วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“สมยศ” หนุน “เฉลิมเกียรติ” ปฏิรูปตำรวจแท้จริง ดึงประชาชนร่วมทุกระดับ

“สมยศ” หนุน “เฉลิมเกียรติ” ปฏิรูปตำรวจแท้จริง ดึงประชาชนร่วมทุกระดับ

  • Share:

ผลจากความพยายามรีบเร่งปฏิรูปตำรวจที่เสนอประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ไม่ฟังเสียงทัดทาน การเสนอแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจใน “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ทำให้คณะกรรมาธิการ สภาปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมไม่เห็นด้วย จนมีการเสนอญัตติเลื่อนการประชุมออกไปก่อน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เสนอว่า ตำรวจควรปฏิรูปคือ กำหนดมาตรการไม่ให้การเมืองมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรา พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างตำรวจ และให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมบริหารกิจการตำรวจทุกระดับ รวมถึงแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจให้เป็นธรรม

การเสนอปรับโครงสร้างตำรวจในรัฐธรรมนูญเป็นคำถามของคนในสังคมว่า การปรับโครงสร้างตำรวจ ใครจะได้หรือเสีย ปรับแก้แล้วใครจะได้รับประโยชน์ เสียงบประมาณหรือเสียเวลาเปล่า

การแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจจะเอากำลังที่ไหนมาทดแทนกำลังที่แยกไป และประสานงานระหว่างงานสืบสวนสอบสวนได้อย่างไร ไม่ให้ต่างจากที่อยู่กับตำรวจ แล้วจะแยกไปทำไม

คนส่วนใหญ่อยากให้ตำรวจปรับเปลี่ยนมากที่สุดคือ การให้ประชาชนและท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในงานของตำรวจ ลดอำนาจแทรกแซงการเมือง ไม่ใช่การไปรื้อโครงสร้างตำรวจ

ปัจจุบันการทำงานของตำรวจเปลี่ยนไปมาก มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น มีการเพิ่มกำลังสายตรวจ นำอาวุธที่ทันสมัยมาใช้เพื่อสร้างความน่าเกรงขามให้กับตำรวจ หวังจะให้อาชญากรเกรงกลัว ไม่กล้ากระทำผิด ทำให้ตำรวจค่อยๆห่างจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ

ประชาชนมองว่าการแก้ปัญหาอาชญากรรมเป็นงานของตำรวจเท่านั้น

จึงไม่แปลกที่ว่า เมื่อมีปัญหาที่เกิดขึ้นประชาชนมักรอความช่วยเหลือจากตำรวจ หากตำรวจทำไม่สำเร็จ จะได้รับเสียงตอบรับในทางลบจากประชาชน กลายเป็นขาดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน

หากจะทำให้สังคมเกิดความสงบเรียบร้อย ตำรวจจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชน

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. อาศัยประสบการณ์คิดแก้ไขที่ต้นเหตุ ปัญหาตำรวจไม่เป็นที่เชื่อถือศรัทธาและไว้วางใจจากคนในสังคม เพราะตำรวจไม่คิดทำให้คนรักและไม่เข้าหาชุมชน

กำหนดนโยบายให้ตำรวจพยายามทำให้เป็นที่รักของพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

พล.ต.อ.สมยศ มอบหมาย พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. เป็นหัวหน้าคณะทำงานด้านการให้ท้องถิ่นและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ ดึงประสบการณ์ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ที่ได้ทำงานร่วมกับภาคประชาชนมานาน จนสร้างเครือข่ายความเข้มแข็งของเครือข่าย กต.ตร. ที่ทำงานร่วมกับสถานีตำรวจทั่วประเทศ

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติเริ่มเดินหน้าโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านการให้ท้องถิ่นและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการตำรวจ เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์สภาพปัญหาด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนท้องถิ่นชุมชน นำความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของข้าราชการตำรวจ ภาคประชาชน ผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกภาคส่วน กต.ตร.ทุกระดับ มาเป็นแนวทางในการเสนอทางเลือกปรับเปลี่ยนโครงสร้างตำรวจ

