วันเสาร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘พรเพชร’ค้าน ม.44ประชามติ ยันต้องใช้ม.46

‘พรเพชร’ค้าน ม.44ประชามติ ยันต้องใช้ม.46

  • Share:

‘บิ๊กจิ๋ว’เก็บของ ย้ายจากคอนโดนายทหารสนิท

“พรเพชร” ชี้เปรี้ยง “บิ๊กตู่” หมดสิทธิ์ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ ม.44 ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แบไต๋ต้องผ่านช่อง ม.46 แก้ รธน.ชั่วคราวโดยความเห็นชอบของแม่น้ำสามสาย ครม.-คสช.-สนช. บอกไม่ง่ายเหมือนขายขนมครก “วิษณุ” ตอก “บวรศักดิ์” ไม่ใช่หน้าที่ชุดยกร่างฯจะมาบีบ เสนอมาก็ไม่มีน้ำหนัก ย้ำชัดเป็นอำนาจ ครม. กับ คสช. “ดิเรก” ไม่หลงมนต์ลองใช้ รธน.ก่อน 5 ปี “วัฒนา” เตือนนายกฯระวัง 36 อรหันต์ทำพิษ ชี้ช่องทางสู่รัฐบุรุษเมืองไทย “มาร์ค” ขอ ปธ.ยกร่างฯคุยกันด้วยเหตุผล แนะ ครม.-คสช. หั่นทิ้งปมปัญหา “ประยุทธ์” กร้าวจะเล่นงานพวกอดีต รมต.รู้ดีจอมป่วน ศาลชี้ “ฮิโรยูกิ-สอง นปช.” ตายด้วยกระสุนความเร็วสูง แต่ไม่รู้ตัวคนยิง

ประเด็นการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังคงไร้ความชัดเจน ล่าสุด นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ระบุว่า ไม่ใช่อำนาจของนายกฯและหัวหน้า คสช. ที่จะใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ดำเนินการ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากแม่น้ำสามสายคือ ครม. คสช. และ สนช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 46 ก่อน

“พรเพชร” แบไต๋ใช้ ม.46 ทำประชามติ

เมื่อเวลา 09.45 น. วันที่ 30 เม.ย. ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงข้อเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 เพื่อดำเนินการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า กระทำไม่ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ตั้งแต่รัฐธรรมนูญชั่วคราวประกาศใช้มาตรา 44 เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับ คสช. ที่ใช้ประคับประคองให้เป็นไปตามโรดแม็ป 3 ระยะ แต่การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อให้มีการทำประชามติ ต้องใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 46 กรณีเมื่อเกิดทางตันจะได้ไม่ต้องให้ทหารออกมาเอ็กเซอไซส์

ต้องผ่านเห็นชอบแม่น้ำสามสาย

นายพรเพชรกล่าวต่อว่า มาตรา 46 มีฤทธิ์เดชมาก การแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว จึงกำหนดให้เกิดจากความร่วมมือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) คสช. และ สนช. ต้องพิจารณาร่วมกัน จากนั้นต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย องค์กรอื่นนอกเหนือจาก 3 องค์กรนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง การระบุให้นายกฯใช้มาตรา 44 เพื่อทำประชามติจึงไม่ถูกต้อง สาเหตุที่ต้องมาชี้แจงเพราะมีการนำเสนอว่า พล.อ.ประยุทธ์ กับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขัดแย้งกัน ทั้งที่ข้อเท็จจริงทั้ง 2 คน ไม่ได้มีอะไรขัดแย้งกันเลย

บอกไม่ง่ายเหมือนขายขนมครก

เมื่อถามว่า พล.อ.ประยุทธ์ให้ กมธ.ยกร่างฯและ สปช. ไปหารือกันว่าจะทำประชามติหรือไม่ นายพรเพชรตอบว่า ใครจะเสนอก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น กมธ.ยกร่างฯหรือ สปช. แต่ต้องมีเหตุผลที่หนักแน่น ส่วนอำนาจการตัดสินใจเป็นของ ครม. คสช. และ สนช. การทำประชามติไม่ใช่การตัดสินใจขายขนมครก ถ้าเสนอไปแล้ว สนช.คว่ำไม่เอาด้วย ก็ไปกันหมดทั้ง 3 สาย เรื่องนี้เป็นเรื่องกฎหมายตัดสินใจคนเดียวไม่ได้ เดี๋ยวขนมครกไหม้หมดจะทำอย่างไร เมื่อถามย้ำว่าหากต้องดำเนินการตามมาตรา 46 ต้องใช้เวลาเท่าใด นายพรเพชรตอบว่า เท่าที่ได้ยินมาต้องใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เวลาเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ คสช. ครม. ต้องคำนึงว่าจะมีผลกระทบต่อสังคมหรือไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปัจจัยที่ 3 องค์กรต้องพิจารณา ไม่ใช่แค่นายกฯ

กมธ.ยกร่างฯปัดยังไม่ได้หารือ

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เรื่องการทำประชามติ กมธ.ยกร่างฯได้พูดคุยกันบ้างกับ สปช. แต่ไม่ได้เป็นแบบทางการ ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ พูดเปิดเผยมาตลอดว่า เห็นสมควรต้องมีการทำประชามติ ซึ่งตนก็เห็นด้วย ที่สุดแล้วหากมีการทำประชามติ อำนาจที่แท้จริงจะอยู่ที่ ครม. และ คสช. ที่ต้องเป็นผู้ดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดย สนช.มีอำนาจตัดสินใจว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย

“วิษณุ” ตอกชุดยกร่างฯไม่ใช่หน้าที่

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ระบุว่า เสียงส่วนใหญ่ของ กมธ.ยกร่างฯและ สปช. เห็นควรให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นเรื่องที่ ครม. และ คสช.จะตัดสินใจ กมธ.ยกร่างฯไม่จำเป็นต้องเห็นว่าอะไรทั้งนั้น เพราะการทำหรือไม่ทำประชามติไม่ใช่หน้าที่ของ กมธ.ยกร่างฯ เรื่องนี้คสช. และ ครม.คิดเองได้ว่าควรหรือไม่ควรทำประชามติ แต่ถ้า กมธ.ยกร่างฯจะเสนอมาก็ไม่ว่ากัน แต่คงไม่มีน้ำหนักอะไร กมธ.ยกร่างฯมีหน้าที่เพียงไปทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จ และหากทำประชามติต้องใช้เวลาอีกเป็นเดือนเพื่อแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มีพิธีทำประชามติยาวอีก 4-5 เดือน ถ้าบอกไปตอนนี้ว่าอยากทำก็จะหาว่าอยากอยู่ยาว ทั้งที่ส่วนตัวแล้วอยากไปเร็ว ถึงต้องกั๊กไว้

ครม.รอส่งพิมพ์เขียวตามเส้นตาย

รองนายกฯกล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอแนะของ ครม.และ คสช.ต่อร่างรัฐธรรมนูญ จะส่งกลับไปยัง กมธ.ยกร่างฯ ตามกำหนดคือเวลา 16.00 น. วันที่ 25 พ.ค. เราไม่จำเป็นต้องส่งไปตั้งแต่ไก่โห่ และไม่ใช่การกั๊ก แต่ต้องคิดให้รอบคอบ ถ้าเอาของตนเป็นหลักคนเดียวพรุ่งนี้ก็ส่งได้ แต่ในนาม ครม.ต้องรอกระทรวง องค์กรต่างๆ ส่งมาที่เราอีก ขณะที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็บอกว่าจะส่งมาที่รัฐบาล นี่คือเหตุผลที่ต้องกั๊ก ส่วนที่ตนบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญที่เรียบง่ายจะดีกว่าที่เขียนแบบหวือหวานั้น คือตนมองว่ามันยืดยาวเกินไป ไม่หวือหวาก็ได้ แต่ถ้าไม่หวือหวาเดี๋ยวจะโดนว่าไม่มีอะไรใหม่บ้างเลย ซึ่งหลายเรื่องก็ดี ชมว่าเขาเข้าใจคิด ส่วนเนื้อหาบางมาตราที่ฝ่ายการเมืองไม่เห็นด้วย ส่งความเห็นมาที่รัฐบาลได้ แต่ต้องกรองก่อนส่งให้ กมธ.ยกร่างฯ

“บิ๊กโด่ง” ปิดปากโนคอมเม้นต์

ที่กองการบิน กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. กล่าวว่าแนวโน้มการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามที่ พล.อ.ประยุทธ์และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมชี้แจงไปแล้ว ไม่ขอให้ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ต้องเป็นไปตามนั้น แต่ตนเร่งทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว และให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ช่วงนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลข้อคิดเห็นกันอยู่ ในส่วนของกองทัพบกตนก็กำลังดูในส่วนที่เกี่ยวข้องอยู่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เราต้องฟังความคิดเห็นจากผู้บังคับบัญชาและกำลังพลในกองทัพบกก่อน

“ดิเรก” ไม่หลงมนต์ลองใช้ รธน. 5 ปี

นายดิเรก ถึงฝั่ง รองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวว่า คณะอนุกรรมาธิการร่วมระหว่าง กมธ.ปฏิรูปการเมืองและ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม นัดประชุมวันที่ 6 พ.ค. เพื่อวางกรอบประเด็นที่จะยื่นคำแปรญัตติเสนอแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญต่อ กมธ.ยกร่างฯ คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะสรุปเนื้อหาที่แก้ไขใหม่เป็นรายมาตรา เพื่อให้ กมธ.ยกร่างฯไปเปรียบเทียบกับร่างเดิมว่า มีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งประเด็นส่วนใหญ่เป็นภาคการเมือง เช่น เรื่องที่มานายกฯ ระบบ ส.ส.แบบสัดส่วน รวมทั้งมาตรา 181-182 แต่จะแก้ไขอย่างไรต้องหารือกันก่อน สำหรับกรณีที่นายบวรศักดิ์ระบุให้ใช้รัฐธรรมนูญไปก่อน 5 ปีแล้วค่อยแก้ไขนั้น คงไม่มีใครเชื่อแล้ว เพราะคำพูดดังกล่าวถูกใช้มาแล้ว พอถึงเวลาจะแก้ไขก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เชื่อว่าพอใช้ไปครบ 5 ปี เมื่อจะแก้ไขต้องมีคนมาคัดค้านทะเลาะกันจนเกิดการรัฐประหารอีกครั้ง

ต้องปฏิรูปตำรวจให้ได้ในยุคนี้

นายประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. กล่าวถึงกรณีที่ประชุม สปช. เลื่อนการพิจารณาเรื่องการปฏิรูปตำรวจ ของ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมออกไป เพราะยังมีความขัดแย้งกันใน กมธ.ประเด็นการแยกอำนาจสอบสวนให้เป็นอิสระออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่าที่ผ่านมามีความพยายามปฏิรูปตำรวจแต่ไม่เคยเกิดผล เพราะกลุ่มอำนาจเก่าอยากให้เหมือนเดิม เนื่องจากการจับกุมและการสอบสวนที่เป็นหนึ่งเดียวกันมาตลอด เป็นที่มาของเงิน อำนาจ อิทธิพล และเครือข่ายความชั่วร้ายสารพัด ทำให้อาณาจักรอิทธิพลเถื่อนดำรงอยู่ และขยายออกไปไม่รู้จบ สร้างความเจ็บช้ำให้คนบริสุทธิ์มากมาย จึงควรปฏิรูปตำรวจตาม

