วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เตือนสติ"คนไทย" รู้ทัน"มหันตภัยการเงิน"

เตือนสติ"คนไทย" รู้ทัน"มหันตภัยการเงิน"

  • Share:

ทุกครั้งที่ประเทศเดินเข้าสู่สภาวะที่เรียกว่า เศรษฐกิจถดถอย เงินทองหายาก ผู้คนจำนวนมากตกงาน ตลาดหุ้น แบงก์พาณิชย์ แบงก์รัฐ หรือ แม้แต่สลากกินแบ่งของรัฐ และหวยใต้ดิน ก็เป็นที่พึ่งพาไม่ได้

สิ่งหนึ่งที่มักจะอาศัยช่องว่างนี้ผุดขึ้นมาตามรอยแยก และแตกทรุดของระบบเศรษฐกิจ ก็คือ ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ธุรกิจที่ยืนคาบเส้นระหว่างดำกับขาว และการนำเสนอแผนการลงทุนแบบใหม่ๆที่แยบยลกว่า หลอกลวงคนได้ง่ายกว่า

ทั้งสามารถล้างสมองและสร้างอุปทานหมู่ได้คมกว่า ด้วยข้อเปรียบเทียบจากความร่ำรวย และการให้ผลตอบแทนที่สูงลิบของเจ้าของธุรกิจที่ยืนอยู่บนยอดสุดของภูเขาน้ำแข็ง

เพื่อช่วยให้ข้อมูลแก่ประชาชนไม่ต้องตกหลุมพรางของธุรกิจข้างต้น ทีมเศรษฐกิจ จึงขอนำเสนอบทสัมภาษณ์ กูรู-ผู้รู้ เพื่อการแยกแยะดำ-ขาว และดี-ชั่วออกจากกัน โดยไม่ตกเป็นเหยื่อที่ต้องสูญเสียเงินไปจากการฉ้อโกงของกลุ่มคนเหล่านี้

**************

นายดอน นาครทรรพ
ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค
สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง และอาจจะเข้าข่ายการหลอกลวงประชาชน เช่น ธุรกิจขายตรง แชร์ลูกโซ่ การลงทุนซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยน เงินเสมือนจริง หรือเงินดิจิตอล นั้น ความจริงเป็นธุรกรรมที่มีมานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่จะอาศัยความไม่รู้หรือความโลภของคนเป็นสิ่งตั้งต้นในการดำเนินธุรกิจ ส่วนที่เกิดเพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ เพราะอาจจะใช้ช่องว่างของภาวะเศรษฐกิจที่ผลตอบแทนการลงทุนมีอัตราต่ำ จึงเสนอผลตอบแทนสูงล่อให้คนเข้าไปติดกับดัก

ในช่วงที่ผ่านมา อัตราดอกเบี้ยของไทยต่ำต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก และผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนต่างๆ ทำให้คนที่มีเงินทุน หรืออยากมีรายได้เพิ่มขึ้น อยู่ในภาวะแสวงหาผลตอบแทนที่ดีขึ้น และธุรกิจเหล่านี้มักใช้ช่วงที่คนรู้สึกว่า “เศรษฐกิจตกต่ำ” เป็นช่วงทำมาหากิน เพราะคนส่วนใหญ่ย่อมอยากได้ หรือหลงไปกับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้ง่ายกว่า

ดังนั้น ในทางตรงกันข้าม ช่วงที่เศรษฐกิจไทยอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวที่ไม่ชัดเจน หรือ ผลิตภัณฑ์ทั่วทั้งตลาดส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนที่ต่ำ การจะมีใครหรือธุรกิจอะไรมาเสนอ “ผลตอบแทนสูงๆ” เราควรจะต้อง “ระมัดระวัง” ให้มากขึ้น มากกว่าช่วงที่เศรษฐกิจดีๆ ด้วยซ้ำ เพราะ “ผลตอบแทนที่สูง จะต้องมากับความเสี่ยงที่สูง” เช่นกัน และมากับโอกาสที่จะถูกหลอกลวงได้ เพราะอาศัยความโลภของเราบังตา

