้ไขเพิ่มเติมจาก ครม. คสช. และ สปช.แล้ว นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ จะเปิดให้แต่ละฝ่ายเข้าชี้แจงเหตุและผลในการเสนอขอแก้ไขเพิ่มเติมด้วย จุดนี้ถือว่าเป็นหลักการสำคัญ เพราะประเด็นที่มีการอภิปรายเป็นประเด็นที่ไม่เห็นด้วย เชื่อว่าประเด็นที่ สปช.เห็นด้วย น่าจะมากพอสมควร

“องอาจ” ซัด กมธ.ยกร่างฯ ใจแคบ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯ มีเจตนาดี แต่น่าเสียดายที่เปิดใจรับฟังความเห็นต่างน้อยเกินไป ทั้งที่ควรระลึกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องใช้กับประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง จึงต้องแสวงหาความร่วมมือเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ ไม่ใช่ออกมาให้เดินหน้าต่อไม่ได้ ตนจึงมีข้อเสนอต่อ กมธ.ยกร่างฯ ให้ปรับปรุงเนื้อหาใน 4 ประเด็นคือ 1.ต้องแสดงให้สังคมเห็นว่าไม่มีวาระซ่อนเร้นของบุคคลใดหรือฝ่ายใด แต่ทำเพื่อประโยชน์สุขประชาชน 2.ต้องไม่มีอคติ ดูถูกดูหมิ่นฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดว่าวิจารณ์เพราะเสียประโยชน์ 3.ต้องลดอัตตา แล้วเปิดใจตัวเองรับฟังให้รอบด้าน 4.สร้างบรรยากาศส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างจริงจังและจริงใจ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ไม่เอาใช้ก่อนแล้วมาทำทีหลัง

นายองอาจกล่าวอีกว่า ควรมีการทำประชามติ ด้วย 4 เหตุผล คือ 1.เมื่อรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ก็ต้องให้ประชาชนแสดงออกว่ายอมรับกฎหมายสูงสุดของประเทศนี้หรือไม่ 2.การกำหนดให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ในอนาคต โดยต้องผ่านการทำประชามติ แล้วทำไมจึงไม่ทำประชามติก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ 3.เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ และ 4.เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้รัฐธรรมนูญ ส่วนกรณีที่ กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่าให้มีบทเฉพาะกาลใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน 90-120 วัน แล้วค่อยทำประชามตินั้น ตนเห็นต่าง เพราะไม่สามารถทำประชามติเป็นรายมาตราหรือแบ่งส่วนทำได้ การใช้ก่อนแล้วค่อยมาทำประชามติทีหลังจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ถ้าคิดว่าควรทำก็ควรทำก่อนรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ รัฐบาลและ คสช.ยังมีเวลาพิจารณา โดยเชื่อว่าจะยึดประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก

ปชป.จวกเมินหัวใจสำคัญปราบโกง

นายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า เรื่องทุจริตที่เป็นประเด็นที่คสช.ยกเป็นเหตุผลหลักในการยึดอำนาจ แต่ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกกลับมีบทบัญญัติที่เกี่ยวกับการปราบปรามการทุจริตอยู่แค่ในภาค 1 หมวด 2 ส่วน 2 มาตรา 68 จึงเสนอให้อุดช่องโหว่ใน 3 ประเด็น คือ 1.พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระ ต้องกำหนดกรอบระยะเวลาทำงาน ไม่ใช่ดองคดี เพราะมีปัญหาความล่าช้า โดยเฉพาะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่บางคดีตัดสินไม่ได้เพราะคดีหมดอายุความ ที่ชัดเจนคือกรณีที่ตนร้องทุจริตสร้างฝายกั้นน้ำมาตั้งแต่ปี 2552 ยังไม่รู้อีกกี่ปีเรื่องจะถึงศาล 2.การจัดอบรมหลักสูตรต่างๆขององค์กรอิสระ เพื่อรวมกลุ่มคนในวงสังคม โดยอ้างว่าเพื่อให้ความรู้ ซึ่งไม่จำเป็น ที่สำคัญคือผู้ไม่หวังดีส่งตัวเองและนอมินีเข้าไปอบรมเพื่อทำความสนิทสนมกับบุคลากรในองค์กรอิสระ เพื่อใช้คอนเน็กชั่นไปเป็นอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งมีอำนาจตัดสินชี้ถูกชี้ผิด จึงเห็นว่าต้องยกเลิกหลักสูตรพวกนี้ และใช้งบประมาณแผ่นดินให้มีประสิทธิภาพมากกว่านี้