การเรียกร้องอันดับหนึ่งของประชาชน ถ้าปฏิรูปตำรวจไม่ได้ครั้งนี้คงหมดโอกาสแล้ว เพราะการแยกการสอบสวนให้เป็นอิสระจากตำรวจ คือคานงัดสำคัญที่สุด หวังว่าคณะกรรมการกิจการปฏิรูปตำรวจ ที่นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ตั้งขึ้นมาใหม่ จะร่วมกันพิจารณาเรื่องนี้โดยยืนอยู่ข้างประชาชน เพราะไม่มีโอกาสใดที่จะทำได้อีกแล้วถ้าไม่ทำในวันนี้

“ซีไอสงค์” ดันประชามติปิดจุดอ่อน

น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญปี 50 กล่าวว่า เมื่อ กมธ.ยกร่างฯกำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่าให้พลเมืองเป็นใหญ่ ก็ต้องให้พลเมืองตัดสินใจว่ารับหรือไม่รับ ยืนยันว่าต้องทำประชามติ หากไม่ทำจะเป็นจุดอ่อน อย่าไปกลัวการทำประชามติเลย และอยากแนะนำ กมธ.ยกร่างฯว่าควรเปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังการประชุมทุกครั้งทุกหมวดเหมือน กมธ.ยกร่างฯปี 50 ดังนั้นการทำประชามติจะทำให้จุดอ่อนน้อยลง ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบหารือ การประชุมแม่น้ำ 5 สายควรหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดกันได้แล้ว นอกจากนี้ กมธ.ยกร่างฯปี 50 ออกแบบรัฐธรรมนูญโดยไม่ได้ยึดแบบประเทศไหน ไม่เคยไปต่างประเทศสักครั้ง ดังนั้นอย่าตัดเสื้อนอกให้คนไทยใส่ อย่าไปเอาเสื้อเยอรมัน อังกฤษ ฝรั่งมาให้คนไทยใส่ แต่ลืมนึกไปว่าเรายังใส่กางเกงขาก๊วยอยู่เลย

เตือน “บิ๊กตู่” ระวัง 36 อรหันต์ทำเละ

ด้านนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อท้วงติงต่อโครงสร้างร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กมธ.ยกร่างฯของตน จนมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. หงุดหงิดนั้น ขออนุญาตส่งสารไปถึงนายกฯว่า เชื่อมั่นว่าท่านไม่เคยคิดสืบทอดอำนาจ เพราะแสดงเจตนารมณ์มาตลอดว่าจะคืนอำนาจให้ประชาชน แต่ถ้าท่านปล่อยให้มหาปราชญ์ทั้งหลายบรรเลงกันไปตามอำเภอใจแบบนี้ ประชาชนจะเข้าใจท่านและ คสช.ผิด และการที่ท่านไม่ขัดข้องเรื่องการทำประชามติ แสดงให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์มีจิตใจเป็นประชาธิปไตย ยอมรับอำนาจของประชาชน ทำให้มีความหวังมากยิ่งขึ้นที่จะเห็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ประชาชนยอมรับ อันนำไปสู่ความปรองดอง

ชี้ช่องทางสู่รัฐบุรุษเมืองไทย

นายวัฒนากล่าวอีกว่า ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเพื่อทำประชามตินั้น ขอเสนอให้หัวหน้าคสช.อย่าทำประชามติเพียงรับหรือไม่รับร่างรัฐ-ธรรมนูญ หากประชาชนไม่รับร่างก็กลับมานับหนึ่งกันใหม่ แบบนี้ไม่รู้ว่าประชาชนจะเอาด้วยหรือไม่ ที่สำคัญอาจทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นแผนทำให้คสช.และรัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปี พล.อ.ประยุทธ์จะได้รับความเสียหาย ดังนั้น ควรถือโอกาสนี้แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดให้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับของประชาชน แล้วนำไปทำประชามติแข่งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับของมหาปราชญ์ อย่างไร ก็ตามขณะนี้อนาคตประเทศอยู่ในกำมือของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยสามารถทำได้เมื่อคืนความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค หากทำตามนี้ได้ประชาชนจะชื่นชมและยกย่องในฐานะรัฐบุรุษแน่นอน

พท.ยันต้องทำประชามติ รธน.

นายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เท่าที่ฟังเสียงภาคส่วนต่างๆ ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง ต่างเห็นพ้องว่า ควรทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่ขึ้นอยู่กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้ง คสช. ครม. สปช. ว่าจะทำหรือไม่ ถ้ามีใจอยากทำก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เท่าที่ดูวันนี้เหมือนไม่คิดจะทำ จึงไม่กระตือรือร้นหาช่องทาง ขอยืนยันอีกครั้งว่าควรทำประชามติถามความคิดเห็นประชาชน ส่วนจะผ่านหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ระหว่างการดำเนินการ ควรมีนักวิชาการ หรือ กมธ.ยกร่างฯออกมาให้ความเห็นชี้แจงในแง่มุมต่างๆ ว่าทำไมถึงเขียนรัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ และผลที่จะตามมาเป็นอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประชาชนเข้าใจรัฐธรรมนูญมากขึ้น

“มาร์ค” ขอ “บวรศักดิ์” ใช้เหตุผล

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เรียกร้องให้ประชาชนช่วยกันปกป้องร่างรัฐธรรมนูญจากนักการเมืองที่ออกมาต่อต้านเพราะเสียประโยชน์ว่า อยากให้นายบวรศักดิ์ใช้เหตุผลในการแลกเปลี่ยนกับผู้ที่แสดงความเห็น ประเด็นที่จะให้มีคณะกรรมการปรองดองฯ ซึ่งนายบวรศักดิ์อ้างว่าเป็นการเสนอพระราชกฤษฎีกาตามปกตินั้น ความจริงไม่ปกติ เพราะกระบวนการตราพระราชกฤษฎีกาปกติ มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตราอื่นแล้ว คือ เป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ แต่ที่เขียนใหม่ให้อำนาจกรรมการปรองดองฯ และให้เป็นความรับผิดชอบของ ครม.ที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ตนมองว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ทำให้ประเด็นเหล่านี้กลายเป็นประเด็นสาธารณะในขั้นตอนการนำขึ้นทูลเกล้าฯ ยืนยันว่าแม้ไม่มีมาตรานี้ ก็ไม่เป็นอุปสรรคปัญหาในการทำงานเรื่องการปรองดอง

