วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ผ่าตัดกระเพาะ...ทางเลือกสุดท้าย...พิชิต "โรคอ้วน"

ผ่าตัดกระเพาะ...ทางเลือกสุดท้าย...พิชิต "โรคอ้วน"

  • Share:

แม้ ไม่ใช่เทรนด์แต่ก็กลายมาเป็นปัญหาของผู้คนในยุคฟาสต์ฟู้ด ที่ทั้งกินด่วน กินไม่เหมาะสม กินเกินความต้องการของร่างกาย แถมยังเคลื่อนไหวน้อย ใช้ชีวิตติดจอ ไม่ออกกำลังกาย ทำให้เกิดแฟชั่นใหม่ทั้งหญิงและชาย นั่นก็คือ ภาวะ “อ้วนลงพุง” ที่ถึงจะไม่ใช่โรคแต่ก็มีแนวโน้มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆตามมาได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ลงพุง

นิตยสาร@รามา ที่จัดทำโดย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ระบุว่า อ้วนลงพุง เป็นภาวะที่มีการสะสมของไขมันในช่องท้องมากเกินไป อันเนื่องมาจากการเผาผลาญอาหารที่ผิดปกติ ทำให้ไขมันหน้าท้องแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระเข้าไปยับยั้งกระบวนการเผาผลาญกลูโคสที่กล้ามเนื้อ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ตีบ หรืออุดตัน นำไปสู่การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆได้มากกว่าคนที่ไม่อ้วน

ล่าสุด พบว่า มากกว่า 30% ของผู้หญิง และมากกว่า 25% ของผู้ชาย เป็นโรคอ้วน...!

นอกจากนี้ ยังพบว่าทุกๆ 5 เซนติเมตรของรอบเอวที่เพิ่มขึ้น จะเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคเบาหวานได้มากขึ้น 3-5 เท่า ในประเทศอังกฤษ ภาวะอ้วนลงพุงกำลังเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพของชาวเมืองผู้ดี ในรอบ 8 ปีที่ผ่านมา มีคนอังกฤษมากกว่า 25,000 คนต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อรักษาโรคอ้วน ไม่เว้นแม้แต่เด็กอายุเพียง 14 ปี ที่มีชีวิตอยู่กับอาหารขยะและอาหารฟาสต์ฟู้ดมากจนเกินไป

ผ่าตัดกระเพาะ...ทำให้ผอมได้จริงหรือไม่?

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.ปรีดา สัมฤทธิ์ประดิษฐ์ สาขาวิชาศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ ยืนยันว่า “จริงครับ” คนไข้โรคอ้วนที่มาผ่าตัดจะมีโอกาสมากที่สุดที่จะลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

แต่จุดมุ่งหมายแท้จริงของการผ่าตัดกระเพาะ คุณหมอปรีดา บอกว่า ไม่ใช่เพื่อความผอมหรือเพื่อหุ่นสลิมฟิต แต่เพื่อการรักษาโรค โดยเฉพาะ “โรคอ้วน” ที่ส่งผลให้คนที่ป่วยใช้ชีวิตประจำวันลำบากและอาจมีโรคแทรกซ้อนอื่นๆตามมาอีกหลายโรค เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต มะเร็งหลายๆรูปแบบ โรคตับ ภาวะมีบุตรยากและโรคอื่นๆอีกมาก ที่ทำให้อายุสั้นกว่าคนทั่วไปถึงสองเท่า

การผ่าตัดกระเพาะนอกจากจะเป็นวิธีการรักษาที่ช่วยควบคุมโรคแทรกซ้อนจากโรคอ้วนแล้ว ยังเป็นวิธีการที่ช่วยควบคุมน้ำหนักในระยะยาวที่ได้ผลดีที่สุด เพราะคนที่เป็นโรคอ้วนนั้น มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอื่นๆได้เยอะ อายุก็สั้นกว่าคนที่ไม่อ้วนด้วย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าแพทย์ จะใช้วิธีการผ่าตัดกระเพาะให้กับคนที่อ้วนทุกคน การเลือกวิธีรักษาโดยการผ่าตัดต้องมีเหตุผลในการผ่า สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นโรค คือ “โรคอ้วน” ซึ่งในทาง การแพทย์จะดูจากค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) ซึ่งคิดจากน้ำหนักตั้งและหารด้วยส่วนสูงที่เป็นเมตรยกกำลังสอง เช่น ถ้าสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม ก็เอา 1.6 ยกกำลังสอง = 2.56 ไปหารด้วย 60 ได้เท่ากับ 27.34

