วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มีอะไรใหม่ๆ ให้จับตาดู ในร่างรัฐธรรมนูญ58 (จบ)

มีอะไรใหม่ๆ ให้จับตาดู ในร่างรัฐธรรมนูญ58 (จบ)

  • Share:

สัปดาห์ก่อน เราได้เอกซเรย์ร่างรัฐธรรมนูญร่างแก่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และมีการอภิปรายกันไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 26 เม.ย.นี้ ที่ผ่านมา โดยคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ได้เน้น “จุดขาย” ของร่างรัฐธรรมนูญนี้ โดยแบ่งเป็น 4 เรื่องด้วยกันคือ การสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดสมดุล สังคมเป็นธรรม และนำชาติสู่สันติ

ทั้งนี้ เราได้พูดหมวดที่ 2 ว่าด้วย “ประชาชน” รวมทั้งส่วนของสิทธิและเสรีภาพของบุคคล และ“สิทธิมนุษยชน”และ“สิทธิพลเมือง”เรื่อง ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวดว่าด้วย “รัฐสภา” ที่แบ่งเป็น บททั่วไป สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและบทที่ใช้แก่สภาทั้งสองไปแล้ว

วันนี้ เราจึงจะไปดูมีบทบัญญัติอื่นๆ ที่เป็นเรื่องใหม่และน่าสนใจ มาเริ่มกันที่หมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก โดยเฉพาะที่มาของนายกรัฐมนตรี โดยในมาตรา 172 ระบุว่า การลงมติเห็นชอบแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีนั้น หากผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.เท่าที่มีอยู่ในสภาฯ

แต่หากผู้ได้รับการเสนอชื่อไม่ได้เป็น ส.ส. หรือที่เรียกว่า “คนนอก” จะต้องใช้เสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่ในสภาฯ ซึ่งในประเด็นนี้ ถูกมองว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นการถอยหลังเข้าคลอง เพราะประชาชนเคยต่อสู้เรียกร้องเพื่อต่อสู้ไม่เอานายกฯ คนนอก จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากในเดือนพฤษภาคม 2535

ขณะที่ฝ่ายกรรมาธิการยกร่างฯ ก็ให้เหตุผลว่า เพื่อเปิดช่องไว้กรณีที่การเมืองถึงทางตัน หรือหัวหน้าพรรคการเมืองทั้งหลายที่เป็น ส.ส. ไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชน และเชื่อว่า หากฝ่ายพรรคการเมืองเข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับของประชาชน โอกาสที่มีนายกฯ จากคนนอก ก็คงจะเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ ในการแต่งตั้งรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีนั้น ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดว่า ก่อนนำชื่อขึ้นกราบบังคมทูลฯ เพื่อทรงแต่งตั้ง นายกฯ ต้องส่งรายชื่อนั้นให้วุฒิสภาตรวจสอบคุณสมบัติเสียก่อน เพื่อเป็นการกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง

ส่วนที่น่าสนใจและเป็นเรื่องใหม่อีกเรื่องคือ นายกฯ อาจเสนอขอความไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินจากสภาผู้แทนราษฎรได้เองโดยไม่ต้องรอให้ฝ่ายค้านยื่นญัตติขออภิปรายฯ เช่นในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ

เรื่องต่อมาที่น่าสนใจคือ ในกรณีที่อายุของสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นสุดตามวาระ หรือมีการยุบสภา มาตรา 184 ให้ถือว่า คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แล้วให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีกระทรวงนั้น จนกว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐมนตรีที่รักษาการอยู่ อาศัยความได้เปรียบไปใช้ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

เนื่องจากที่ผ่านมา สิ่งที่เราเห็นเป็นปกติก่อนการเลือกตั้งก็คือ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รักษาการอยู่ จะขยันออกตรวจราชการในจังหวัดต่างๆ เป็นพิเศษ จากนั้นในตอนเย็น ก็จะขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงช่วยลูกพรรคในจังหวัดนั้นๆ โดยอ้างว่า ช่วงที่ขึ้นเวทีนั้น นอกเวลาราชการแล้ว

ต่อมาในหมวดความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน มีเรื่องใหม่ที่สำคัญคือ การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนในระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า ต้องใช้ระบบคุณธรรม โดยต้องมี “คณะกรรมการดำเนินการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม” ที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิและข้าราชการระดับสูง