ฉะไม่ฟังคนอื่นงานจะสูญเปล่า

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า งานของ คอป.และคณะกรรมการปฏิรูปที่ตั้งในสมัยตนไม่ได้สูญเปล่ามีกระบวนการทางการเมืองที่ต่อเนื่อง ถ้าอยากทำปรองดองให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมอย่าเปิดทางสร้างเงื่อนไขใหม่ จะบอกว่าตนระแวงเกินเหตุหรือไม่ ขอให้ทบทวนการพยายามลากสถาบันพระปกเกล้าไปทำเรื่องนิรโทษกรรม เคยบอกไปว่าจะนำไปสู่กฎหมายนิรโทษกรรม ทำให้เกิดความขัดแย้ง แล้วก็เกิดขึ้นจริง ถ้าบอกว่านั่นเป็นความระแวง ก็บอกว่าเป็นความระแวงที่พิสูจน์ออกมาว่าสมควรระแวง ขอให้นายบวรศักดิ์ตอบเหตุผลความจำเป็นที่ต้องมีมาตรา 181 และ 182 ที่ให้อำนาจนักการเมืองบ้าอำนาจ ตนไม่เห็นด้วย เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับประโยชน์ของนักการเมือง แต่เป็นประโยชน์ของการรักษาหลักการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องแยกแยะเหตุผล หากไม่แยกแยะสุดท้ายงานท่านจะสูญเปล่า ตนพูดด้วยความปรารถนาดีต่อบ้านเมืองไม่ใช่โจมตีหรือมีอคติกับผู้ร่าง แต่เป็นจุดอ่อนที่เป็นอันตราย และเป็นหน้าที่ที่ต้องท้วงติง จึงอยากให้ท่านตอบอย่างสร้างสรรค์ด้วย

ชง ครม.–คสช.หั่นทิ้งปมปัญหา

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ไม่ควรมองข้ามเรื่องที่ตนและนักวิชาการออกมาเตือน กรุณาอย่าเอาประเทศไปเสี่ยงลอง แปลกใจที่ กมธ.ยกร่างฯ เริ่มใช้วิธีมุ่งโจมตีคนเห็นต่าง ทั้งที่บอกว่าพร้อมรับฟัง และหากจะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองไปแสดงความเห็น วันที่ 6 มิ.ย. ตนก็พร้อมไปด้วยตัวเอง อยากถามว่า สังคมผ่านวิกฤติสองปีที่ค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ทำไมจึงจะย้อนกลับไปสู่สถานการณ์เดิม การนิรโทษกรรมประชาชนที่ร่วมชุมนุมทุกกลุ่ม ไม่มีใครคัดค้าน จะได้เลิกอ้างเอาประชาชนผู้บริสุทธิ์มาเป็นตัวประกันเพื่อพ่วงกับแกนนำและคนโกง จึงฝากถึง คสช. ครม.ที่มีสิทธิ์แปรญัตติว่าขอให้เสนอแก้ไขในส่วนนี้ออกไป ขอให้ห่วงบ้านเมือง และตนอยากให้จบในเรื่องรัฐธรรมนูญ เพื่อรัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ใช่มาขัดแย้งเรื่องแก้รัฐธรรมนูญอีก

ย้ำรอกติกาที่ดียังไม่กระสันเลือกตั้ง

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่า ส่วนที่นายกฯระบุว่าการทำประชามติเป็นเรื่องของ กมธ.ยกร่างฯ กับสปช.จะตัดสินใจ ซึ่งคนที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญคือ คสช.และ ครม. ต้องเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้มีการทำประชามติได้ก่อน จึงต้องชัดเจนในนโยบายก่อนว่าอยากให้มีประชามติหรือไม่ ถ้าอยากให้มีก็แก้กฎหมาย แต่ถ้าไม่อยากให้มีก็บอกมา ถ้าใช้วิธีไม่ผ่านก็ร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่ ตนอยากให้กระบวนการชัดเจน เพราะถ้าไม่จบไม่สิ้นก็ไม่เป็นผลดีกับทุกฝ่าย แรงกดดันจะกลับมาที่ตัวท่านเอง ยืนยันว่าอยากให้กติกาดีมากกว่ารีบเลือกตั้งภายใต้กติกาที่สร้างปัญหาบ้านเมือง ถ้าจุดยืนอย่างนี้จะบอกว่านักการเมืองคิดแต่ประโยชน์ตัวเองก็ไม่รู้จะว่าอะไรแล้ว เพราะบอกเลยว่าไม่รีบร้อนที่จะกลับเข้าสู่อำนาจการเป็น ส.ส.หรืออะไรเลย แต่ต้องการกติกาที่ดีสำหรับบ้านเมือง

นายกฯเปิด “รักษ์โลก รักษ์ไทย”

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่โรงละครแห่งชาติ เขตพระนคร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เป็นประธานเปิดงาน “รักษ์โลก รักษ์ไทย ในหัวใจสีเขียว” เฉลิมพระเกียรติสมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสมหามงคลทรงเจริญพระชนมายุ 5 รอบ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเปิดงานว่า สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นเจ้าฟ้าของปวงชนชาวไทย และได้ตรากตรำพระราชกรณียกิจเสด็จไปทุกที่มากว่า 10 ปี ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และทรงเป็นนักพัฒนาวางรากฐานเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของไทย เพื่อให้ประชาชนมีความสุข และให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่า และความสำคัญของการรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