ตีกรอบองค์กรอิสระเลิกดองคดี

นายวิลาศกล่าวว่า 3.พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ที่บอกว่าเป็นการให้อำนาจประชาชนในการตรวจสอบ แต่ในข้อเท็จจริงก็ระบุให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐไว้เช่นกัน หลายเรื่องจึงถูกดองหรือปิดบังไว้ ที่เขียนไว้จึงต่างจากข้อเท็จจริง หาก คสช.และ กมธ.ยกร่างฯ ต้องการแก้ไขปัญหาการโกงชาติโกงแผ่นดินจริง ก็ต้องปรับปรุงแก้ไขและกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาคดีขององค์กรเหล่านี้ พร้อมกำหนดบทลงโทษหากมีการฝ่าฝืน ไม่ใช่แค่ลมปากที่อ้างว่าจะทำให้ประชาชนเป็นใหญ่มีสิทธิมีเสียงมากขึ้น และต้องเพิ่มโทษเป็นสองเท่าหากมีการให้รายงานที่เป็นเท็จ หากไม่มีการแก้ไขก็ไม่สมกับที่ตีปี๊บว่าเป็นยุคแห่งการปฏิรูป

พท.ดักคอ “บวรศักดิ์” ทำหลอกเด็ก

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 มาประกบกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ตอนทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น จะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ไม่เชื่อว่าการทำประชามติจะเป็นการต่ออายุให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจนานขึ้น เสียเวลา 3 เดือนยังดีกว่าปล่อยให้ใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่รู้ว่าจะแก้ไขได้หรือไม่ แม้นายบวรศักดิ์จะขอให้ทดลองใช้ไปก่อน 5 ปี แต่ขั้นตอนการแก้ไขยุ่งยากมาก ดังนั้นการที่นายบวรศักดิ์ขอให้ใช้รัฐธรรมนูญไปก่อน 5 ปี เหมือนเป็นการหลอกเด็กมากกว่า และเชื่อว่า คสช.ยังไม่ตัดสินใจว่าจะให้ทำประชามติหรือไม่ คงรอประเมินเสียงประชาชนก่อน ถ้าเห็นว่าประชาชนต้องการให้ทำ คสช.ก็คงต้องทำตามข้อเรียกร้องของประชาชน

นปช.หนุนใช้ รธน.40 ประกบโหวต

นพ.เหวง โตจิราการ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช.กล่าวว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่บั่นทอนและกัดกร่อนประชาธิปไตยให้อ่อนแอ ทั้งประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอก การเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน ที่ทำให้เกิดรัฐบาลผสมและอ่อนแอ หรือเรื่อง ส.ว.ลากตั้ง ซึ่งมีเสียงต่อต้านมากทั้ง สปช.และนักการเมือง โพลหลายสำนักที่ออกมาก็ไม่เห็นด้วย ส่วนเรื่องการทำประชามติตนเห็นด้วยกับข้อเสนอให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 มาประกบ ถ้าประชาชนเลือกรัฐธรรมนูญปี 40 คสช.ก็ต้องเคารพมติประชาชน วิธีนี้ถือเป็นทางเลือกอันสวยงาม เพราะรัฐธรรมนูญปี 40 เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย และนายบวรศักดิ์ก็มีส่วนร่วมร่างเองด้วย และยังบอกอีกว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีที่มาจากประชาชน

“จตุพร” ตีธงต้องทำประชามติก่อน

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า ข้อเสนอของนายบวรศักดิ์ ให้ใช้รัฐธรรมนูญไปก่อน 5 ปีแล้วค่อยมาแก้ไขนั้น เรื่องรัฐธรรมนูญจะเชื่อใครไม่ได้ เพราะเคยมีบทเรียนรัฐธรรมนูญปี 50 มีการพูดชัดเจนว่าให้รับร่างไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง ในที่สุดเป็นอย่างไร ดังนั้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนกัน เมื่อใช้ไปแล้วก็แก้ไขไม่ได้จนกว่ารัฐธรรมนูญจะถูกฉีก และไม่แน่ใจว่าประเทศไทยจะลองผิดลองถูกได้ถึง 5 ปีหรือไม่ เพราะปัญหาคือต้องผ่านใน 1 ปีแรกให้ได้ก่อน จึงเห็นว่าควรทำประชามติเลย โดยไม่ต้องกลัวว่าการเลือกตั้งจะล่าช้าออกไป

แนะ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจรื้อร่าง รธน.