ส่วนในหมวดว่าด้วย การกระจายอำนาจและการบริหารท้องถิ่น มีบางเรื่องที่เพิ่มเข้ามาคือ ระบุให้มีการออกกฎหมายท้องถิ่นเพื่อเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ต้องส่งเสริมให้มีสมัชชาพลเมืองมาทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อเสนอแนะแก่องค์กรในท้องถิ่นอีกชั้นหนึ่ง

แต่ที่สำคัญมากอีกหมวดคือ เรื่องหลักนิติธรรม ศาลและองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยมาตราที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันในขณะนี้คือ มาตรา 225 ที่กำหนดให้คณะกรรมการที่เป็นองค์กรบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษาหรือตุลาการต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ไม่เป็นหรือไม่เคยเป็นผู้พิพากษา ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด ทำให้วิตกกังวลว่า สัดส่วนนี้มากเกินไป จนอาจทำให้กระทบต่อความเป็นอิสระของศาลได้

เรื่องที่น่าชื่นชมที่สุดในหมวดนี้ คือ มาตรา 228 ที่กำหนดให้องค์กรอัยการมีความเป็นอิสระ โดยระบุว่า “ข้าราชการอัยการต้องไม่ดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ใดในรัฐวิสาหกิจหรือกิจการอื่นของรัฐ...” ซึ่งที่ผ่านมา มีข้อยกเว้นในกรณีที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) และกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อัยการไม่เป็นกลางทางการเมือง โดยถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซงผ่านการปูนบำเหน็จให้อัยการระดับสูงเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีค่าตอนแทนสูง เมื่อมีคดีที่กระทบกับผู้มีอำนาจทางการเมือง ก็มักจะเกรงใจและดำเนินการเป็นคุณกับผู้มีอำนาจ

ส่วนศาลปกครอง มีการเพิ่มเติมให้มีแผนกคดีวินัยการคลังและการงบประมาณในศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด เพื่อรับฟ้องคดีที่เกี่ยวข้องการใช้งบประมาณและการรักษาวินัยการคลังของหน่วยงานรัฐ

มาถึงส่วนที่ว่าด้วย องค์กรตามรัฐธรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเฉพาะคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้น ถูกลดทอนอำนาจลง โดยร่างรัฐธรรมนูญใหญ่ กำหนดให้มีคณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้งที่เป็นข้าราชการจากกระทรวงกลาโหม เกษตรฯ คมนาคม มหาดไทย ศึกษาธิการ สาธารณสุขและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

แต่ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดคือ การนำผู้ตรวจการแผ่นดิน มารวมกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเรียกชื่อใหม่ว่า “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน” เพราะหลายฝ่ายเห็นว่า ภารกิจและอำนาจหน้าที่ของ 2 องค์กรนี้ มีความแตกต่างกันมาก จึงไม่สมควรนำมารวมกัน

ภาคสุดท้ายของรัฐธรรมนูญนี้ เป็นภาคที่เพิ่มขึ้นมาใหม่จริงๆ คือ ภาคการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง โดยให้มีผลใช้บังคับเพียง 5 ปี เว้นแต่จะมีการลงประชามติเห็นชอบให้บังคับใช้ต่อไป โดยในภาคนี้เอง ที่จะมีการสร้างองค์กรใหม่ๆ ขึ้นมาภายใต้เหตุผลว่าเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

องค์กรใหม่ๆ ที่ว่านี้ ได้แก่ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จำนวน 120 คน ประกอบด้วย สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 60 คน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 30 คน นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปการเงิน การคลังและภาษีอากร คณะกรรมการอิสระว่าด้วยค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐ คณะกรรมการกระจายอำนาจแห่งชาติ คณะกรรมการนโยบายการศึกษาและพัฒนามนุษย์แห่งชาติ คณะกรรมการปฏิรูปวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติและคณะกรรมการปฏิรูปสังคมและชุมชน

ส่วนในเรื่องการสร้างความปรองดอง จะมีการจัดตั้ง “คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ” จำนวนไม่เกิน 15 คนมาทำหน้าที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ความรักความสามัคคีและความปรองดองระหว่างคนในชาติ ให้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติในสังคมประชาธิปไตยที่มีความแตกต่างหลากหลาย

ทังหมดนี้ เป็นเรื่องใหม่ๆ ที่ถูกนำมาบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งพวกเราในฐานะ “พลเมือง” ต้องช่วยกันติดตาม จับตาและเสนอความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านทางช่องทางต่างๆ ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อสะท้อนความต้องการไปยังผู้ที่ส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย เพื่อให้ได้มาซึ่งกติกาสูงสุดของประเทศที่มีความสมบูรณ์มากที่สุด เพื่อนำประเทศไทยไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืน...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้