หวังกำจัดขยะมนุษย์พ้นประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากให้คนไทยรักชาติรักแผ่นดิน ข้าราชการต้องทำงานร่วมกัน เราต้องช่วยกันลดความขัดแย้ง ทำอย่างไรให้ขยะมนุษย์หมดไปจากประเทศให้ได้ วันนี้ฟังทุกคน อ่านข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังทั้งคนด่า คนชม ฟังมากก็หงุดหงิดมาก แต่บ้านเมืองจะดีหรือไม่ดีก็อยู่ที่รัฐบาล ถึงจะไม่ได้เข้ามาด้วยการเลือกตั้ง แต่ทุกวันนี้ยังไม่เคยทำอะไรให้เสียหาย ไปต่างประเทศช่วงแรกก็ไม่มีใครรู้จัก รู้จักแต่นายกฯคนสวย นายกฯคนหล่อ ตั้งแต่ตนเข้ามาได้เห็นอะไรมากมาย และถ้าไม่ใช้โอกาสนี้ในการปฏิรูป จะทำให้บ้านเมืองถอยหลัง เราต้องทุ่มเทมากกว่านี้ วันนี้ต้องพัฒนาทุกเรื่องและต้องใช้เวลาพอสมควร แต่เราก็ต้องมีการเลือกตั้ง

ขู่ซ้ำจะเล่นงานอดีต รมต.รู้ดี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงท้ายของการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวแซวว่า วันนี้ได้ฟังข้าราชการและรัฐมนตรีร้องเพลงป่าลั่นเหมือนเปิดแผ่น ขอให้รักษาป่าให้ได้ ส่วนตนก็ขอสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุดจนกว่าจะทำไม่ได้ พวกที่ออกมาพูดโน่นพูดนี่รู้ดีกันนัก ตอนนั้นก็อยู่ในตำแหน่งทั้งนั้น ถ้าพูดกันเยอะทำให้วุ่นวายอีก เดี๋ยวจะเล่นงานคนเหล่านี้ เมื่อถามว่ามีอดีตรัฐมนตรีออกมาวิจารณ์รัฐบาลมากขึ้นจะดำเนินการอะไรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เขาเป็นใคร เขาเป็นนักการเมืองหรือเปล่า เป็นคนที่ตนยึดอำนาจมาหรือเปล่า ใช่หรือไม่ แล้วเขามีความผิดไหม รัฐบาลพวกนี้มีความผิดไหม คดีเยอะไหม เมื่อถามย้ำว่าจะเรียกมาปรับทัศนคติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่เรียก ปล่อยให้สังคมจัดการกันเองแล้วค่อยว่ากัน

บัวแก้วคุยลั่นทำผลงานทะลุเป้า

อีกเรื่อง พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ แถลงผลงานกระทรวงการต่างประเทศ ครบ 6 เดือนว่า มั่นใจว่าประสบความสำเร็จตามเป้าหมายทุกด้าน มีผู้นำและรัฐมนตรีของต่างประเทศจำนวนมากเดินทางเยือนไทย และจะมีอีกในอนาคต นอกจากนี้ ไทยยังแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ในเวทีอาเซียน หรือเป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงวิชาการของความร่วมมือเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ ทั้งซีเรีย เยเมน และเนปาล ส่วนแนวทางการดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศนั้น ยึดหลักให้ประเทศและประชาชนไทยต้องยืนอยู่ในเวทีโลกได้อย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นโยบายต่างประเทศประสบความสำเร็จ คือ นายกฯให้นโยบายชัดเจนและสนับสนุนการปฏิบัติงาน ขณะที่ข้าราชการก็ทุ่มเทเสียสละอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย งานที่จะทำต่อไปจะให้ความสำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

“บุญทรง–ภูมิ–มนัส” ชิ่งตอบ สนช.

วันเดียวกันเวลา 09.15 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาคดีถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง กรณีการทุจริตขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) โดยเป็นขั้นตอนการซักถามคู่กรณีคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 คน ที่ซักถามผ่านคณะกรรมาธิการซักถาม ทั้งนี้ นายสุรชัยแจ้งต่อที่ประชุมว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย คือ นายบุญทรง นายภูมิ และนายมนัส ทำหนังสือถึงประธาน สนช. ขอใช้สิทธิไม่มาตอบคำถามต่อ สนช. โดยระบุเหตุผลว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งรับฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว จึงไม่อยากให้เกิดความเสียหายในการต่อสู้คดี

“วิชา” ยันทำคดีแฟร์ไม่มีอาฆาต

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.ตอบข้อซักถามถึงเหตุที่ต้องยื่นถอดถอนนายมนัส แม้ปัจจุบันจะเกษียณราชการ และถูกออกจากราชการแล้ว เนื่องจากนายมนัสเป็นอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ถือเป็นตำแหน่งข้าราชการระดับสูง ที่ต้องได้รับความเชื่อถือศรัทธาจากประชาชนในการบริหารงาน ต้องถูกตรวจสอบโดยสภาฯได้ อีกทั้งผู้ใดที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งจะถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้เป็นเวลา 5 ปี ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่ได้ดำเนินการด้วยความอาฆาตมาดร้ายพยาบาท แต่ทำตามหน้าที่

แจงยิบเล่ห์โกงแก๊งขายข้าวจีทูจี

นายวิชากล่าวว่า ส่วนความผิดของนายบุญทรงและนายภูมิ จากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบว่า มีการทุจริตในการทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับบริษัท ไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้ง จำนวน 4.9 ล้านตัน ในราคาถูกกว่าท้องตลาด และไม่เปิดโอกาสให้บริษัทอื่นเข้าร่วมแข่งขัน และยังพบว่าบริษัททั้งสองไม่ใช่บริษัทที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนให้มาทำสัญญาซื้อขาย จึงไม่ใช่การทำสัญญาแบบจีทูจี แต่เป็นการสวมรอยโดยอ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนมาทำสัญญาซื้อขาย และผลสุดท้ายก็ไม่มีการส่งออกข้าวจริง มีการส่งออกข้าวไปประเทศจีนเพียงแค่ 3 แสนกว่าตัน ถือเป็นการอุปโลกน์การซื้อขายข้าวแบบจีทูจีขึ้นมา โดยใช้เล่ห์ทางการเมือง มีจุดมุ่งหมายในการซื้อข้าวราคาต่ำกว่าท้องตลาด แล้วนำไปขายต่อในประเทศ โดยบริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาล ถือเป็นการทุจริตโดยร่วมมือกันระหว่างฝ่ายการเมืองและข้าราชการประจำ

“พรเพชร” กำชับ สนช.ทำคลอด ก.ม.

