วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘เนปาล’ระทึก เขย่าซ้ำอีก5.0 สั่งเผาศพทิ้งทันที ป้องกันโรคระบาด

‘เนปาล’ระทึก เขย่าซ้ำอีก5.0 สั่งเผาศพทิ้งทันที ป้องกันโรคระบาด

  • Share:

เนปาลผวา ปฐพียังเขย่าไม่หยุด ล่าสุดเกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.0 แมกนิจูด ที่มีศูนย์กลางลึกลงใต้ดินแค่ 10 กม. ขณะที่ภารกิจค้นหาผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวมาครบสัปดาห์ ยังเดินหน้าต่อแม้ทางการเริ่มถอดใจ และมีคำสั่งหากเจอศพไร้ญาติระบุตัว ให้เผาทันที เหตุที่เก็บศพไม่เพียงพอ ส่วนชาวบ้านเริ่มลุกฮือ ไม่พอใจรัฐช่วยเหลือล่าช้า ด้านทูตพิเศษยูเอ็นแฉเหตุของบรรเทาทุกข์ยังไปไม่ถึงมือผู้ประสบภัยเพราะติดระบบศุลกากรที่สนามบิน วอนรัฐบาลแก้ไขด่วน ขณะเดียวกันกระทรวงวัฒนธรรมไทยเตรียมจัดทีมช่วยเหลือสำรวจและบูรณะโบราณสถานที่พังยับเยิน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเกาะติดสถานการณ์ในประเทศเนปาล หลังเผชิญกับเหตุแผ่นดินไหววิปโยค 7.8 แมกนิจูด ซึ่งถือเป็นครั้งรุนแรงในรอบกว่า 80 ปี โดยหลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังที่เวลาล่วงเลยมาครบสัปดาห์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6,621 ราย ผู้บาดเจ็บอีก 14,023 รายนั้น ต่อมาเมื่อวันที่ 2 พ.ค. ชาวเนปาลที่กำลังประสบชะตากรรมอันยากลำบาก ขาดแคลนทั้งอาหาร น้ำดื่ม และที่อยู่อาศัย ก็ต้องอกสั่นขวัญหายกันอีกครั้ง หลังเกิดอาฟเตอร์ช็อกขนาด 5.0 แมกนิจูด เมื่อเวลาประมาณ 12.35 น.ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งใกล้เคียงกับเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯหรือยูเอสจีเอส เปิดเผยว่าจุดศูนย์กลางของการเกิดอาฟเตอร์ช็อก อยู่ลึกลงไปใต้ดินเพียง 10 กิโลเมตร ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุ ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 93 กิโลเมตร แต่เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหายเพิ่มเติม

ด้านนายลักษมี ปราสาท ธากัล รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยแห่งเนปาล แถลงข่าวว่าสถิติผู้เสียชีวิตจะยังเพิ่มสูงขึ้น เพราะยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังตามเมืองต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก แต่ต้องยอมรับว่าโอกาสที่จะพบผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังแทบไม่มีความเป็นไปได้ แม้หน่วยกู้ภัยจะมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มความสามารถ แต่ญาติของเหยื่อแผ่นดินไหวอาจต้องเตรียมทำใจไว้เช่นกัน

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขในกรุงกาฐมาณฑุของเนปาลออกคำสั่งให้หน่วยกู้ภัยจัดการเผาศพผู้เสียชีวิต ซึ่งไม่มีญาติมาระบุตัว เพราะโรงพยาบาลไม่มีที่เก็บศพเพียงพอ ทำให้ต้องนำร่างผู้เสียชีวิตมาวางไว้ตามถนนจนศพเริ่มเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่ว ขณะที่การเผาศพจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคต่างๆ ด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยของรัฐบาลอินเดีย ซึ่งถูกส่งมาช่วยเหลือรัฐบาลเนปาลระบุว่าผู้เสียชีวิตที่ไม่มีญาติมาชี้ตัวอาจจะเป็นชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาทำงานในเนปาล

