วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วังเวงปีท่องเที่ยว วิถีไทย...วิถีตาก

วังเวงปีท่องเที่ยว วิถีไทย...วิถีตาก

  • Share:

“ตาก”...ได้ชื่อว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สงบ มีปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่หลากหลาย

ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณี โบราณสถาน อีกทั้งวิถีชุมชนกลางเมืองบนดอยสูงและธรรมชาติหลังแนวเทือกเขาถนนธงชัย บวกกับความเป็นเมืองชายแดนริมฝั่งลำน้ำเมย กระทั่งได้รับการประกาศให้เป็น...“เขตเศรษฐกิจพิเศษ” เพื่อนำร่องเมืองชายแดนแห่งอื่นๆ

ขณะที่ปีหนึ่งๆ มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปประมาณ 1.6 ล้านคน

แต่น่าประหลาดใจ...ตากกลับมีสถานะเป็นแค่เมืองผ่านให้นักปกครองคนแล้วคนเล่าผ่านมาแสวงหาประสบการณ์ เพื่อก้าวไปสู่เมืองใหญ่ในชีวิตการงาน ทำงาน มากกว่าจะมุ่งพัฒนาสังคมเมืองอย่างจริงจัง

โดยมองตากเหมือนเมืองผ่านของนักท่องเที่ยวที่มุ่งต่อไปยังจุดหมาย คือเขลางค์นคร และนครพิงค์ หรือปายแห่งเมืองสามหมอก ...แม่ฮ่องสอน มากกว่าจะคิดเที่ยวและพักค้างคืนที่เมืองนี้สัก 1 คืนเป็นอย่างน้อย

ทั้งๆที่ปีนี้เป็นปีที่รัฐบาลแจกความสุขให้พี่น้องประชาชนไทยอย่างล้นหลาม แบบมีวันหยุดเป็นฟันหลอช่วงไหนหน่อยก็บวกพ่วงให้อย่างไม่รั้งรอ นัยว่า...เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาคการท่องเที่ยว

เอาเข้าจริงที่ไหนได้หิ้วกระเป๋าเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี จีนกันยกใหญ่ เล่นเอาคนทำทัวร์ยิ้มกันแก้มปริเพราะอัตราการขายทัวร์เพิ่มสูงขึ้นเหนาะๆ 20 เปอร์เซ็นต์ แบบไม่ต้องทำตลาด

และขณะเดียวกัน...ปีนี้ รัฐบาลได้ประกาศลั่นให้เป็นปี “ท่องเที่ยววิถีไทย” เปิดตัวกันแบบสนั่นหวั่นไหวที่สวนลุมพินีไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา คนเมือง...“ตาก” เขาจึงหวังกันว่าจะได้รับอานิสงส์จากเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวกันในปีนี้

เหตุผลสำคัญด้วยบ้านนี้เมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวประเภทวิถีชุมชนให้เลือกเที่ยวได้ไม่แพ้ อ.ปาย หรือ อ.เชียงคาน ไปจนถึง จ.น่าน

วิไลวรรณ

วิไลวรรณ อินทร์อยู่ อดีตครูใหญ่โรงเรียนเทศบาลตาก เล่าว่า ชุมชนตรอกบ้านจีนที่เธออาศัยอยู่มาเป็นรุ่นที่ 4 และปัจจุบันลูกหลานถือเป็นรุ่นที่ 5 ถึง 6

บรรพบุรุษดั้งเดิมเลยนั้นเป็นคนจีนอพยพเข้ามาปักหลักทำกินตั้งแต่สมัย “พ่อตาก” เป็นเจ้าเมืองตาก ทำมาค้าขายอยู่ริมฝั่งลำน้ำปิงเชื่อมสู่เชียงใหม่ทางเหนือ...ปากน้ำโพกับบางกอกทางใต้ จนร่ำรวยมีฐานะสร้างบ้านเรือนไม้อยู่อาศัย เพราะสมัยนั้นตากเป็นเมืองหาไม้ได้ง่ายจากราวป่า

คนชุมชนนี้เมื่อมีฐานะต่างมีคตินิยมอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้องส่งลูกหลานให้ไปเรียนหนังสือชั้นสูงๆในเมืองกรุง ลูกหลานหลายครัวเรือนจึงได้เติบใหญ่เป็นเสนาบดี นายพลคนในเครื่องแบบ กับอธิบดีและนายแพทย์เอ่ยนามสกุลแต่ละท่านไม่มีใครไม่รู้จัก

แต่ครัวเรือนเหล่านี้ถึงจะเติบใหญ่ในเมืองหลวง ทว่า พวกเขาก็เก็บบ้านเรือนไม้ชุมชนตรอกบ้านจีนเอาไว้เป็นหน้าเป็นตาอย่างดี

“เมื่อครั้งสงครามโลกเครื่องบินกองทัพญี่ปุ่นบินมาทิ้งระเบิดเมืองตากหลายครั้ง แต่ทุกครั้งไม่เคยตกใส่ชุมชนตรอกบ้านจีน คนที่นี่เชื่อกันว่าเป็นเพราะบุญบารมีของพ่อตากคุ้มครอง”

คนรุ่นเก่าอย่างวิไลวรรณยืนยัน

คนตากอีกหลายคนที่รักท้องถิ่นเล่าว่า พวกเขาเคยทำชุมชนแห่งนี้ให้เป็นถนนคนเดินรับคนมาเที่ยว แต่ทำได้แค่ครั้ง...สองครั้งก็ต้องเลิกราไปในที่สุด เนื่องจากเทศบาลไม่ยอมเปิดไฟส่องสว่างถนนให้ ถังขยะก็ไม่มีรองรับชาวบ้านต้องจัดการขยะกันเอง