ผลการศึกษาความคิดเห็นของกลุ่มข้าราชการตำรวจ พบว่าตำรวจต้องการให้ปฏิรูปในเรื่องการตั้งอาสาสมัครตำรวจชุมชนเป็นประชาชนที่เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และการสร้างพฤติกรรมให้ประชาชนเข้าร่วมรับผิดชอบในการป้องกันอาชญากรรม

ส่วนประชาชนต้องการให้ปฏิรูปด้านการมีส่วนร่วมในการตั้งกลุ่มอาสาสมัครตำรวจชุมชน การจัดตั้งคณะกรรมการชุมชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การออกตรวจเยี่ยมเยือนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การดำเนินการตามโครงการแจ้งข่าวอาชญากรรม และการอบรมให้ความรู้ในการป้องกันอาชญากรรม

สรุปผลการศึกษาพบว่า ทั้งตำรวจและประชาชนต้องการที่จะทำกิจกรรมร่วมกันในลักษณะที่ให้ประชาชนเป็นตัวหลักในการทำกิจกรรม ส่วนตำรวจนั้นเป็นผู้ให้การสนับสนุน

สอดคล้องกับผลสรุปจากการระดมความคิดเห็นของตัวแทนตำรวจจากทั่วประเทศ ด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและท้องถิ่นในกิจการตำรวจต้องการให้มีการปรับวิธีการทำงานตามรูปแบบการมีส่วนร่วมในกิจการตำรวจใหม่

หลายเรื่องสำนักงานตำรวจแห่งชาติทำอยู่แล้ว เพียงแต่เอามาปรับปรุงให้ดีขึ้น ไม่ใช่ไปเปลี่ยนเอาวิธีการใหม่ๆมาใช้ โดยที่ไม่ดูของเก่าที่มีดีอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา การบริหารงานตำรวจด้านการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในปัจจุบัน ยังคิดใช้แบบเก่าที่มีมาแต่เดิมว่า ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องเป็นผู้คิดโครงการ แนวทางการปฏิบัติและเป็นผู้ปฏิบัติหลัก มุ่งเน้นที่จะให้งานสายตรวจเป็นงานป้องกันอาชญากรรมหลัก ทำให้ประสบปัญหาอุปสรรคด้านการบริหารงานกำลังคน งบประมาณ ทรัพยากร และการจัดการ รวมทั้งขาดประสิทธิภาพด้านงานป้องกัน

ปรับเปลี่ยนรูปแบบมีส่วนร่วมตำรวจกับประชาชน จากรูปแบบเดิมที่ใช้มีส่วนร่วมแบบเลี้ยงดูและแบบช่วยเหลือ ตำรวจเป็นหลัก เปลี่ยนเป็นรูปแบบมีส่วนร่วมแบบสร้างความร่วมมือพี่น้องประชาชน

สอดคล้องเป็นไปในทิศทางแบบเดียวกับที่ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ได้นำมาทดสอบใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 และ 2557 ในรูปแบบการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกิจการตำรวจ ในด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน เอกชน หน่วยงานราชการทุกหน่วย รวมทั้ง กต.ตร.

ผลการทดลองได้ผลที่ดี การเกิดคดีอาชญากรรมลดลง ภายหลังนำรูปแบบนี้มาใช้ และเมื่อมีเหตุเกิดจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้อย่างรวดเร็ว และลดปัญหาเรื่องของกำลังคน เงินงบประมาณ ทรัพยากร และการจัดการ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับรางวัลความเป็นเลิศ ประเภทขยายผลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม และประเภทภาพรวมองค์กร “ระดับดีเยี่ยม” จาก ก.พ.ร. 2 ปีซ้อน คือ สภ.กะทู้ จ.ภูเก็ต จากโครงการ “ป่าตองเซฟตี้โซน” ได้ขยายผลการดำเนินการไปทั่ว จ.ภูเก็ตจนนำไปสู่ต้นแบบ “ภูเก็ตโมเดล” และ สน.พลับพลาไชย 1 จากโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดย กต.ตร.ทุกระดับ