เมื่อถามถึงจุดเสี่ยงที่จะทำให้วันเลือกตั้งล่าช้าออกไปได้ นายจตุพรตอบว่าจุดอ่อนของนักเลือกตั้งที่แม้กลัวว่าการเลือกตั้งจะล่าช้าออกไป แต่นปช.ต้องคิดถึงเรื่องชีวิตประชาชนเป็นสำคัญ หากเลือกตั้งช้าลงเล็กน้อยแต่ประเทศเป็นประชาธิปไตย ก็ควรเลือกตั้งในวันที่มีกติกาถูกต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้นขอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจ คสช.ตัดสินอย่างรวดเร็ว ให้ คสช.แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 35 ที่เป็นกรอบหรือธงในการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วเปิดทางแก้ไขร่างรัฐธรรมใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ต้องใช้เวลามาก แต่ถ้ารีบเร่งเลือกตั้งโดยไม่แก้ไขก่อน จะนำไปสู่ความหายนะได้

“บันคีมูน” ร่วมหนุนเสรีภาพสื่อ

วันเดียวกัน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครือข่ายสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุแห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมจัดงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พ.ค. โดยกิจกรรมเริ่มจากนางมิซาโกะ อิโต ที่ปรึกษาระดับภูมิภาค แผนกการสื่อสารและสารสนเทศ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อ่านแถลงการณ์ของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ นางอิรินา โบโกกา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก และนายซาอิด ราอัด อับฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ว่า นักข่าวต้องยืนหยัดอย่างยั่งยืนที่จะทำงานอย่างอิสระ ปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรมและมีความปลอดภัย เพราะเสรีภาพสื่อจะช่วยให้เกิดการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและจำเป็นต่อธรรมาภิบาลและหลักนิติรัฐ

4 องค์กรสื่อบี้ คสช.ยกเลิกกฎเหล็ก

ต่อมา 4 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนโดยนายวันชัย วงศ์มีชัย นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมอ่านแถลงการณ์ มีเนื้อหาระบุว่า เมื่อ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน สถานการณ์และดัชนีชี้วัดสถานภาพเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยได้ตกต่ำลงในสายตาประชาคมโลก ต่อมามีคำสั่งเพื่อควบคุมการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชนฉบับที่ 97 ฉบับที่ 103 และฉบับที่ 3/58 ข้อ 5 ที่ออกตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสื่อมวลชนและปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน จึงมีข้อเรียกร้องขอให้ คสช.ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองพูดคุยอย่างเสรีและปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังอยู่ในขั้นตอนการปฏิรูป จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นเวทีแห่งการพูดคุย เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติ

ภาคประชาชนดับเครื่องชน กสทช.

จากนั้นเข้าสู่เวทีเสวนาเรื่อง “สื่อไทยในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน : เสรีภาพ หรือครอบงำ?” โดยมีตัวแทนองค์กรสื่อมวลชน นักวิชาการ และตัวแทนภาคประชาชนร่วมเวที โดยนางสุวรรณา จิตประภัสสร์ ตัวแทนมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังสื่อมวลชน ต้องทำหน้าที่นำเสนอข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ให้ประชาชนได้ความคิด หากสื่อไม่ทำหน้าที่ที่เป็นประโยชน์ ต่อไปประชาชนอาจอยู่ในภาวะจนตรอกและไม่สามารถปกป้องสิทธิของตนเองได้ ขณะนี้มีประเด็นที่น่ากังวลกรณีองค์กรที่กำกับดูแลการดำเนินกิจการของสื่อมวลชน อย่าง กสทช. ส่งเสริมให้เกิดการควบรวมสื่อมวลชน ถือเป็นการเปิดช่องให้เกิดการครอบงำสื่อ

