วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ของหาย ปลาพามาส่ง

ของหาย ปลาพามาส่ง

  • Share:

บางครั้งบางคราพลาดพลั้ง ทำสิ่งของบางอย่างตกน้ำป๋อมแป๋ม นึกว่าคงสูญเสียไปตลอดกาลแล้ว ทว่าก็กลับได้คืนมาราวปาฏิหาริย์ เพราะมัจฉาพากลับมาคืนให้

เกือบสี่ร้อยปีก่อนโน้น คือในวันที่ 23 มิ.ย. 1626 ดร.โจเซฟ มี้ด (Dr. Joseph Mead) นักปรัชญาวิชาการแห่งวิทยาลัยคริสต์, เคมบริดจ์ ได้เดินผ่านตลาดกลางเมือง พลันก็ได้ยินเสียงเอะอะจากกลุ่มคนที่ห้อมล้อมแผงขายปลา มี้ดเดินเข้าไปดูก็เห็นสิ่งที่วางอยู่บนแผงนั้นมีหนังสือเล็กๆบางๆเล่มหนึ่ง หุ้มด้วยผ้าใบเรือที่เปื้อนด้วยเมือกปลา ทั้งนี้ หนังสือเล่มนั้นแม่ค้าขายปลาได้พบอยู่ในท้องปลาค็อด (cod) อ้วนจ้ำม่ำตัวหนึ่งซึ่งจับมาได้จากทะเลแถบเมืองลีนน์ (Lynn) มี้ดเขียนบันทึกไว้อย่างตื่นเต้นว่า

“ผมเห็นทุกอย่างด้วยตาตนเองทั้งหมด ไม่ว่าจะปลา กระเพาะของมันที่ถูกผ่าออกมา เศษผืนผ้าใบเรือ แล้วก็หนังสือ เพียงแต่ไม่ได้เห็นตอนที่เขาผ่าพุงของมัน...”

ในท้องปลาบางตัวอาจซ่อนสิ่งล้ำค่าไว้.

มี้ดใช้ฐานะอันสูงศักดิ์ครอบครองหนังสือนั้น และเมื่อนำมาวิเคราะห์ก็พบว่าเป็นตำราที่เขียนขึ้นโดย จอห์น ฟริธ (John Frith) ผู้ร่วมปฏิรูปคริสต์ศาสนา นิกายโปรเตสแตนต์ เขาถูกจำขังไว้ในคุกแห่งเมืองออกซ์ฟอร์ด ซึ่งห้องใต้ดินเป็นที่เลี้ยงปลา กลิ่นคาวปลานั้นคละคลุ้งจนเพื่อนนักโทษของฟริธตายไปหลายคน แต่ฟริธเสียชีวิตเพราะถูกเผาทั้งเป็นในข้อหาลบหลู่ศาสนา

คาดว่าฟริธอาจจงใจทิ้งหนังสือที่หุ้มด้วยผ้าใบกันน้ำลงไปในห้องใต้ถุนแล้วปลาค็อดตัวนั้นฮุบกลืนเข้าไป ด้วยความน่าอัศจรรย์ในการที่ได้มา วิทยาลัยเคมบริดจ์จึงได้จัดพิมพ์ขึ้นในปี 1627 และตั้งชื่อว่า “Vox Piscis (เสียงมัจฉา)” พร้อมทั้งมีภาพพิมพ์แกะสลักไม้เป็นรูปปลาถูกผ่าท้อง มีด แล้วก็หนังสือดังกล่าว

อีกเรื่องหนึ่งได้มาจากสะเก็ดข่าวของ นสพ.ไทม์สก่อนปี 1900 ซึ่งรายงานว่า โรธีเซย์ คนจับปลาชาวสกอตได้ทำพวงกุญแจหล่นลงในทะเลสาบบรูม (Loch Broom) ซึ่งลึกเกินกว่าเขาจะดำลงไปเก็บได้ นอกจากกุญแจหลายดอกแล้วก็ยังมีแถบโลหะเล็กๆที่มีชื่อเจ้าของและชื่อเรือพ่วงอยู่ด้วย โรธีเซย์รู้สึกสิ้นหวังที่จะได้คืน ทว่าหกสัปดาห์ถัดมา ขณะที่ เขากับเหล่าลูกเรือทอด สมอจอดเรืออยู่ที่เกาะราสเซย์ซึ่งห่างจากทะเลสาบบรูมราว 100 ไมล์ ทันใดเขาก็ตกปลาค็อดขนาดใหญ่ขึ้นมาได้ เมื่อปลดเบ็ดออกและโยนมันขึ้นมาบนพื้นเรือก็เกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้น เพราะเจ้าปลาซึ่งบอบช้ำใกล้ตาย ได้สำรอกเอาพวงกุญแจออกจากปาก มีหลักฐานต่างๆครบถ้วนว่านั่นคือพวงกุญแจที่เขาทำหายไป ยิ่งกว่านั้น มันยังได้คายเอามีดพกเล่มหนึ่งซึ่งมีชื่อเพื่อนชาวประมงของเขาสลักปรากฏอยู่ นับเป็นสิ่งเหลือเชื่อที่ของทั้งสองสิ่งโผล่ขึ้นมาพ้องกัน หลายคนสันนิษฐานว่าปลาค็อดตัวนี้ได้ว่ายติดตามโรธีเซย์มานับร้อยไมล์ ก็เพื่อนำพวงกุญแจนั้นมาส่งถึงเจ้าของโดยตรง โดยเฉพาะ ไทม์สได้ระบุว่า

หนังสือ “เสียงมัจฉา”.