ทั้งนี้ ข้อมูลที่ได้จากคุณหมอปรีดาระบุว่า คนปกติทั่วไปที่ไม่อ้วนไม่ผอม BMI ประมาณ 20-24 แต่ถ้าขึ้นไปถึง 35-40 เป็นโรคอ้วนแน่ คนไทยคนเอเชียแปซิฟิกเกิน 37 ถือเป็นโรคอ้วนแล้ว ฝรั่งก็ประมาณ 40

การตัดสินใจทำผ่าตัดของแพทย์ จะพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่างทั้งค่า BMI รวมไปถึงการที่คนไข้เคยพยายามใช้วิธีการอื่นมาก่อนแล้วแต่ไม่สำเร็จ

จริงๆแล้วการผ่าตัดกระเพาะมีมานานกว่า 60-70 ปีแล้ว วิธีการผ่าตัดมีหลากหลายรูปแบบ แต่ที่นิยมกันมากๆในปัจจุบันมีอยู่ 2-3 รูปแบบ เช่น การนำห่วงรัดที่ปรับได้ไปรัดกระเพาะเพื่อลดปริมาณการทานอาหารต่อครั้งลง เรียกว่า LAGB : Laparoscopic Adjustable Gastric Banding การผ่าตัดลักษณะนี้ทำให้มีแผลเล็กที่หน้าท้อง เพราะเป็นการผ่าตัดโดยใช้การส่องกล้อง สามารถปรับขนาดของห่วงรัดหลังทำผ่าตัดได้ วิธีนี้จะทำให้น้ำหนักลด 45-75% ภายใน 2 ปี

อีกวิธีหนึ่ง เรียกว่า การทำบายพาสกระเพาะ (Gastric Bypass) เป็นการตัดกระเพาะส่วนต้นให้เหลือเล็กลง เพื่อลดปริมาณอาหารที่ทานได้มาก วิธีนี้แพทย์จะนำลำไส้ไปต่อกับกระเพาะอาหารทำให้อาหารไม่ผ่านกระเพาะ เป็นผลให้คนไข้กินอาหารได้น้อยและรู้สึกอิ่มเร็ว วิธีนี้จะทำให้น้ำหนักลดลง 62-68% ในปีแรก และประมาณ 50-75% หลังผ่าตัดไปแล้ว 1-2 ปี ข้อดีของวิธีนี้คือ กระเพาะอาหารเล็กลง ทำให้ทานอาหารได้น้อยลง ข้อเสียคือทำให้สารอาหารบางอย่างไม่ถูกดูดซึม อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ไส้เลื่อนและลำไส้รั่วได้

วิธีที่เป็นที่นิยมอีกวิธีหนึ่ง คือ การลดขนาดของกระเพาะอาหาร เป็นการตัดกระเพาะอาหารให้เล็กลง เหลือกระเพาะเฉพาะส่วนที่เป็นท่อเล็กๆ เรียกว่า การทำสลีฟ หรือ Sleeve Gastrectomy วิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมมากวิธีหนึ่ง เพราะควบคุมการหิวได้ดีกว่าการทำบายพาสกระเพาะ ฮอร์โมนต่างๆลดลง ทำให้ไม่รู้สึกหิว ความสำเร็จคือ ทำให้น้ำหนักลดลงประมาณ 33% หลังการผ่าตัดในปีแรก แต่ข้อเสีย คือ อาจเกิดภาวะขาดแคลเซียม ขาดธาตุเหล็ก และขาดวิตามิน ทำให้กระดูกกร่อนและโลหิตจาง มีความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อนด้วย

แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีไหน สิ่งสำคัญที่สุดคือ การทำความเข้าใจต่อการผ่าตัดว่า ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม แต่เป็นการรักษาโรค

สำคัญมากไปกว่าคือ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยเฉพาะพฤติกรรมการกิน การออกกำลังกาย การใช้ชีวิต ฯลฯ

ศัลยกรรมควรเป็นคำตอบสุดท้าย เมื่อหาวิธีที่ดีกว่าไม่ได้จริงๆ.

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้