สปช.ชี้เหตุผลเบาหวิวจอดำพีซทีวี

ด้านนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สปช.ด้านสื่อมวลชน กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลายประเด็นยังบัญญัติคุ้มครองและรับรองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนไว้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 50 แต่มีบางประเด็นที่ สปช. สายสื่อมวลชนจะขอแก้ไข เช่น การกำหนดให้ กสทช. ดำเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ เห็นได้จากการทำหน้าที่ของ กสทช. ต่อการปิดสถานีโทรทัศน์พีซทีวี และชุมพรซิตี้เรดิโอ ภายใต้เหตุผลที่เบามาก ไม่มีเหตุผลต่อการออกคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากการทำหน้าที่ของ กสทช.มีอำนาจเพียงตักเตือน การพักใบอนุญาต หรือการปรับเท่านั้น ส่วนการออกคำสั่งปิดเลย ถือเป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบหากสื่อมวลชนไม่ติดตามตรวจสอบองค์กรอิสระที่พวกเราสนับสนุนให้เกิดขึ้น เพื่อกำกับสื่อฯ เขาอาจใช้อำนาจมากระทบการประกอบการวิชาชีพสื่อมวลชน ที่เกินกว่าเจตนารมณ์ของการก่อตั้งได้

ชี้รากเหง้าปัญหาเสรีภาพสื่อ

นางพิรงรอง รามสูต รณะนันทน์ อาจารย์คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อมวลชนไว้มาก แต่ไม่มีหลักประกันใดที่ทำให้เห็นว่าจะเกิดขึ้นจริง ส่วนการเปลี่ยนผ่านของสื่อมวลชนในประเด็นเสรีภาพ ที่ร่างรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายสร้างกลไกหลายอย่างไว้ จนมองว่าประเทศไทยให้หลักประกันเรื่องนี้ไว้มากที่สุดในโลก แต่ในเชิงจิตวิญญาณสื่อมวลชนไม่สามารถเปลี่ยนผ่าน หรือปฏิรูปจิตวิญญาณในเชิงอิสระได้ เช่น สื่อมวลชนไม่กล้าวิจารณ์ทหาร หรือกองทัพ สื่อมวลชนสามารถพูดถึงการเปลี่ยนผ่านในสังคมได้ ระดับ 50-60 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่สามารถพูดถึงรากเหง้าปัญหาที่ชัดเจนได้ แม้จะระบุถึงแต่ก็เลือกจะข้ามไป หากมีสื่อมวลชนที่ระบุถึงก็จะถูกมองว่าเป็นสื่อเลือกข้าง

“เหวง” นำทีมร้องยูเอ็นปิดพีซทีวี

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. กล่าวว่า วันที่ 4 พ.ค. ตนและเจ้าหน้าที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี จะไปยื่นหนังสือต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ประจำประเทศไทย ถนนราชดำเนิน เพื่อร้องเรียนกรณีการปิดสถานีพีซทีวี โดยไม่ถูกต้องตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน เข้าข่ายขัดกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 19 เพื่อให้ยูเอ็นประจำประเทศไทย ทำหนังสือแจ้งไปยังยูเอ็นใหญ่ต่อไป เพราะการปิดสถานีพีซทีวีครั้งนี้ เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนที่ต้องได้รับความคุ้มครอง เพื่อมิให้เป็นการส่งสัญญาณว่า จะมีการละเมิดสื่ออื่นๆในประเทศไทยเหมือนกรณีพีซทีวีอีก

โพลชี้คนต้องการนายกฯเลือกตั้ง

อีกด้าน นิด้าโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “นายกรัฐมนตรีตามร่างรัฐธรรมนูญ 2558” จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 1,261 ตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 59.40 เห็นว่า นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกของสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ร้อยละ 36.64 ระบุต้องการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกนายกฯโดยตรง ส่วนประเด็นนายกฯคนนอก พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 47.98 ไม่เห็นด้วย เพราะไม่มีประสบการณ์เพียงพอในการบริหารประเทศ ขณะที่ร้อยละ 45.76 ระบุว่าเห็นด้วย ควรเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาบริหารประเทศบ้าง นอกจากนี้ ร้อยละ 47.19 ระบุไม่เห็นด้วยที่นายกฯจะไม่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ สำหรับประเด็นที่ให้ปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรี และคัดเลือกกันเองเพื่อหาบุคคลมาเป็นนายกฯรักษาการ ระหว่างมีพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 47.58 ไม่เห็นด้วย เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่ร้อยละ 43.62 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะบางครั้งมีเหตุจำเป็นต้องหานายกฯในช่วงรอยต่อรัฐบาล