ส่วนนายเรนเซ ทีริงค์ เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรป (อียู) ประจำเนปาล แถลงข่าวว่า ยังมีพลเมืองจากกลุ่มประเทศสมาชิกอียูราว 1,000 ราย หายตัวไปในเนปาล ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่เข้ามาปีนเขาที่เทือกเขาเอเวอเรสต์ ขณะที่รัฐบาลเนปาลระบุว่าพบศพชาวยุโรปเสียชีวิตจากแผ่นดินไหวแล้ว 12 ราย แต่ยังไม่อาจระบุสัญชาติของผู้เสียชีวิตได้ ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศส อิตาลี สเปน และเนเธอร์แลนด์ ระบุว่าพลเมืองประเทศตนหายตัวไปในเนปาลรวมแล้ว 371 ราย และขณะนี้ยังไม่ทราบชะตากรรม

นอกจากนี้ องค์การยูนิเซฟแห่งสหประชาชาติได้แถลงเตือนว่าเด็กชาวเนปาลประมาณ 1.7 ล้านคนที่ตกเป็นเหยื่อแผ่นดินไหวและต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์พักพิงชั่วคราวในพื้นที่ต่างๆ เสี่ยงต่อการติดโรคระบาดซ้ำซ้อน เพราะใกล้เข้าสู่ช่วงฤดูมรสุมของเนปาลในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่อาหารและยารักษาโรคยังกระจายไปสู่พื้นที่ประสบภัยไม่ทั่วถึง ทำให้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ด้านสุขภาพและอนามัยของผู้ประสบภัยเพิ่มเติม

ขณะที่นายสุชิล คอยราลา นายกรัฐมนตรีเนปาล ประกาศขอความช่วยเหลือจากนานาประเทศเพิ่มเติม โดยระบุว่าผู้ประสบภัยพิบัติยังต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์พักพิงชั่วคราวในอีกประมาณ 3 เดือนต่อจากนี้ และยังต้องการความสนับสนุนด้านอาหาร ยารักษาโรค และน้ำสะอาด เพราะรัฐบาลยังไม่อาจฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคได้ในเวลาอันใกล้ และนายราม ชารัน มหัท รัฐมนตรีกระทรวงการคลังแห่งเนปาล ประเมินว่ารัฐบาลต้องใช้เงินราว 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 64 ล้านล้านบาท) ในการบูรณะซ่อมแซม ทั้งบ้านเรือน โรงพยาบาล สถานที่ราชการ รวมถึงโบราณสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเนปาล

ขณะเดียวกัน ผู้ประสบภัยในเมืองต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลจากกรุงกาฐมาณฑุ ยังคงรวมตัวประท้วงกดดันเจ้าหน้าที่รัฐบาลให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและลำเลียงเสบียงอาหารเพื่อไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง ขณะที่โฆษกของกองทัพสหรัฐอเมริกาแถลงว่า หน่วยนาวิกโยธินอเมริกัน 100 นาย พร้อมด้วยเรือรบ เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์แบบขึ้นลงแนวดิ่ง 8 ลำได้เข้าช่วยเหลือรัฐบาลเนปาลในการลำเลียงความช่วยเหลือไปให้แก่ผู้ประสบภัยตามพื้นที่ในหุบเขาต่างๆ ซึ่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอก รวมถึงพื้นที่บริเวณเทือกเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งประสบภัยหิมะถล่ม

อย่างไรก็ดี นายเจมี แม็คโกลด์ริค ทูตพิเศษสหประชาชาติหรือยูเอ็น เปิดเผยในเวลาต่อมาถึงสาเหตุที่สิ่งของบรรเทาทุกข์จากนานาชาติยังไปไม่ถึงมือผู้ประสบภัยในขณะนี้ว่า เนื่องจากของไปติดอยู่ที่ด่านศุลกากรในสนามบินนานาชาติกรุงกาฐมาณฑุ รัฐบาลเนปาลไม่ควรที่จะใช้ระบบศุลกากรอยู่ เพราะสถานการณ์ในขณะนี้อยู่ในช่วงวิกฤติ ควรรีบกระจายของไปให้ถึงมือชาวบ้านโดยเร็วที่สุดได้แล้ว