“...เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก ที่ปลาตัวนี้เดินทางมาไกลลิบจนถึงจุดที่เรือจอดอยู่ และด้วยลมหายใจเฮือกสุดท้าย มันก็ได้คายเอาสิ่งที่มันกลืนเข้าไปออกมาคืนให้อย่างซื่อสัตย์ (an act of honesty)...”

เรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ.1972 แต่ที่ซันเซ็ตบีช, นอร์ท แคโรไลนา เมื่อเรือประมงลำหนึ่งจับปลาแมคเคอเรลตัวโตขึ้นมาได้ พอผ่าท้องมันออกก็พบว่ามีใบขับขี่รถยนต์ที่เคลือบพลาสติกไว้อย่างดีใบหนึ่ง เจ้าของเรือประมงเล่าให้เพื่อนชื่อกอซ (Gause) ฟังว่า เขาได้ โยนใบขับขี่นั้นไว้ที่ท้ายรถ แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจอีกเลย แต่กอซซึ่งเป็นเจ้าของภัตตาคารแห่งหนึ่งกลับคิดคนละมุม เขาบอกเจ้าของเรือว่า “เพื่อนเอ๋ย ไอ้ที่เพื่อนเล่ามานั้นมันจัดเป็นตำนานปลาชิ้นเยี่ยมเลยนะ”

ครั้นแล้วกอซก็โทร.ไปหา ริกกี้ ชิปแมน (Ricky Shipman) ตามชื่อและที่อยู่ในใบขับขี่ ไถ่ถามว่าได้ทำอะไรหายไปมั่งรึเปล่า ริกกี้ฟังแล้วก็คิดอยู่นานเพราะใบขับขี่นั้นเขาทำไว้ตั้งแต่อายุ 16 ซึ่งเป็นวัยสูงพอที่จะทำใบขับขี่ได้ และเหตุการณ์ที่ทำหายก็ผ่านพ้นไปตั้ง 11 ปีแล้ว จนเขาเติบใหญ่และแต่งงานแล้วนั่นแหละ

นักบุญมังโก.

“มันน่าทึ่งมาก” เมียของริกกี้กล่าว “ตอนเขาโทร.ถามมา เราแทบจำอะไรไม่ได้เลย”

ปลาแมคเคอเรลตัวนั้นถูกจับได้ที่ไดรฟ์บีชซึ่งอยู่ห่างแปดไมล์จากจุดที่ริกกี้ไปเล่นน้ำและทำกระเป๋าตังค์หลุดหายจากชุดว่ายน้ำที่สวมใส่

“ผมคาดคะเนว่าพอเวลาผ่านไปกระเป๋าตังค์ก็เปื่อยผุจนใบขับขี่พลาสติกหลุดออกมา” ริกกี้ว่า “พอปลาตัวนี้เห็นอะไรแวบวับก็เลยเขมือบเข้าไป เพราะแมคเคอเรลมีปากกว้างมาก”

โพลีคราเตสได้พระธำมรงค์คืนจากปลาที่ชาวประมงนำมาถวาย.

กอซส่งใบขับขี่ไปให้ริกกี้ทางไปรษณีย์ “รูปถ่ายยังคงชัดแจ๋วอยู่เลยค่ะ” เมียริกกี้ว่า

แต่บางตำนานก็ออกจะเหลือ เชื่อจริงๆ ดังเรื่องที่วิลเลียมแห่งมาลเมสบิวรี่เขียนไว้ใน นสพ.ข่าวของโบสถ์อีฟแชม ถึงการที่ เซนต์ เอกวิน (st. Egwin) สมัยเมื่อเป็นบิชอปแห่งวินเชสเตอร์และเป็นผู้ก่อตั้งโบสถ์อีฟแชมในศตวรรษที่ 8 ท่านได้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร้ายแรง และต้องเดินทางไปยังกรุงโรม

เพื่อเคลียร์ข้อกล่าวหา ก่อนออกเรือ ท่านบิชอปได้ใส่โซ่ตรวนล่ามขาตนเองไว้ แล้วขว้างลูกกุญแจลงไปในแม่น้ำเอวอนระหว่างแล่นเรือไปโรม ปลาตัวหนึ่งได้โดดขึ้นมาบนดาดฟ้าเรือ เมื่อผ่าตัวมันออกก็พบลูกกุญแจนั้นอยู่ในท้องมัน เหตุการณ์ดังกล่าวเลื่องลือไปถึงกรุงโรมทำให้ท่านสันตะปาปาทรงถือเอาเป็นปาฏิหาริย์ที่แสดงว่าท่านบิชอปเป็นผู้บริสุทธิ์และต่อมาท่านก็ได้รับการยกย่องเป็นนักบุญ

บิชอปแห่งวินเชสเตอร์พบกุญแจตรวนในท้องปลา.