อยากแก้ไขโละ ส.ว.ลากตั้งทิ้งหมด

ขณะที่กรุงเทพโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “รัฐธรรมนูญกับการปฏิรูปประเทศ” พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 37.6 เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่อยากให้แก้ไขบางส่วน โดยประเด็นที่อยากให้แก้ไขมากที่สุด คือเรื่องที่มาของ ส.ว. โดยให้มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด รองลงมา คือ ประเด็นที่มานายกฯ ที่ควรมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น และการกำหนดบทลงโทษนักการเมืองที่คอร์รัปชันให้หนัก นอกจากนี้ ร้อยละ 72.8 เห็นด้วยที่จะให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปฯ เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ในการปฏิรูปประเทศ ทั้งนี้ ร้อยละ 59.6 ไม่มั่นใจว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะช่วยให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถปฏิรูปประเทศได้สำเร็จหรือไม่ แต่ร้อยละ 40.4 ระบุว่ามั่นใจ ขณะที่ร้อยละ 59.7 เห็นว่าหากต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไปจากโรดแม็ปเดิม จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือจากต่างประเทศ มีร้อยละ 33.9 คิดว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบ

“อภิรัชต์” รับแก้หวยแพงไม่ง่าย

อีกเรื่อง พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล (บอร์ดกองสลาก) กล่าวว่า ตามที่มีการนัดประชุมบอร์ดกองสลากชุดใหม่ครั้งแรกวันที่ 5 พ.ค. คงต้องเลื่อนวันออกไปก่อน เนื่องจากวันที่ 5 พ.ค.เป็นวันฉัตรมงคล ถือเป็นวันมหามงคล คาดว่าจะนัดประชุมอีกครั้งช่วงกลางเดือน พ.ค. โดยต้องรอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งรายชื่อผู้ที่จะมาร่วมประชุม เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย ส่วนแนวทางการแก้ไขปัญหาเป็นไปตามคำสั่งที่ 11/2558 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. แต่รายละเอียดยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ยอมรับว่าการแก้ไขปัญหาจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัญหานี้เกิดมากว่า 40 ปี แต่เราต้องพยายามแก้ปัญหาให้ได้ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. สำหรับมาตรการและกลไกการดำเนินงานนั้นยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ต้องรอการประชุมคณะกรรมการฯก่อน ส่วนการเปิดเผยรายชื่อผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับกลไกการควบคุมสลากนั้น คิดว่ายังไม่ถึงเวลา แต่เชื่อว่าทุกคนก็รู้กันดีอยู่แล้วว่ามีใครบ้าง

คลังส่ง “กุลิศ–พชร” นั่งบอร์ดสลาก

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะมอบอำนาจการบริหารงานสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจำหน่ายสลากเกินราคาทำได้อย่างเต็มที่ ส่วนการแก้ไข พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่อยู่ระหว่างดำเนินการของสำนักงานคณะกรรมกฤษฎีกา ยังคงทำไปจนกว่าจะเสร็จ จากนั้นจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป ทั้งนี้ได้หารือกับนายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง แล้วว่าจะส่งนายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และนายพชร อนันตศิลป์ รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง เข้าร่วมเป็นบอร์ดสำนักงานสลากฯ ตามคำสั่งของ คสช.

“ไก่อู” เชื่อมือบอร์ดใหม่ขจัดอิทธิพล

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 11/2558 เป็นเจตนารมณ์ของ คสช.และรัฐบาล ที่ต้องการเข้ามาจัดระเบียบการค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล จัดสรรรายได้จากการจำหน่ายสลากที่เหมาะสมยุติธรรม เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค เชื่อว่าการปรับบอร์ดกองสลากฯในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มการบริหารงานสำนักงานสลากกินแบ่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตามที่ คสช.และรัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา ไม่ให้เกิดส่วนต่างที่กลายเป็นเงินนอกระบบสีเทา นำไปใช้ในธุรกิจผิดกฎหมาย สร้างอิทธิพล หรือสนับสนุนกิจกรรมเคลื่อนไหวที่จะสร้างความเสียหายแก่ประเทศ