ก่อนที่จะตกลงอะไรไป จะต้องศึกษาให้ชัดเจน และถามตัวเองให้ชัดเจนว่า “ผลตอบแทนสูงๆ” นั้น มีความเป็นไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะยิ่งในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจดังกล่าวมีการลงทุนและทำรายได้อย่างไรถึงสามารถให้ผลตอบแทนสูงได้ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ

ทั้งนี้ หากมีธุรกิจไหนที่ไม่แน่ใจ หรือธุรกรรมทางการเงินใดที่มีข้อสงสัยว่าจะเป็นธุรกิจจริงหรือเข้าข่ายการหลอกลวง ก็ปรึกษา “ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน” หรือ ศคง.ของ ธปท.ได้ที่หมายเลข 1213 หรือเข้ามาศึกษาข้อมูลในเว็บไซต์ของ ธปท. www.bot.or.th ในส่วนของ ศคง.จะมีคำแนะนำที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้

ในคำแนะนำนี้ จะเห็นว่า ศคง.ได้แยกให้เห็นชัดๆว่า ธุรกิจขายตรง กับแชร์ลูกโซ่ นั้นแตกต่างกันอย่างไรในข้อสังเกต 6 ข้อด้วยกันตามตารางที่ปรากฏ เช่น มีการจดทะเบียนขอดำเนินธุรกิจกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือไม่ สินค้าที่นำมาขายมีคุณภาพจริงๆหรือคุณภาพต่ำ แต่ราคาแพง และโฆษณาเกินจริง เป็นต้น

ข้อสังเกตนี้ น่าจะช่วยให้ผู้คนแยกแยะ “แชร์ลูกโซ่” ออกจาก “ธุรกิจขายตรง” ได้ในระดับหนึ่ง และหากต้องเจอกับแชร์ลูกโซ่เข้าจริงๆ ก็ไม่ควรโลภไปกับผลตอบแทนสูงๆที่มิจฉาชีพนำมาล่อเพื่อเร่งการตัดสินใจ อย่าไว้ใจหรือเกรงใจจนไม่กล้าปฏิเสธ ถ้าให้ดีควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มธุรกิจที่ไม่แน่ใจ

ส่วนกรณีของ “เงินดิจิตอล” หรือเงินเสมือนจริง เช่นเงิน Bitcoin ของสหรัฐฯที่ใช้ซื้อสินค้ากันในโลกออนไลน์ นั้น ธปท.ได้เคยให้ข้อมูลไว้เมื่อวันที่ 18 มี.ค.57 ที่ผ่านมาว่า Bitcoin หรือหน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แบบเดียวกันในชื่ออื่นๆเกิดจากกลไกทางคอมพิวเตอร์ที่ถูกกำหนดไว้โดยคนกลุ่มหนึ่งที่มุ่งหวังจะใช้หน่วยข้อมูลดังกล่าวเป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยนสินค้าเสมือนจริง

ในแง่ของ ธปท.หน่วยข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ว่า ไม่ถือเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย และไม่มีมูลค่าในตัวเอง ทั้งยังแปรผันไปตามความต้องการของกลุ่มคนที่ซื้อขายหน่วยข้อมูลผ่านระบบออนไลน์ในโลกโซเชียลเท่านั้น มูลค่าจึงเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว และกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีค่าได้เมื่อไม่มีผู้ใดต้องการ

ผู้ถือครองเงินเสมือนจริงจึงมีความเสี่ยงสูงที่จะสูญเงินลงทุน และอาจถูกปฏิเสธจากร้านค้าในการชำระค่าสินค้าได้ ทั้งยังมีความเสี่ยงจากการถูกขโมยข้อมูล เพราะหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จะต้องจัดเก็บไว้ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์เท่านั้น รวมทั้งยังมีความเสี่ยงที่ผู้ใช้ไม่ได้รับการคุ้มครอง หากมีการใช้เป็นช่องทางหลอกลวงหรือฉ้อโกงด้วย

“ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงมีความผันผวนมาก การลงทุนทั่วไปจึงอาจได้รับผลกระทบขณะที่ตลาดการเงินไทยมีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การลงทุนเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องมีความระมัดระวัง ศึกษาตัวธุรกรรม วิธีการลงทุน และการได้รับผลตอบแทนให้ชัดเจนก่อนการลงทุน”

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด
สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

คณะอนุกรรมการปฏิรูปตลาดทุนเตรียมยื่นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในร่างรัฐธรรมนูญให้รัฐส่งเสริมประชาชนทุกระดับมีความรู้ทางการเงินและการลงทุนที่เพียงพอ โดยการจัดตั้งองค์กรเฉพาะกิจเพื่อให้ความรู้ทางการเงินแก่ภาคประชาชน ในภาค 2 หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา 85/1

เรื่องรัฐต้องส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับมีความรู้ทางการเงินและการลงทุนที่เพียงพอ ทั้งยังต้องปลูกฝังให้มีความสามารถในการบริหารการเงินของครัวเรือนได้อย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนด้วย

เพราะคนไทยมีความรู้ทางการเงินน้อยมาก โดยเฉพาะผู้มีระดับการศึกษาไม่สูง และมีรายได้ต่ำ ความไม่รู้ทางการเงิน ทำให้เกิดปัญหาสังคมและเศรษฐกิจตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 10.2 ล้านล้านบาท หรือ 84.2% ของจีดีพี นอกจากนี้ยังมีปัญหาการใช้จ่ายเกินตัว มีหนี้นอกระบบสูง ถูกเอาเปรียบ และถูกหลอกทางการเงินซ้ำซาก เช่น คดีแชร์ลูกโซ่ เป็นต้น นี่สะท้อนให้เห็นว่า คนไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจทางการเงินมาก

ความไม่รู้ทางการเงิน เป็นต้นเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำ และความมั่งคั่งที่กระจุกตัว

ที่สำคัญประเทศไทยซึ่งกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ยิ่งจำเป็นต้องช่วยให้คนมีความรู้ทางการเงินเพิ่มขึ้น นำไปสู่วินัยการออมที่ดี ช่วยให้ระดับเงินออมภาคครัวเรือนสูงขึ้น ช่วยให้ประชาชนสามารถบริหารเงินออมที่สร้างผลตอบแทน การลงทุนที่เพียงพอต่อการดำรงชีพหลังเกษียณอย่างมีคุณภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณภาครัฐไปในตัว

แต่ภาครัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน ทำให้เกิดปัญหาซ้ำซาก และถูกสะสมมานาน จนต้องมาแก้ที่ปลายเหตุทั้งการยกหนี้ พักหนี้ และการปรับโครงสร้างหนี้ให้การใส่มาตราที่เสนอนี้ไว้ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ จะช่วยให้ภาครัฐหันมาดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นอกจากนี้ ยังได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 283 เรื่องการขจัดอุปสรรค รวมถึงปรับปรุง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ เพื่อทำให้ตลาดทุนไทยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ทั้งด้านการเข้าถึงแหล่งทุนของภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงเป็นช่องทางการออมและลงทุนของประชาชน รวมถึงระบบเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของตลาดทุนไทยในระดับสากลด้วย

ทุกวันนี้มูลค่ารวมของตลาดทุนที่ประกอบด้วยตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้นมีสูงถึง 24 ล้านล้านบาท มากกว่า 2 เท่าของจีดีพี สูงกว่าระบบสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดสินเชื่อรวมเพียง 12 ล้านล้านบาท ปัจจุบันนี้ไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน ล้วนเข้าไประดมทุนในตลาดทุนทั้งสิ้น