ทางเดียวกับผลสรุปการสัมมนาที่บอกทิศทางได้ว่า ตำรวจต้องปรับแนวคิดเดิมๆ จากที่ตำรวจเป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว และคิดว่าการรักษาความสงบสุขเรียบร้อยของสังคม เป็นหน้าที่ของตำรวจ เปลี่ยนเป็นแบบร่วมมือและพัฒนาไปของพี่น้องประชาชนสร้างให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง

จะแก้ปัญหาได้ตรงจุดก่อให้เกิดความยั่งยืนในชุมชนและพื้นที่โดยไม่ต้องพึ่งพาตำรวจที่มีการโยกย้ายตลอดเวลา ตอบสนองความต้องการของประชาชนชุมชนได้อย่างแท้จริง

ถึงแม้จะมีการโยกย้ายของข้าราชการตำรวจ แต่โครงการต่างๆของประชาชนก็จะยังคงดำเนินการอยู่ต่อไป

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า “ในอดีตนั้นตำรวจทำงานเพียงผู้เดียวโดยประชาชนเป็นผู้ถูกปกครอง เน้นการบังคับใช้กฎหมายเป็นหลัก เพื่อต้องการให้ผู้กระทำผิดเข็ดหลาบ ต่อมาเริ่มมีการแสวงหาความร่วมมือจากภาคประชาชน ปัจจุบันนักบริหารงานตำรวจยุคใหม่จะต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ร่วมเป็นหุ้นส่วน ร่วมรับผิดชอบและเป็นเจ้าของพื้นที่หรือชุมชนของตนเอง ร่วมคิดร่วมตัดสินใจร่วมปฏิบัติร่วม รับประโยชน์ ร่วมประเมินผลเป็นเจ้าของในลักษณะการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน ตำรวจเป็นเพียงพี่เลี้ยงหรือผู้สนับสนุนเท่านั้น”

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวว่า “ตั้งใจทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจคือ การทำให้ประชาชนพึงพอใจ ยอมรับ ไว้วางใจ ศรัทธาและเชื่อถือเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตราบใดประชาชนไม่พึงพอใจ ไม่ไว้วางใจแล้ว ตำรวจอย่าหวังจะได้รับความร่วมมือสนับสนุนประสานงานจากประชาชน ลำพังตำรวจที่งานหลายส่วนไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนบรรลุวัตถุประสงค์ไม่ได้ มีแนวคิดให้ตำรวจมอบความรักและความศรัทธาพี่น้องประชาชนเป็นกุศโลบายทำให้ประชาชนมีความรักรู้สึกที่ดีเชื่อใจตำรวจเกิดขึ้น เมื่อถึงวันนั้นการทำงานตำรวจมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายคนที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือพี่น้องประชาชน”

“ไม่ว่าจะมอบนโยบายฝ่ายปฏิบัติการระดับ ผกก.จนถึงรอง สว.ได้ยกตัวอย่างเสมอถ้ามีพี่น้องประชาชนแจ้งข่าวคนร้าย ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายทุกประเภทกับตำรวจ แสดงว่าประชาชนในพื้นที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ท้องที่ใดไม่มีพี่น้องประชาชนให้ข้อมูลข่าวสารผู้กระทำผิดในพื้นที่ แต่แจ้งความหรือให้ข้อมูลร้องทุกข์หน่วยงานอื่น แสดงว่าพี่น้องประชาชนมีความรู้สึกไม่เชื่อมั่นศรัทธาตำรวจ ท่านอยากเป็นตำรวจในลักษณะไหน ความไว้เนื้อ เชื่อใจรักใคร่จะเกิดได้ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของตำรวจ ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ยึดกฎหมายเป็นสำคัญ ขณะปฏิบัติหน้าที่พูดจาสุภาพ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้ที่เดือดร้อนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน”

หน้าที่หลักตำรวจที่ยึดถือมานาน การป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ไม่ใช่แค่งานมวลชนสัมพันธ์ ไม่ใช่งานสืบสวนจับกุมคนร้าย ต้องให้น้ำหนักในงานป้องกันเหตุ ตำรวจเป็น “พี่เลี้ยง” ต้องปล่อยให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเป็นหลัก

จะได้ชื่อว่าเป็นการปฏิรูปตำรวจเพื่อประโยชน์ ของพี่น้องประชาชน.


ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้