แต่ต่อมา นายราม ชารัน มหัท รมว.คลังเนปาล ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขอเรียกร้องให้นานาชาติส่งสิ่งของจำพวกเต็นท์ ผ้าใบกันน้ำ และอาหารพื้นฐานอย่างข้าว เกลือ น้ำตาล มาเท่านั้น เพราะว่าของจำนวนมากที่ได้รับบริจาคมานั้นไม่มีความจำเป็นอย่างปลาทูน่า หรือมายองเนส เราจะเอาไปใช้ทำอะไรได้ อย่างไรก็ตาม นายมหัทปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าทำไมสิ่งของบรรเทาทุกข์ยังคงติดค้างอยู่ที่ด่านศุลกากรสนามบิน ขณะที่เจ้าหน้าที่เนปาลฝ่ายดูแลเรื่องการแจกจ่ายอาหารประทังชีพ เปิดเผยว่า นอกจากปัญหาคอขวดที่ด่านศุลกากรแล้ว ก็ยังมีปัญหาคอขวดเรื่องการลำเลียงสิ่งของด้วย เนื่องจากรถบรรทุกและคนขับไม่เพียงพอ ซึ่งจากปัญหาการบริหารและกระจายของบรรเทาทุกข์นี้ ทำให้พลจัตวาพอล เคนเนดี้ สังกัดนาวิกโยธินสหรัฐฯ เปิดเผยว่าเครื่องบินทหาร 4 ลำ และเฮลิคอปเตอร์ 2 ลำ จะเดินทางมาถึงเนปาลในเร็วๆนี้ พร้อมกับนาวิกโยธิน 100 นาย และเครื่องจักรสำหรับยกของหนัก ซึ่งภารกิจนอกเหนือจากการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว กองทัพสหรัฐฯก็จะเข้ามาช่วยเรื่องบริหารจัดการเสบียงสิ่งของบรรเทาทุกข์ที่ยังคงหลั่งไหลเข้ามาต่อเนื่อง ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วันเดียวกัน สำนักข่าวเอเอฟพียังรายงานถึง “กุมารี” หรือเทพธิดาผู้มีชีวิต ที่ชาวเนปาลเชื่อว่าเป็นเทวีทาเลจูมา จุติมาเกิด และชาวเนปาลเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ว่ารอดชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้เช่นกัน โดยนางเดอร์กา สากยา วัย 55 ปี ผู้ทำหน้าที่ดูแลกุมารี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตอนเกิดแผ่นดินไหวนั้น ทั้งวัดโบราณและรูปปั้นรอบๆวังขององค์กุมารี ที่จัตุรัสดูร์บาร์ในกรุงกาฐมาณฑุ ต่างพังถล่มหักโค่นลงมาจนฝุ่นควันฟุ้งไปทั่วบริเวณ แต่น่าแปลกที่วังขององค์กุมารีเองกลับมีรอยแตกเพียงเล็กน้อย ขณะที่ข้าวของภายในก็ยังอยู่ที่เดิมไม่มีอะไรหล่นแตกเสียหาย จึงเชื่อว่าองค์กุมารีได้คุ้มครองพวกเราอยู่ และองค์กุมารีปัจจุบัน ซึ่งมีอายุเพียง 9 ขวบ ก็ไม่ได้รู้สึกตื่นกลัวแม้แต่น้อย ทั้งนี้ ผู้จะเป็น “กุมารี” ได้รับการคัดสรรจะเลือกเด็กสาวพรหมจรรย์ที่มีรูปร่างลักษณะตรงเงื่อนไข มารับตำแหน่งและอาศัยอยู่ในวังกุมารีที่เรียกว่าการ์ ก่อนจะพ้นจากตำแหน่งเมื่อมีประจำเดือน หรือได้รับบาดแผลเลือดออกมาก เพราะเชื่อกันว่าการเสียเลือดออกจากร่างกายจะถือว่าไม่บริสุทธิ์อีกต่อไป

นอกจากนี้ ท่ามกลางความโศกเศร้าและลุ้นวันต่อวันในการพบตัวผู้รอดชีวิต ซึ่งสื่อต่างประเทศรายงานว่าหน่วยกู้ภัยและบุคลากรทางการแพทย์จาก 22 ประเทศทั่วโลก ที่เข้ามาช่วยเหลือรัฐบาลเนปาลยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน และก็ยังมีเรื่องน่ายินดี เมื่อวันที่ 30 เม.ย. หน่วยแพทย์จากประเทศอิสราเอลได้ทำคลอดทารกเพศหญิงที่ศูนย์แพทย์ฉุกเฉินในกรุงกาฐมาณฑุ โดยพ่อและแม่ของเด็กคือ นายฮาเรียนเดอร์ ชาน และนางลาตา ชาน ชาวเนปาล ระบุว่าการถือกำเนิดของลูกสาวท่ามกลางเหตุภัยพิบัติคือความหวังที่ทำให้พวกเขาต้องการมีชีวิตอยู่ต่อไป และแพทย์ระบุว่าถือเป็นเรื่องที่โชคดีมากที่นางลาตา ชาน สามารถคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย เพราะมีหญิงตั้งครรภ์จำนวนมากที่สูญเสียเด็กในท้องไปในช่วงเกิดเหตุแผ่นดินไหว