ขณะที่ตลาดทุนไทยมีแนวโน้มใหญ่ขึ้น ตามพัฒนาการของเศรษฐกิจ ประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ซึ่งมีขนาดทุนใหญ่กว่าขนาดของเศรษฐกิจเกือบ 4 เท่า จึงต้องเร่งแก้ไขอุปสรรคด้านกฎเกณฑ์, กฎหมาย และภาษีที่ล้าสมัย ทั้งยังต้องกำหนดแนวทางการปฏิรูปตลาดทุนที่ชัดเจนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของแหล่งทุนที่สำคัญที่สุดและใหญ่ที่สุดของประเทศ

นายไพบูลย์กล่าวด้วยว่า สปช.ให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจน้อยมาก จะเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ล่าสุดมีทั้งหมด 315 มาตรา แต่มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจเพียง 5 มาตราเท่านั้น เพราะคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญขาดความเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ หากไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมมาตรการเพื่อดูแลเศรษฐกิจประเทศ จะทำให้ประเทศไทยล้าหลัง และขาดความสามารถในการแข่งขัน ซ้ำยังมีความเหลื่อมล้ำในประเทศสูงด้วย “ผมจึงต้องการให้มาตรการการปฏิรูปเศรษฐกิจ และตลาดทุน ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญให้ชัดเจน”

สปช.มีเวลาอีกเพียง 1 เดือนในการยื่นข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อแก้ไข และจะส่งเรื่องให้กับคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 26 พ.ค.นี้ ส่วนในช่วงต้นเดือน มิ.ย. จะมีการชี้แจงรายละเอียดต่อคณะกรรมการยกร่างเพื่อพิจารณา และบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 23 ก.ค. ก่อนจะส่งกลับมาให้ สปช.มีมติรับร่างในวันที่ 6 ส.ค.

นายอำพล วงศ์ศิริ
เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)

ขณะนี้มีบริษัทที่ชักชวนให้ประชาชนร่วมลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่ในรูปแบบคล้ายๆหรือใกล้เคียงกับบริษัทยูฟัน สโตร์ ที่ สคบ.ตรวจสอบพบอีก 8 บริษัท จึงขอให้ประชาชนมีความรอบคอบและระมัดระวังอย่านำเงินไปร่วมลงทุน มิฉะนั้นอาจสูญเงินเปล่าด้วย

1 ใน 8 บริษัทนั้น เป็นบริษัทที่มาจดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจขายตรงกับ สคบ.แต่ไม่ได้มีการขายสินค้าตามที่ได้จดทะเบียนไว้ ส่วนอีก 7 บริษัทพบว่า ไม่ได้จดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจขายตรงกับ สคบ.เลย แต่ที่เหมือนกันทั้ง 8 บริษัทนั่นคือ การทำธุรกิจในลักษณะของแชร์ลูกโซ่

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ สคบ.จึงได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมด เพื่อทำการตรวจสอบ พร้อมส่งข้อมูลให้ตำรวจคุ้มครองผู้บริโภคนำไปดำเนินการต่อเพื่อแจ้งข้อหาการฉ้อโกงประชาชนด้วย ซึ่งจะมีโทษสูงกว่ากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องของธุรกิจขายตรงที่กำหนดโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับรูปแบบของธุรกิจแชร์ลูกโซ่ในปัจจุบันมีการกลายพันธุ์มากมาย และใช้วิธีชักชวนการลงทุนผ่านทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งมักจะเป็นรูปแบบแปลกๆ มีจุดที่สังเกตได้ว่าเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เช่น มักจะมีลักษณะของการเชิญชวนลงทุน แต่ผู้ลงทุนไม่เคยได้เห็นสินค้า ส่วนผู้ชักชวนก็มักอุปโลกน์ว่ามีการนำเงินไปลงทุนในสินค้าต่างๆ แต่ไม่ได้ลงทุน

ล่าสุด มีการชักชวนลงทุนเลี้ยงไก่โดยระบุว่าใน 1 หน่วยจะมีการเลี้ยงไก่ 100 ตัว เมื่อไก่ออกไข่มา ก็จะทอนกลับมายังผู้ลงทุนเป็นเม็ดเงิน ถือเป็นผลตอบแทนที่ได้รับกลับ แต่ในสภาพความเป็นจริง ไม่มีใครเคยเห็นการเลี้ยงไก่จริงๆ และเป็นที่สังเกตว่า การชักชวนลงทุนในลักษณะนี้จะให้ผลประโยชน์ที่สูงมาก และลงทุนเพียงไม่นานก็จะได้ทุนคืน จึงเป็นเหตุผลให้ผู้เข้าร่วมลงทุนเกิดความโลภ และตกลงใจที่จะลงทุนด้วย

“ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ มักจะใช้ความไว้วางใจและความใกล้ชิดสนิทสนมของญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆในการชักชวนกันลงทุน โดยอ้างถึงคนใกล้ชิดที่ได้ลงทุนไปแล้วได้รับประโยชน์ตอบแทนกลับมาคุ้มค่า นี่จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง เวลาที่เกิดปัญหาขึ้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายมักไม่ไปแจ้งความกับตำรวจ”

เลขาธิการ สคบ.กล่าวต่อไปว่า แชร์ลูกโซ่ของกลุ่มยูฟันยังน่าเป็นห่วงอยู่เพราะมีการลงทุนแพร่หลายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจลงไปตรวจสอบได้ยาก และเครือข่ายภาคประชาชนในพื้นที่แจ้งมาว่า การประชุมกันในแต่ละครั้ง ยังคงมีชาวบ้านเข้าร่วมนับพันคน สคบ.จึงส่งข้อมูลให้กับกองทัพเพื่อให้ทหารเข้าตรวจสอบเรื่องนี้ให้

ธุรกิจแชร์ลูกโซ่มักจะส่งผลร้ายกับผู้ที่อยู่ปลายทาง หรือมาที่หลัง ส่วนผู้ที่เริ่มต้นเล่น หรือลงทุนที่เป็นพ่อทีมแม่ทีม มักได้ผลตอบแทนกลับมาอย่างรวดเร็ว เช่น ลงทุน 1 ล้านบาทเพียง 6 เดือนจะได้เงินกลับมามากถึง 2-3 ล้านบาท โดยเงินที่ได้ก็นำมาจากกลุ่มผู้ลงทุนใหม่ ที่ถูกหลอกให้เอาเงินมาให้คนเก่า และเข้ามาเป็นเครือข่ายเพิ่มขึ้นนั่นเอง

สคบ.พยายามสร้างเครือข่ายภาคประชาชนลงไปให้ความรู้กับชุมชนในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นกำนันผู้ใหญ่บ้านให้ช่วยกันเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความแยบยลของธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีจำนวนน้อยจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่แพร่หลายในต่างจังหวัด และลงไปถึงชาวบ้านและเกษตรกร

นอกเหนือไปจากธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ก็ยังมีธุรกิจขายตรงที่น่าเป็นห่วงด้วย โดย สคบ.ตรวจพบว่า มีธุรกิจขายตรงของบริษัทหนึ่งมีสินค้าเป็นคอลลาเจน ได้มาขอจดทะเบียนทำธุรกิจขายตรงกับ สคบ. แต่ในขณะที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ได้ไปสร้างเครือข่ายผู้ขายกับกลุ่มนักศึกษาอายุไม่ถึง 20 ปีตามมหาวิทยาลัยต่างๆไว้ เพื่อให้เป็นตัวแทนขาย โดยชี้ชวนว่า จะมีรายได้ถึงเดือนละ 30,000-40,000 บาท

ขณะเดียวกันยังนำนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จจากการขายตรงจนมีรายได้เดือนละ 1 ล้านบาท ขับรถหรู BMW มาโชว์เพื่อชักชวนด้วย ขณะนี้ สคบ.ได้นำผลิตภัณฑ์คอลลาเจนมาตรวจสอบคุณสมบัติอยู่ และระหว่างนี้ได้ทำการลงโทษปรับบริษัทผู้ขายวันละ 10,000 บาทอยู่

“ธุรกิจขายตรงในปัจจุบันมีการกลายพันธุ์กันมากมาย จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังและศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนการลงทุนด้วย” นายอำพลกล่าว.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้