จากนั้นนายสุรชัยแจ้งต่อที่ประชุมว่า นายบุญทรง และนายภูมิ ได้ยื่นคำขอแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจา ขณะที่นายมนัสแจ้งความประสงค์ขอแถลงปิดสำนวนคดีเป็นหนังสือ โดยที่ประชุมกำหนดวันแถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 7 พ.ค. เวลา 10.00 น. อย่างไรก็ตามช่วงท้ายของการประชุม นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ได้กำชับสมาชิก สนช. และกรรมาธิการที่พิจารณาร่างกฎหมาย ให้พิจารณากฎหมายอย่างรอบคอบ เนื่องจาก สนช.ไม่สามารถลองผิดลองถูกได้ หากมีปัญหาเกิดข้อขัดแย้งขอให้ กมธ.แก้ไขในชั้น กมธ. และตนได้คุยกับนายกฯแล้วหากเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับรัฐบาล รัฐบาลพร้อมประนีประนอมรับฟังความเห็นของ สนช.หากไม่รับฟังกันจะเกิดความขัดแย้ง ขอย้ำว่าให้พิจารณากฎหมายให้เสร็จสมบูรณ์ในชั้น กมธ.

พท.ห่วงเศรษฐกิจทรุดต่อเนื่อง

น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยเป็นห่วงเศรษฐกิจไทยที่ทรุดตัวลงต่อเนื่อง ทั้งไตรมาสติดลบ 4.69% ซึ่งถือว่าหนักมาก ไม่มีแนวโน้มเป็นบวกได้ หากการส่งออกยังไม่สามารถขยายตัวกลับมาเป็นบวกได้ ก็ไม่มีทางที่เศรษฐกิจจะฟื้น ถ้าหากประเทศไทยโดนข้อหาการค้ามนุษย์ในธุรกิจประมงจะยิ่งทำให้การส่งออกทรุดลงอีก อาจมีการกีดกันทางการค้าอื่นตามมาอีก ยิ่งจะทำให้โอกาสที่การส่งออกไทยเพิ่มมากขึ้นแทบเป็นไปไม่ได้ จึงอยากให้รัฐบาลวางแผนอย่างเร่งด่วนว่าจะทำให้การส่งออกเพิ่มขึ้นได้ รวมไปถึงทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

พีซทีวีร้องนายกฯถูกใบสั่งปิด

เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงาน ก.พ. นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี พร้อมผู้ประกาศจำนวนหนึ่ง เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอความเป็นธรรมกรณีที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สั่งเพิกถอนใบอนุญาตสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่องพีซทีวี มีนายพีระ ทองโพธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในภูมิภาค เป็นตัวแทนรับเรื่อง โดยนายธนาวุฒิกล่าวว่า ฝากบอกนายกฯสั่ง คสช.ให้ไปคุยกับ กสทช.ด้วยว่า การปิดพีซทีวีครั้งนี้มันเป็นธรรมหรือไม่ ใครสั่งมา ถ้าทำผิดจริงทำไม กสทช.ไม่มีหนังสือแจ้งเตือนมาก่อน หากยังปิดหูปิดตาประชาชนปิดพีซทีวีต่อไป ก็จะยื่นหนังสือต่อไปเรื่อยๆให้โลกได้รู้ และประเทศไทยถูกแช่แข็งอย่างแน่นอน

ผบ.ทบ.ยันยังให้เกียรติ “บิ๊กจิ๋ว”

ด้าน พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ. กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ เดินทางไปที่สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี ภายหลัง พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ไปออกรายการว่า เมื่อพิจารณาตามกรอบกฎหมายแล้ว เห็นว่าไม่เหมาะสม เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการตามข้อมูลหลักฐาน หากไม่ผิดจะไม่ไปละเมิดก้าวก่ายหรือเอาผิดใคร สถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆต้องให้ความร่วมมือตามกรอบที่เคยตกลงกันไว้ ส่วนการดำเนินการของ กสทช.เมื่อพบว่าไม่ถูกต้อง ผิดกติกา ผิดกฎหมาย นำเสนอข่าวที่ทำให้เกิดความแตกแยก โจมตีกัน คงยอมไม่ได้ และกับ พล.อ.ชวลิตเข้าใจกันอยู่แล้วไม่มีปัญหา เท่าที่ฟังการสัมภาษณ์คิดว่าตัวท่านเองคงไม่ไปทำอะไร อีกทั้งท่านเคยเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพด้วย ทุกคนให้ความเคารพและให้เกียรติ

ทหารยังเกาะติดสถานีช่องแดง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศที่สถานีโทรทัศน์พีซทีวี ชั้น 5 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ยังคงมีเจ้าหน้าที่ทหารจาก ร.12 รอ. เข้ามาตรวจสอบความเคลื่อนไหวและบันทึกภาพสถานี ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เมื่อคืนวันที่ 29 เม.ย. ที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเดินทางมาที่พีซทีวี ขอให้ยุติการออกอากาศเทปบันทึกภาพการสัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ชวลิต โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งด่วนให้มาเบรก ซึ่งทางสถานียอมยุติการออกอากาศเพื่อตัดปัญหา แต่การทำแบบนี้ยิ่งเรียกร้องความสนใจให้คนอยากดูเทปนี้มากยิ่งขึ้น ทั้งยังไม่มีผลดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ ในสายตานานาชาติและคนในประเทศ สวนทางกับคำพูดที่ว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย 99 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนตัวทำใจแล้วว่าต้องสูญเสียสถานีไป หลังจากนี้คงไม่มีใครเตือนสติใครได้อีก แต่จะยังเดินหน้าเรียกร้อง ทั้งองค์การระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน และสื่อต่อไป

ศาลอ่านคำสั่งคดีสามศพ 10 เม.ย.

เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลอ่านคำสั่งคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพคดีที่พนักงานอัยการ สำนักอัยการคดีพิเศษ ฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 1 ยื่นคำร้องขอให้ศาลไต่สวนการตายของนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้ ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ผู้ตายที่ 1 นายวสันต์ ภู่ทอง ผู้ชุมนุม นปช. ผู้ตายที่ 2 และนายทศชัย เมฆงามฟ้า ผู้ชุมนุม นปช. ที่ทั้งหมดถูกยิงเสียชีวิตหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถนนดินสอ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.2553 ในเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่การชุมนุมของกลุ่ม นปช.ของเจ้าหน้าที่ทหาร สมัยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เชื่อว่าการตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงาน

ชี้ถูกยิงด้วยกระสุนเร็วสูงไม่ทราบชนิด

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายแล้ว แพทย์ผู้ตรวจศพผู้ตายทั้งสามยืนยันว่าผู้ตายที่ 1 ตายเพราะเกิดจากบาดแผลกระสุนปืนที่มีความเร็วสูงเข้าที่ทรวงอกด้านซ้ายทำลายปอด และหลอดเลือดแดงใหญ่ตัดซี่โครงด้านขวา ทะลุกล้ามเนื้อต้นแขนด้านขวาออกบริเวณต้นแขนขวาด้านหลัง ไม่พบหัวกระสุนปืนในศพ ไม่สามารถบอกชนิดและขนาดกระสุนปืนได้ ส่วนผู้ตายที่ 2 ตายเกิดจากบาดแผลกระสุนปืนที่มีความเร็วสูงยิงเข้าที่ศีรษะ ทำลายสมอง ทิศทางยิงมาจากหลังไปหน้า จากซ้ายไปขวาไม่พบหัวกระสุนปืนในศพ ไม่สามารถบอกชนิดและขนาดของกระสุนปืนได้ ส่วนผู้ตายที่ 3 ตายเพราะเกิดจากบาดแผลกระสุนปืนที่มีความเร็วสูงยิงเข้าบริเวณทรวงอกด้านซ้ายทะลุหัวใจ ตัดซี่โครงด้านหลังออกบริเวณด้านหลังซ้าย ทิศทางการยิงจากหน้าไป หลัง ขวาไปซ้าย และไม่พบหัวกระสุนปืนในศพ จึงไม่สามารถบอกชนิดและขนาดของกระสุนปืนได้

สรุปไม่รู้ตัวคนยิง–แนววิถีกระสุน

มีคำสั่งว่า นายฮิโรยูกิ ผู้ตายที่ 1 ถึงแก่ความตายบนถนนดินสอ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงที่ไม่ทราบชนิดและขนาด เข้าที่ทรวงอกด้านซ้ายส่วนบน ทำลายปอดและหลอดเลือดแดงใหญ่ซึ่งกระสุนทะลุออกต้นแขนขวาด้านหลัง ส่วนนายวสันต์ ผู้ตายที่ 2 ถึงแก่ความตายเพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนความเร็วสูงไม่ทราบชนิดและขนาด เข้าที่ศีรษะด้านซ้ายส่วนหลังส่วนบนทะลุกะโหลกศีรษะและตัดเนื้อสมอง กระสุนทะลุออกด้านหน้า และนายทศชัย ผู้ตายที่ 3 ถึงแก่ความตายในวันและเวลาเดียวกัน เพราะถูกยิงด้วยกระสุนปืนที่ไม่ทราบชนิดและขนาด เข้าที่ทรวงอกด้านหลังซ้าย ทะลุตัดกระดูกซี่โครง ทะลุหัวใจและตัดซี่โครงด้านหลังซึ่งกระสุนทะลุออกด้านหลังซ้าย ขณะที่การเสียชีวิตของผู้ตายทั้งสามรายไม่ทราบว่าใครเป็นผู้กระทำ และไม่อาจทราบได้ว่ากระสุนปืนที่ยิงมีแนววิถีมาจากทางใด

เตรียมแจ้งสถานทูตญี่ปุ่นทราบ

ภายหลังศาลอ่านคำสั่ง นายเจษฎา จันทร์ดี ทนายความของญาติผู้เสียชีวิต กล่าวว่า เคารพคำตัดสินศาล แม้ก่อนหน้านี้ศาลอาญากรุงเทพใต้ เคยมีคำสั่งในคดีชันสูตรพลิกศพคดียิงผู้ชุมนุม นปช.รายอื่นในเหตุการณ์เดียวกันและบริเวณเดียวกัน ว่ากระสุนปืนที่ยิงถูกผู้ตายทั้งสองนั้นมีวิถีกระสุนปืนที่ยิงมาจากฝ่ายเจ้าพนักงาน ซึ่งหลังจากนี้จะแจ้งให้ทางสถานทูตญี่ปุ่นและครอบครัวของนายฮิโรยูกิทราบ พร้อมทั้งจะศึกษาข้อกฎหมายว่าจะดำเนินการ
อย่างไรต่อไป

