วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฉีดยาแรงกระตุ้นกลไกรัฐปฏิวัติสังคม : ปูทางสลายเหลื่อมล้ำ

ฉีดยาแรงกระตุ้นกลไกรัฐปฏิวัติสังคม : ปูทางสลายเหลื่อมล้ำ

  • Share:

ศึกเหนือเสือใต้ผ่านมาอย่างโชกโชนบนถนนสายมือปราบปราม มาในยุควิกฤติการเมืองม็อบชนม็อบก็นั่งเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

เมื่อฝ่ามรสุมมาได้ชีวิตก็ผกผันเป็นรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ และ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

มาวันนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว หรือ “บิ๊กอู๋” ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง ว่า เมื่อรับตำแหน่งใหม่ๆก็พบว่ามีปัญหาหลายด้านต้องลงมือเร่งแก้ไข

นำไปสู่การออกนโยบายเร่งด่วน ประกอบด้วย เตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะอีก 10 ปีข้างหน้าจะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ผู้สูงอายุจะเพิ่มมากขึ้น คนในวัยทำงานจะลดลง

การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต การเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน พัฒนาที่อยู่อาศัย ชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อย ส่งเสริมและพัฒนาคนพิการ ส่งเสริมและพัฒนาผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มชาติพันธุ์ และการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของผมที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม พัฒนาสังคมร่วมกันอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายแห่งชาติของรัฐบาล เรื่องลดความเหลื่อมล้ำของสังคม การสร้างโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐอย่างเท่าเทียม เพราะความเหลื่อมล้ำเป็นหนึ่งในต้นเหตุของความขัดแย้ง

ในเมื่อภารกิจหลักต้องดูแลประชาชนตั้งแต่คลอดจนถึงเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนชรา ผู้ด้อยโอกาส คนรากหญ้า ปัญหายากจน วันนี้จำเป็นต้องปฏิรูปและพัฒนา ทำควบคู่กันไป เริ่มตั้งแต่การปรับโครงสร้างและกระบวนการทำงานในกระทรวง การพัฒนาบุคลากร

การพัฒนากฎหมายด้านสังคม ซึ่งจะปรับปรุง แก้ไขอีก 10 ฉบับ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงพัฒนาสังคมฯ (ศปก.พม.) เพื่อการแก้ไขปัญหาสังคมให้ทันท่วงที มีประสิทธิภาพ และปรับปรุงและพัฒนากระทรวงให้สามารถดูแลประชาชนได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เป็นการเตรียมรองรับสถานการณ์ด้านสังคมใน 20 ปีข้างหน้า โดยทำแผนที่สังคม การวิเคราะห์และคาดการณ์สถานการณ์ การกำหนดยุทธศาสตร์ มาตรการรองรับ และแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ศปก.พม.หรือวอร์รูมจะประชุมทุกวันช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 08.30 น. เพื่อติดตามการ เปลี่ยนแปลงปัญหาสังคมทั่วประเทศและทั่วโลก

งานมีทั้งที่ พม.ทำเองและเชื่อมประสานกับกระทรวงต่างๆ จึงกำหนดแผนปฏิบัติไป สู่เป้าหมาย สร้างเครื่องมือในการบริหาร วิเคราะห์สถานการณ์ ติดตาม ขับเคลื่อนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว

เช่น การแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ ตามกฎหมายต้องทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) กระทรวงมหาดไทย ถ้าเป็นปัญหาด้านแรงงานประมงก็ต้องทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงาน กรมประมง กองทัพเรือ

ปัญหานี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้ความสำคัญมาก โดยประกาศเจตนารมณ์และนโยบายการป้องกันและการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ

มีนายกฯเป็นประธานคณะกรรมการนโยบายแก้ปัญหาการค้ามนุษย์และการทำประมงผิดกฎหมาย นายกฯเน้นการทำงานเชิงรุก ทำก่อน ทำจริง ทำให้เห็นผล และต้องยั่งยืน เน้นความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน

ขณะเดียวกัน ได้ผุดศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์แห่งชาติ (ศปคม.) เพื่อประสานความร่วมมือตามหลักมาตรฐานสากล

หัวใจสำคัญต้องคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน การบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและคุ้มครองแรงงาน พร้อมผลักดันกฎหมายป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

และแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 5 คณะ โดยมี รมว.พม.เป็นประธานคณะอนุกรรมการด้านสตรีและเด็ก มีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ด้านสตรีและเด็ก เป็นกลไกขับเคลื่อน

ดูแลร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ปราบปรามการค้าประเวณี เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อนำไปสู่ ผลสำเร็จตามเป้าหมาย 100 เปอร์เซ็นต์

ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ การแก้ไขไม่ใช่เรื่องง่าย นายกฯถึงมอบให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้ามากำกับด้านปราบปราม โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร

การแก้ปัญหา ประมงผิดกฎ-หมาย การค้ามนุษย์ก็จำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้เห็นพลังในการแก้ปัญหา มีการเชื่อมต่อภารกิจต่างๆเป็นระบบมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมายังมีการจัดทำรายงานผลการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์จัดส่งให้สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ไทยหลุดบ่วงเทียร์ 3 กลับสู่เทียร์ 2

ลงพื้นที่ช่วยเหลือแรงงานประมงไทยบนเกาะอัมบนและเกาะเบนจิน่า ในอินโดนีเซีย เป็นภารกิจช่วยเหลือคนไทยช่วยเหลือคนที่ตกเป็นเหยื่อและอยากกลับบ้าน ตรวจสอบคนไทยในสุสานและส่งกลับบ้าน

ปรากฏว่าช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีแรงงานเดินทางกลับจากอินโดนีเซีย 68 คน จัดการคัดแยกมีเหยื่อผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 6 คน

พม.ยังเดินหน้าจัดระเบียบคนเร่ร่อนขอทาน ทำเอ็มโอยูความร่วมมือทวิภาคีกับกัมพูชาว่าด้วยการขจัดการค้ามนุษย์และการคุ้มครองเหยื่อของการค้ามนุษย์

ขอให้จับตานับจากนี้ในห้วงอีก 6 เดือนต่อไป พล.อ.ประวิตร มอบหมายให้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การช่วยเหลือลูกเรือประมงไทยตกค้างที่เกาะอัมบนและเกาะเบนจิน่า อินโดนีเซีย

รวมถึงรณรงค์ต่อต้านการค้ามนุษย์ พัฒนาทีมสหวิชาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ อบรมล่ามในการคัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ ลงนามเอ็มโอยูต่อต้านการค้ามนุษย์ ไทย-อาหรับเอมิเรตส์ พร้อมทบทวนเอ็มโอยู ไทย-ลาวและไทย-พม่า

เร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้บันทึกข้อมูลเข้าระบบ นำไปสู่การออกแบบการรายงานผลการดำเนินงานต่อไป เพื่อพัฒนาระบบข้อมูลป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

เมื่อมาถึงวันนี้เราเดินหน้าแก้ปัญหาคืบหน้าไปเยอะมาก หลังจากใช้กฎหมายพิเศษและวางระบบที่เบ็ดเสร็จ เกิดความเป็นเอกภาพระหว่างหน่วยงาน ในอนาคตเชื่อมั่นรัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้สำเร็จแน่

แต่จะเสนอประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการปฏิรูปสังคมอย่างไร และในฐานะรองหัวหน้าคสช.และอดีต ผบ.ตร. จะเสนอต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ถึงประเด็นการปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของ สตช.อย่างไร

โดยเฉพาะข้อเสนอให้แยกอำนาจสอบสวนให้เป็นอิสระออกจาก สตช. เพื่อคานอำนาจกันและกัน พล.ต.อ.อดุลย์ บอกว่า การปฏิรูป สตช. ต้องไปถามบุคคลที่เกี่ยวข้อง

ความเห็นส่วนตัวขอเสนอให้วางกรอบการปฏิรูป สตช. เพื่อทำให้องค์กรเข้มแข็ง ระบบการทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพ คุ้มครองดูแลความปลอดภัยของประชาชนได้

และมีอำนาจบังคับใช้กฎหมายเพื่อจับคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้ โดยเฉพาะในคดีอาชญากรรมข้ามชาติ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งไม่ใช่คดีธรรมดาๆ

ขณะที่ในเร็วๆนี้ คสช.คงจะเรียกประชุมเพื่อพิจารณาเสนอประเด็นแก้ไขต่อ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ

ในส่วนที่ผมมีอำนาจหน้าที่โดยตรง ก็กำลังให้ พม.ดูร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องว่าจะเสนอแก้ไขตรงไหนบ้าง โดยเฉพาะการปฏิรูปด้านสังคม

ทั้งหมดเป็นไปตามยุทธวิธีการขับเคลื่อนการใช้กฎหมายให้เข้มแข็ง รัฐก็เข้มแข็ง สังคมก็ดีตาม ลดความเหลื่อมล้ำเมื่อประชาชนอยู่ดีกินดี ความมั่นคงก็จะเกิดขึ้นตามมา

ทีมข่าวการเมือง ถามว่า รัฐบาลบริหารประเทศครบ 6 เดือนเป็นไปตามเป้าที่วางไว้อย่างไร พล.ต.อ.อดุลย์ บอกว่า นายกฯกำชับ ติดตามตลอด โดยกำชับ ครม.เน้นความซื่อสัตย์ ทำงานให้เข้มข้น อย่าให้ข้าราชการเกียร์ว่าง

ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนที่มุ่งมั่น ซื่อสัตย์ เป็นคนไม่ทิ้งเพื่อน และเมื่อใช้อำนาจตามมาตรา 44

เชื่อมั่นว่าจะแก้ปัญหาของประเทศได้.

ทีมการเมือง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้