ด้านความช่วยเหลือจากไทย นอกจากเงินบริจาคและสิ่งของจำเป็น ทั้งเวชภัณฑ์ อาหาร น้ำสะอาด เต็นท์ ผ้าห่ม ฯลฯ ที่ทยอยจัดส่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเนปาลแล้ว นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวเมื่อวันที่ 2 พ.ค.ว่า ความเสียหายที่เกิดจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวเนปาล ส่งผลกระทบต่อโบราณสถาน มรดกโลก และศาสนสถานใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ จัตุรัสดูร์บาร์ สถูปโพธินาถ หอธราหาร ในกรุงกาฐมาณฑุ รวมถึงวิหารและศาสนสถานฮินดูเก่าแก่ ในเมืองปักตะปูร์ และเมืองปาตัน ซึ่งทั้งหมดถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหลักที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเนปาล ทั้งนี้ ตนได้มอบหมายให้นายบวรเวท รุ่งรุจี อธิบดีกรมศิลปากร เตรียมจัดตั้งคณะทำงานในนามทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วย อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญด้านงานโบราณคดี สถาปนิก วิศวกร นักวิทยาศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์ และนักประวัติศาสตร์– ศิลป์ เพื่อเข้าไปช่วยสำรวจความเสียหายของโบราณสถาน รวมถึงให้การสนับสนุนช่วยเหลือการจัดทำแผนการบูรณะ และอนุรักษ์ ภายหลังจากที่ประเทศเนปาลจัดการฟื้นฟูเมือง และวิถีชีวิตของผู้ประสบภัยแล้ว โดย วธ.จะประสานงานไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อขอรายละเอียดข้อมูลเบื้องต้นของความเสียหายที่เกิดขึ้น จากนั้นจะนำเสนอขอความเห็นต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาต่อไป

ขณะที่นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กรณีมีข่าวว่านายวุตติ วุตติสันต์ เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาลไม่สบายว่า ได้รับแจ้งจากท่านทูตวุตติว่ามีอาการเจ็บคอ และไอเนื่องจากอากาศเปลี่ยน และเจ็บเล็กน้อยที่เล็บ จึงให้แพทย์ทหารที่มาร่วมปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ให้กับชาวเนปาลหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวตรวจร่างกายให้ แพทย์จึงจ่ายยาแก้แพ้อากาศให้ทานเพื่อบรรเทาอาการป่วยแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนของการให้ความช่วยเหลือคนไทยในเนปาลที่อาจจะประสบภัยและประสงค์จะเดินทางกลับประเทศนั้น ขณะนี้ไม่มีคนไทยแจ้งขอรับความช่วยเหลือเพิ่มเติมแล้ว แต่สถานเอกอัครราชทูตไทยยังคงเปิดศูนย์ช่วยเหลือที่ทำเนียบเอกอัครราชทูตไทยในกรุงกาฐมาณฑุต่อไป

นอกจากนี้ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่วัดเทพลีลา ซอยรามคำแหง 39 นายอาคม จีรวงศ์ไกรสร บิดา น.ส.มารีสา หรือน้องอีฟ จีรวงศ์ไกรสร ผู้ช่วยแพทย์สาวไทยที่เสียชีวิตจากหิมะถล่มที่เทือกเขาเอเวอเรสต์หลังเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ในเนปาล เปิดเผยว่า ตนและเครือญาติ พร้อมเพื่อนๆอีฟ กว่า 100 คน ร่วมกันทำบุญอุทิศส่วนกุศลเนื่องในโอกาสครบรอบ 7 วันการจากไปของอีฟ ส่วนศพขณะนี้เก็บไว้ที่ รพ.สมิติเวช เพื่อรอลูกชายที่อยู่ต่างประเทศกลับมาวันที่ 4 พ.ค. ส่วนวันที่ 6 พ.ค.จะมีพิธีบำเพ็ญกุศลทางศาสนาคริสต์ ที่วัดมหาไถ่ และวันที่ 7 พ.ค.ทำพิธีตามศาสนาพุทธและมีพิธีฌาปนกิจในวันเดียวกัน ที่วัดแก้วแจ่มฟ้า สี่พระยา

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้