วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เหลือไว้เพียง ความทรงจำ ฝันร้าย...ในเนปาล

เหลือไว้เพียง ความทรงจำ ฝันร้าย...ในเนปาล

  • Share:

จัตุรัสภัคตาปูร์.

81 ปี ที่ชาวเนปาลียุคใหม่ไม่เคยสัมผัสกับความโหดร้ายเช่นนี้...

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเนปาลเมื่อสัปดาห์ก่อน คือฝันร้ายอีกครั้งของคนเนปาล เป็นฝันร้ายที่ยากจะลืม

แผ่นดินไหวครั้งนี้ นอกจากคร่าชีวิตผู้คนหลายพันคนแล้ว ศาสนสถานหลายแห่ง โดยเฉพาะมรดกโลกที่สำคัญถึง 2 แห่งใกล้กรุงกาฐมาณฑุได้ถูกทำลายลงเหลือไว้เพียงความทรงจำให้จดจำรำฤก...เท่านั้น

เทียนแห่งการบูชา.
ป้ายหินด้านหน้าจัตุรัสปะฏันดูร์บาร์..

“เที่ยวตามตะวัน” สัปดาห์นี้ย้อนอดีตรำลึกถึง 2 เมืองมรดกโลกของเนปาล...ที่ไม่มีวันหวนกลับคืนให้เราได้เข้าไปท่องเที่ยว...อีกแล้ว

“ปะฏัน” หรืออีกชื่อหนึ่ง คือ ลาลิตปูร์ เป็นเมืองเก่าแก่ สร้างในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ราวศตวรรษที่ 3 เป็นเมืองโบราณที่มีชีวิตนับตั้งแต่เริ่มสร้างจนถึงวันสุดท้ายที่ต้องพังราบเพราะเหตุแผ่นดินไหว

ที่ต้องบอกว่ามีชีวิต ก็เพราะในเมืองยังคงเป็นที่อยู่อาศัย เช่นเดียวกับเมืองเก่าโบราณอย่างสุโขทัย อยุธยา หรือแม้แต่เมืองน่าน ที่ภายในเมืองยังมีผู้คนอาศัยอยู่ ใช้ชีวิตประจำวันเหมือนการอยู่อาศัยในเมืองเมืองหนึ่ง

คนในเมืองปะฏัน มีวิถีชีวิตเรียบง่าย ถนนภายในเมืองยังคงเป็นอิฐโบราณของเก่าตั้งแต่เริ่มสร้างเมือง นอกจากจะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว ที่นี่ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นเมืองแห่งศิลปะและหัตถศิลป์อันทรงคุณค่าของเนปาล...อีกด้วย

สภาพความเสียหายในเมืองปะฏัน.
ถนนในเมืองปะฏัน.

สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญในเมืองปะฏัน ที่สำคัญคือ จัตุรัสปะฏันดูร์บาร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวังปะฏัน ซึ่งเป็นพระราชวังเก่าแก่ ภายในเป็นที่เก็บงานศิลปะ โดยเฉพาะงานหล่อโลหะและทองเหลือง ที่เป็นเรื่องราวในคัมภีร์ของศาสนาฮินดู

เลยจากจัตุรัสปะฏันเข้ามาไม่ไกล เป็นที่ตั้งของอาคาร 3 ชั้น มีไม้สลักลวดลาย มีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า ที่นี่เคยใช้เป็นที่ “ตัด” อวัยวะอย่างว่าของผู้ชาย ตอนแรกก็คิดว่าเนปาลอาจจะมีขันทีเช่นเดียวกับจีน แต่จริงๆแล้ว เมื่อถามคนเก่าแก่ของเนปาล เข้าใจว่า การตัดความเป็นชายนั้น น่าจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่เรียกว่า “นิรวาณา” ของกลุ่ม “ฮิชระ” ที่แปลว่า “ขันที” หรือ “บุคคลแปลงเพศ” ในภาษาอูรดู เช่นเดียวกับในอินเดีย ฮิชระ ไม่ได้เป็นขุนนางเหมือนในจีน แต่เป็นกลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน บ้านเราก็คือกะเทยนั่นเอง คนกลุ่มนี้จะบูชาพระแม่พหุชระอันเป็นอวตารของพระแม่อุมาเทวี พระมเหสีของพระศิวะ หน้าที่ของฮิชระคือการสวดมนต์ให้กับเด็กแรกเกิดและเป็นแขกเต้นระบำในงานแต่ง

ด้านในของพระราชวัง มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ซึ่งยังคงมีชาวฮินดู มาดื่ม อาบ และล้างหน้าด้วยน้ำที่ไหลออกมาจากธรรมชาติกลางเมืองปะฏันแห่งนี้ โดยเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บและทำให้มีสิริมงคลในชีวิต ส่วนด้านในสุดเป็นที่ตั้งของ Golden Temple หรือ วัดหิรัณยะ-วรรณะมหาวิหาร หรือ วัดทอง เป็นวัดของศาสนาพุทธที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของเมืองปะฏัน หลังคาของวัดทำด้วยแผ่นทองยาวลงมาจดพื้น มีความเชื่อสืบทอดกันมาว่าเป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปสู่สวรรค์ ภายในมีรูปปั้นทำด้วยโลหะทองเหลืองและทองแดง เป็นรูปปั้นเทพตามคติความเชื่อต่างๆ

สภาพความเสียหายในเมืองภัคตาปูร์.
ร้านขายรูปแกะสลักไม้ในภัคตาปูร์.

เมืองมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ เช่นเดียวกับเมืองปะฏัน คือ เมืองภัคตาปูร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกาฐมาณฑุไปราว 14 กิโลเมตร เมืองนี้ตั้งอยู่บนเนินเขา เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการแกะสลักไม้และการถักทอ โดยเฉพาะหมวกถักที่เรียกว่า ภาทคาวันโตปี หรือหมวกแก๊ป (Bhadgaonle Topi or Cap) ถือเป็นอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิมที่สำคัญของเมืองนี้

ไฮไลต์สำคัญของเมืองที่นักท่องเที่ยวต้องการเดินทางมาชม คือ พระราชวัง 55 หน้าต่าง หรือ พระราชวังซันโตกา ที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์รานจิตมัลละ ในสมัยศตวรรษที่ 18 ตามตำนานบอกว่าหน้าต่างทั้ง 55 บาน คือที่ที่บรรดาชายาทั้ง 55 นางของพระองค์ใช้เป็นช่องสำหรับโผล่หน้าออกมาในช่วงที่มีพระราชพิธีที่สำคัญ

นอกจากหน้าต่างทั้ง 55 บานแล้ว ประตูทางเข้าพระราชวังซันโตกาในเมืองภัคตาปูร์ ที่เรียกว่าประตูทอง หรือ The Golden Gate ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเฉพาะซุ้มประตูที่มีการแกะสลักอย่างงดงาม ประณีตบรรจงและสมบูรณ์ที่สุดในโลก และอาจจะได้ชื่อว่าเป็นซุ้มประตูที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะใช้เวลาสร้างนานถึง 50 ปี ตามประวัติบอกว่า ประตูทองนี้สร้างในสมัยกษัตริย์ภูบดินทร์ ประมาณปี 2243 แต่ยังสร้างไม่ทันเสร็จ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน จนมาถึงยุคของกษัตริย์ชายา รันจิต ซุ้มประตูนี้จึงสร้างเสร็จในปี 2297 งานแกะสลักทั้งหมดเป็นงานประติมากรรมแบบนูนสูง เสาประตูทั้ง 2 ข้าง มีรูปเจ้าแม่กาลีปางต่างๆ ด้านละ 5 องค์

พระราชวังซันโตกากับหน้าต่าง 55 บาน.
ลวดลายของหน้าต่างทั้ง 55 บาน.

และก็เช่นเดียวกับเมืองปะฏัน...ภัคตาปูร์ยังคงเป็นเมืองที่มีชีวิต เต็มไปด้วยเสน่ห์ของยุคกลาง ร่องรอยความรุ่งเรืองทางด้านวัฒนธรรมและศิลปะ ของอดีตยังคงมีให้เห็นผ่านงานแกะสลักไม้ งานถักทอ และงานปั้นดินเผา ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักซื้อติดไม้ติดมือกลับไปเป็นของฝาก

นอกจากนี้ในเมืองภัคตาปูร์ยังมี วัดพัตสะละเทวี หรือ วัดหิน ที่นอกจากจะมีความงดงามด้วยสถาปัตยกรรมในยุคกลางแล้ว ยังมีจุดที่น่าสนใจคือ ระฆังใบใหญ่ใช้ตีบอกเวลา เรียกว่า ระฆังหมาเห่า หรือ Bell of Barking Dogs ที่ปัจจุบันไม่ได้ใช้งานแล้ว แต่ยังคงเป็นตำนานของเมืองที่เล่าขานกันไม่รู้จบ ด้านในสุดของพระราชวังเป็นที่ตั้งของสระขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “สุนทรีโฉลก” หรือสระน้ำของกษัตริย์ภัคตาปูร์ แต่ละด้านมีกำแพงเป็นแท่นแบบขั้นบันได ขอบสระมีรูปปั้นงูตัวใหญ่ทำด้วยทองเหลือง 2 ตัวนอนทาบไปกับขอบสระ ชูหัวแผ่แม่เบี้ยตรงหัวบันไดที่กษัตริย์เสด็จลงสรง ข้างๆแม่เบี้ยจะมีฐานศิวลึงค์เพื่อให้กราบไหว้ทุกครั้งก่อนและหลังลงสรงตามความเชื่อของศาสนาฮินดู ด้านล่างลงไปเป็นท่อน้ำรูปหัวแพะ ว่ากันว่าน้ำที่ไหลออกมาจากท่อสำหรับให้กษัตริย์ได้สรงนั้น เป็นน้ำที่ไหลตรงมาจากภูเขาหิมาลัย

วันนี้ ทั้ง “ปะฏัน” และ “ภัคตาปูร์” กลายสภาพเป็นซากปรักหักพังจากแผ่นดินไหว เหลือไว้เพียงความทรงจำให้จดจำรำลึกถึงเมืองแห่งอดีตอันยิ่งใหญ่ และฝันร้าย...ที่คนเนปาลจะไม่มีวันลืม.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้