ด้านนายกลิ่น เทียนยิ้ม อายุ 53 ปี พี่ชายของนายวสันต์ เปิดเผยว่า รู้สึกเสียใจที่คำสั่งของศาลออกมาเป็นแบบนี้ ทั้งที่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณดังกล่าวทั้งหมด และก็มีพยานเห็นเจ้าหน้าที่เล็งปืนมายังผู้ตาย ส่วนนางสุนันทา ปรีชาเวทย์ พี่สาวนายทศชัย กล่าวว่า ผิดหวังและเสียความรู้สึก รอคอยมาถึง 5 ปี เพื่อที่จะได้ทราบว่าใครยิงน้องตาย แต่เมื่อผลมันออกมาเป็นแบบนี้ก็ต้องยอมรับ โดยจะคุยกับทนายความอีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

กต.เคารพคำตัดสินศาลคดี

ขณะที่ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการชี้แจงต่อญี่ปุ่นเรื่องคำตัดสินของศาลกรณีช่างภาพญี่ปุ่นถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ที่แยกคอกวัวว่า คงไม่ไปก้าวล่วงอำนาจศาล เพราะเชื่อว่าไม่ว่าประเทศใดก็คงต้องเคารพอำนาจศาล และเชื่อว่าศาลพิจารณาไปตามหลักฐาน แต่ทุกคนสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับรูปคดี

ม็อบปาล์มจี้ประกันราคา กก. 5 บ.

วันเดียวกัน ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน จำนวน 200 คน นำโดยนายชลิต สุขโข และนายโกสินทร์ สุวรรณวัฒนะ ได้นำรถบรรทุกกว่า 10 คัน บรรทุกผลปาล์มน้ำมันน้ำหนัก 50 ตัน ชุมนุมเรียกร้องแก้ปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ ที่ขณะนี้กิโลกรัมละ 2.05 บาท โดยเรียกร้องรัฐบาลให้ประกันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ 5 บาท ควบคุมโรงงาน ลานเท รับซื้อผลปาล์มอย่างเป็นธรรม นำน้ำมันปาล์มไปผลิตกระแสไฟฟ้าตาม พ.ร.บ.ปาล์มน้ำมันแห่งชาติ และห้ามนำเข้าปาล์มน้ำมัน และแก้ไขปัญหาปุ๋ยแพง โดยมีนายอรุณ ไม้ทิพย์ พาณิชย์จังหวัดกระบี่ นายสุวัชรพงศ์ วรประดิษฐ์ ป้องกันจังหวัดกระบี่ เข้าเจรจาแจ้งว่ากระทรวงพาณิชย์จะประกันราคาที่กิโลกรัมละ 4 บาท แต่เกษตรกรไม่พอใจและได้เทผลปาล์มกองหน้าบันไดขึ้นศาลากลาง และปักหลักชุมนุม อย่างไรก็ตาม หลังการเจรจาโดยนายสมศักดิ์ เวชพาณิชย์ ปลัดจังหวัดกระบี่ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ชุมนุม ตกลงจะให้ลานปาล์มรับซื้อผลปาล์มในราคา กก.ละ 4 บาท ทำให้ผู้ชุมนุมยอมสลายตัว

ที่หน้าศาลากลางจังหวัดตรัง นายชัยฤทธิ์ ถ่ายย้วน นายกสมาคมชาวสวนปาล์มน้ำมัน จ.ตรัง นำชาวบ้านกว่า 30 คน พร้อมรถกระบะ และรถบรรทุก มายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผ่านนายนิกร สุกใส รอง ผวจ.ตรัง เรียกร้องรัฐบาลประกันราคาปาล์มน้ำมันกิโลกรัมละ 5 บาท ภายใน 7 วัน

คดี “วสุ” กลุ่ม คปท.ก็ไม่ชัดฝีมือใคร

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำสั่งการไต่สวนชันสูตรพลิกศพที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ยื่นคำร้องให้ไต่สวนการตายของนายวสุ สุฉันทบุตร ผู้ชุมนุม คปท. ถูกยิงเสียชีวิตที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง เพื่อทำคำสั่งแสดงว่าผู้ตายเป็นใคร ตายที่ไหนเมื่อใด และถึงเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยศาลพิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงฟังได้ว่าพยานที่เป็นแพทย์ผู้ชันสูตรเบิกความว่า ศพนายวสุถูกยิงบาดแผลฉีกขาด เข้าบริเวณซึ่งเข้าได้กับหัวกระสุนปืนยิงทะลุใต้ท้องชายโครงด้านหน้าฝั่งซ้ายทะลุออกหลังฝั่งขวา แต่ไม่พบเขม่าดินปืน ผลของกระสุนทำลายช่วงบริเวณช่องท้องอันเป็นสาเหตุให้เสียชีวิต แต่ในชั้นนี้ยังไม่มีประจักษ์พยานเบิกความชี้ชัดว่าผู้ลงมือกระทำเป็นใคร มีคำสั่งว่านายวสุผู้ตายเสียชีวิตที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากถูกกระสุนปืนจากกลุ่มคนร้าย แต่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำ

“บิ๊กจิ๋ว” หอบข้าวของออกจากบ้าน ทส.

ช่วงเย็นวันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เก็บข้าวของย้ายออกจากคอนโดริเวอร์เพลส ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา จ.นนทบุรี กลับไปอยู่บ้านซอยปิ่นประภาคม พร้อมคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา เนื่องจากเกิดความไม่ลงรอยในความคิดทางการเมืองกับ พล.อ.เชวงศักดิ์ ทองสลวย ผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นนายทหารคนสนิทที่ติดตาม พล.อ.ชวลิตมานาน และเป็นเจ้าของห้องดังกล่าว โดยก่อนหน้านี้ พล.อ.เชวงศักดิ์เคยกล่าวเตือนขอไม่ให้ พล.อ.ชวลิตแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในช่วงนี้ แต่เมื่อเกิดกรณีที่ พล.อ.ชวลิตไปแสดงความเห็นผ่านรายการทางช่องพีซทีวี จึงมีการเขียนช็อตโน้ตติดไว้หน้าห้องระบุว่า เจ้าของห้องไม่อนุญาตให้ใช้ห้องในทางการเมือง ลงชื่อ พล.อ.เชวงศักดิ์

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้