ที่เป็นเช่นนี้...เพราะชุมชนคือฐานที่ตั้งมั่นของพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ส่วนเทศบาลนั้นมาจากพรรคการเมืองขั้วฝั่งตรงข้าม ความซวยจึงตกกับชุมชนคนตรอกบ้านจีนอย่างช่วยไม่ได้ด้วยเหตุนี้

ส่วนที่ “ชุมชนบ้านหัวเดียด” กลางใจเมืองตรงตำบลหนองหลวง ที่ได้ชื่อว่าเป็นถนนสายของกินพื้นเมืองเลื่องชื่อ ด้วยเป็นทั้งแหล่งผลิตและจำหน่ายข้าวเกรียบงาดำมานานหลายชั่วอายุคน มีก๋วยเตี๋ยวยายบางสูตรคล้ายก๋วยเตี๋ยวชากังราว ถัดไปเล็กน้อยก็มี “เมี่ยงจอมพล” ให้ลิ้มลอง

เมี่ยงจอมพล คือ...เมี่ยงโบราณตำรับหนองหลวงที่จอมพล ถนอม กิตติขจร อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 10 และเป็นคนพื้นเพถิ่นนี้มักจะซื้อไปกินทุกครั้งที่กลับถิ่นเกิด คนแถวนี้จึงพร้อมใจขนานนามให้ชื่อว่าเมี่ยงจอมพลอย่างภาคภูมิ

ส่วนที่บ้านตากอำเภอซึ่งถือว่าเป็นบ้านเก่าเมืองแก่ของเมืองตาก และอยู่ห่างตัวเมืองราวๆ 30 กว่ากิโลเมตร ท้องถิ่นแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าอีกแห่งหนึ่งที่มีความสำคัญในประวัติของการทำการค้าทางลำน้ำปิง เมื่อวันที่น้ำปิงกว้างและมีน้ำเต็มตลิ่งช่วงก่อนการสร้างเขื่อนภูมิพล

ป้ามัด

“ป้ามัด” เจ้าของสูตรก๋วยเตี๋ยวผัดไทยไข่เจียว ที่ยังเปิดร้านผัดอยู่ตรงริมน้ำปิง เล่าว่า แต่ก่อนคนสองฝั่งแม่น้ำจะไปมาหาสู่กันโดยเดินข้ามสะพานเรือนไม้ที่ทอดเชื่อมสู่กัน หรือไม่ก็ใช้เรือพายเป็นพาหนะ

ส่วนเส้นทางตามสายน้ำจะมีเรือจากตอนเหนือผ่านมาทำการค้าสู่เมืองตาก ฝั่งขวาของแม่น้ำปิงจึงเคยมีตลาดการค้าที่คึกคัก กับโรงหนังคอยให้ความบันเทิง

กระทั่งต่อมามีลูกหลานคนตากก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งอธิบดีกรมทางหลวงยุคนั้น ท่านจึงนำความเจริญมาสู่ท้องถิ่นด้วยการสร้างสะพานคอนกรีตแทนสะพานเรือนไม้ พร้อมๆไปกับสร้างถนนรองรับชุมชนที่แผ่ขยาย

น่าดีใจว่าวันนี้...บ้านเรือนไม้จำนวนไม่น้อยก็ยังคงยืนอยู่เคียงคู่บ้านตาก เพื่อแสดงเอกลักษณ์วิถีไทยของท้องถิ่น

ทั้งหมดที่กล่าวถึงจึงเป็นวิถีไทยที่น่าจะช่วยกันส่งเสริมขึ้นมาในปีท่องเที่ยววิถีไทยยุคปัจจุบัน แต่ปัญหามีว่า...จังหวัดตากกลับมุ่งสร้างจุดขายใหม่ โดยการใช้ที่ดินสวนสาธารณะริมปิงที่เกิดจากการถมแม่น้ำปิงขึ้นในอดีต

แล้วก็สร้าง “กาดนั่งยอง คล้องย่าม” ขึ้น ซึ่งไม่มีปรากฏตำนานหรือเรื่องราวใดๆไว้ให้ได้ทบทวนความจำในวันวานเหมือนชุมชนตรอกบ้านจีน หัวเดียด หนองหลวง และบ้านตาก

กาดนั่งยอง คล้องย่าม...มีแต่ตำนานใหม่ที่สร้างขึ้นเองที่ว่า เป็นกาดให้ชาวบ้านมานั่งยองๆคล้ายจำลองตลาดโก้งโค้งของอยุธยามาใช้

แล้ว...ก็นำเอาวิถีชีวิตกะเหรี่ยงบนดอยลงมาชวนคนเมืองคล้องย่ามเที่ยวกาดจำแลง และพอผู้นำท้องถิ่นสะพายย่ามติดตัวไปไหนต่อไหนเพื่อแสดงจุดขายเท่านั้น

เหล่าพ่อค้าและข้าราชการในเมืองตากต่างต้องพากันสลัดกระเป๋าแบรนด์แท้แบรนด์เทียม หันมาคล้องย่ามตามผู้นำในท้องถิ่นกันเป็นแถวด้วยความจำเป็น

“วิถีไทย” ในเมืองตากขนานแท้จึงเหมือนถูกซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด เพื่อฉายภาพกาดอะไรก็ไม่รู้ขึ้นมารองรับ คนเก่าๆได้แต่นั่งมองถอนหายใจ นี่หรือ “ปีท่องเที่ยววิถีไทย”...อนิจจา?

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้