อียูส่งคณะดูไทยแก้ปัญหาประมง

ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรมประมงรายงานว่าวันที่ 10-22 พ.ค.นี้ คณะทำงานผู้บริหารระดับสูงของสหภาพยุโรป (อียู) จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อดูความคืบหน้าและให้คำแนะนำกรณีการแก้ปัญหาประมง สำหรับมาตรการที่ไทยดำเนินการไปแล้วนั้น ได้แก่ การแก้ไข พ.ร.บ.ประมงใหม่ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อีก 2 เดือนต่อจากนี้ การติดตั้งอุปกรณ์ติดตามเรือ หรือ VMS ในเรือประมงขนาด 60 ตันกรอสขึ้นไป และการตั้งศูนย์แจ้งการเข้าออกของเรือประมง จะดำเนินการให้ครบ 22 จังหวัดชายฝั่งทะเล เริ่มวันที่ 6 พ.ค.นี้ และนายปีติพงษ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เตรียมเสนอแผนชาติเพื่อแก้การทำประมงผิดกฎหมาย เข้าสู่ ครม.เร็วๆนี้ โดยจะนำความเห็นคณะทำงานอียูที่เข้ามาติดตามความคืบหน้ารวมไว้ด้วย

ฝันสองล้านคนชมบูธไทยเอ็กซ์โป

นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดงานเอ็กซ์โป มิลาโน 2558 ไทยแลนด์พาวิลเลี่ยน ที่เมืองมิลาน สาธารณรัฐอิตาลี ระหว่างวันที่ 1 พ.ค.-31 ต.ค. มีการนำสินค้าอาหารไทยในนาม “ไทยแลนด์แบรนด์” ไปจำหน่ายเชิงพาณิชย์ เพื่อแสดงศักยภาพการผลิตอาหารเลี้ยงโลก อาทิ ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง รวมถึงกับข้าวประเภทต่างๆ ขนมหวานไทย ผลไม้อบแห้ง น้ำผลไม้ เครื่องดื่มสมุนไพร เชื่อว่าจะส่งผลต่อการสร้างความเชื่อมั่นด้านการค้าการลงทุนไทยในการเป็นแหล่งผลิตอาหารที่ปลอดภัย และเป็นโอกาสขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค คาดว่าจะมีจำนวนผู้เข้าชมอาคารแสดงประเทศไทย มากถึง 2 ล้านคน

“อุเทน” แนะ ธปท.ชี้เป้าค่าเงินบาท

นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวว่า วิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาลว่า เมื่อ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ ถือเป็นแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูกต้อง ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนตัว รวมไปถึงการกำหนดมาตรการการถือครองธนบัตรต่างประเทศ เพื่อกระตุ้นภาคส่งออก และการท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มตกต่ำลงต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้นตัว เพียงแต่รัฐบาลและ ธปท.ควรชี้แจงว่า เป้าหมายของการอ่อนค่าเงินบาทนั้นอยู่ที่เท่าใด ขณะเดียวกันกลับมีบางกระทรวงส่งสัญญาจะพิจารณาขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ถือว่าไม่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของผู้ใช้แรงงาน เป็นการฉุดมาตรการแก้ไขภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของรัฐบาลไม่ให้สัมฤทธิผล ฝากไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ควรสั่งกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินมาตรการควบคุมราคาสินค้า เพื่อช่วยเหลือประชาชนในเรื่องค่าครองชีพ มากกว่าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในช่วงนี้ เพราะผู้ประกอบการจะถือโอกาสขึ้นราคาสินค้าตามไปด้วย ค่าครองชีพก็สูงตามอีก ถ้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้จะกระทบต่อการปฏิรูปประเทศ

พาณิชย์กำหนดราคารับซื้อปาล์ม

อีกเรื่อง นายบริรักษ์ ชูสิทธิ์ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า คณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาด มีมติให้ความช่วยเหลือรับซื้อผลปาล์มดิบ ทั้งปาล์มทะลาย และปาล์มร่วงจากเกษตรกร กำหนดเปอร์เซ็นต์น้ำมันไว้ที่ 17 เปอร์เซ็นต์ รับซื้อในราคากิโลกรัมละ 4 บาท ส่วนเปอร์เซ็นต์น้ำมันที่สูงกว่า 17 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะรับซื้อราคาเพิ่มขึ้นเปอร์เซ็นต์ละ 30 สตางค์ต่อกิโลกรัม และเปอร์เซ็นต์น้ำมัน 16-15 เปอร์เซ็นต์ จะรับซื้อในอัตราที่ลดลงเปอร์เซ็นต์ละ 25 สตางค์ต่อกิโลกรัม ซึ่งจะให้กรมการค้าภายในออกเป็นประกาศราคาแนะนำ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.ถึงสิ้นเดือน ก.ค.นี้ เป็นเวลา 3 เดือน พร้อมทั้งให้องค์การคลังสินค้า (อคส.) ช่วยรับซื้อผลปาล์มดิบจากเกษตรกรในอัตราดังกล่าวด้วย

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้