สมัยยุคกลางของยุโรป เรื่องที่โด่งดังเกี่ยวกับของหาย (มักเป็นแหวน) และพบในตัวปลา ได้แก่กรณีของท่าน นักบุญมังโก (St. Mungo) แห่งกลาสโกว์ ผู้ดำรงชีพอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 6 เรื่องมีอยู่ว่า พระราชินีแลงกัวเรธแห่งสแตรธไคลด์ (Queen Languoreth of Strathclyde) ได้ถูกกษัตริย์ ไรเดิร์ช (King Riderch) พระสวามี กล่าวหาว่าพระนางเอาพระธำมรงค์ (แหวน) ของพระองค์ไปให้ชู้รัก ซึ่งที่แท้จริงนั้น กษัตริย์ไรเดิร์ชเป็นผู้ขว้างพระธำมรงค์วงนั้นลงไปในแม่น้ำไคลด์เอง พระราชินีได้ดำเนินไปขอความช่วยเหลือจากเซนต์มังโกผู้เป็นที่เลื่องลือในความศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งท่านนักบุญก็ได้นั่งทำสมาธิเล็งญาณ จากนั้นจึงมีบัญชาให้ผู้ช่วยของท่านไปจับปลาในแม่น้ำมาหนึ่งตัว เมื่อผ่าพุงปลาก็พบพระธำมรงค์ดังกล่าวปรากฏอยู่ สิ่งอัศจรรย์นี้ทำให้พระนางทรงพ้นจากข้อกล่าวหา

บางทีตำนานก็อาจเป็นเบื้องหลังของชื่อเมืองหรือนามสกุลบางตระกูลก็ได้ ดังเรื่องราวเก่าแก่ครั้ง 270 ปีก่อนคริสตกาล กษัตริย์ เพเรดูรัส (Peredurus) แห่งมัวร์ผู้ก่อตั้งเมืองพิคเกอริง (Pickering) นามเมืองนี้เกิดขึ้นเมื่อกษัตริย์เพเรดูรัสทรงทำพระธำมรงค์หาย และสงสัยว่านางกำนัลคนหนึ่งเป็นผู้ขโมยไป หากทว่าต่อมาก็ได้พบแหวนวงนี้ปรากฏอยู่ในท้องปลาไพค์ (Pike-เนื้ออร่อย) ตัวหนึ่ง ซึ่งจับได้จากแม่น้ำคอสต้า (Costa) และนำมาปรุงเป็นเครื่องเสวย พระราชาทรงแฮปปี้ที่ได้แหวนคืนและอภิเษกสมรสกับนางกำนัลสาวผู้นั้น แล้วก็เลยมีคำว่า Pike–ring หรือแหวนปลาไพค์เกิดขึ้น ครั้นเวลาล่วงเลยมา คำนี้ก็เพี้ยนไปกลายเป็น Pickering อันนำมาใช้ตั้งชื่อเมืองและชื่อสกุลในที่สุด

ตราประจำตัวนักบุญมังโก สัญลักษณ์รูปปลาคาบแหวนแสดงถึงปาฏิหาริย์ของท่าน.

เรื่องสุดท้ายแต่จัดว่าเก่าแก่กว่าเรื่องใด คือเมื่อราว 530 ปีก่อน ค.ศ. โพลีคราเตส (Polycrates) กษัตริย์กรีกแห่งซามอส (Samos) ทรงได้รับคำแนะนำจาก อมาซิสที่ 2 (Amasis II) ฟาโรห์แห่งอียิปต์ซึ่งอิจฉาความรุ่งโรจน์ของกษัตริย์แห่งซามอส ว่าโพลีคราเตสควรเอาสมบัติล้ำค่าที่สุดทิ้งไป เพื่อจะได้เป็นเคล็ดแห่งความอุดมสมบูรณ์ต่อไปภายหน้า โพลีคราเตสจึงขว้างพระธำมรงค์ลงไปในทะเล สามสี่วันผ่านไปก็มีชาวประมงจับปลาขนาดใหญ่ขึ้นมาได้และนำมาถวายพระราชา เมื่อปรุงเป็นเครื่องเสวยก็พบพระธำมรงค์วงนั้น พอฟาโรห์แห่งอียิปต์ทราบเรื่องก็เลยตัดความสัมพันธ์ฉันมิตรกับซามอส เพราะเกรงอำนาจบารมีของโพลีคราเตสจะครอบคลุมอียิปต์

จริงๆแล้วก็อาจมีปลาอีกเป็นจำนวนมากที่ฮุบของมีค่าเอาไว้ แต่ไม่ปรากฏเป็นตำนาน เพราะมันไม่ได้ถูกจับเอามาผ่าท้องนั่นเอง.

โดย :อุดร จารุรัตน์
ทีมงาน นิตยสารต่วย'ตูน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้