วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หลายสิ่งก็ต้องการแค่เวลา…

หลายสิ่งก็ต้องการแค่เวลา…

โดย น้าเน็ก
6 พ.ค. 2558 05:30 น.
  • Share:

ถ้าถามว่าผมเป็นคนมีสติในการซื้อของแค่ไหน…

คำตอบคือไม่มีครับ…พูดให้ดูดีขึ้นอีกนิดคือ ไม่ค่อยมีครับ (เดี๋ยวนะ มันโอเคขึ้นตรงไหนของแก)

ลงว่าถ้าชอบ อยากได้ ถูกใจเนี่ยก็ซื้อเลย ในระดับที่ชาวบ้านเห็นแล้วผงะบ่อยๆ ด้วยซ้ำ เช่น อาทิตย์ก่อนแม่สั่งให้ซื้อน้ำเชื่อมเมเปิ้ลที่เอาไว้ราดแพนเค้ก เพราะขวดเก่าแห้งกรังหมดแล้ว ซื้อเข้าบ้านที ตกเย็นก็หิ้วมาให้เลย สองขวดใหญ่! ปริมาตรขวดละหนึ่งลิตรถ้วน ซื้อเหมือนบ้านอยู่ห่างไกลซุปเปอร์ฯ ต้องขับรถไต่เขาลงมาจ่ายตลาดสามเดือนครั้ง เลยต้องกักตุนเสบียงยังงี้ หรือซื้อข้าวตังจอมพลกลับบ้านทีละลัง คือลังที่หมายถึงสองโหล ยี่สิบสี่กระป๋องนะครับ กะแจกได้ทั้งหมู่บ้าน เรียกว่าคนในบ้านเห็นถุงของวางอยู่ สามารถบอกได้ทันทีว่านี่ลูกชายซื้อเองหรือคนอื่นซื้อ ต่างกันยังงั้นเลย ซึ่งเหตุผลจริงคือขี้เกียจซื้อบ่อยครับ รู้ว่าต้องกินประจำ จัดไป ยังไงก็หมด ง่ายๆ

ทีนี้ถามว่าก๊อบปี้นิสัยทำนองนี้มาจากใคร…แหม มันจะใครซะอีก ไม่จากแม่ก็พ่อนี่แหละ

คำว่าอย่าไว้ใจพ่อบ้านให้จ่ายของ เหมาะอย่างยิ่งกับพ่อผมครับ

เวลาพ่อไปตลาด กับแม่ไปตลาด จะไม่เหมือนกัน อย่างร้านที่พ่อคบค้าสมาคม มักเป็นร้านที่แม่ไม่คบ ไม่คบไม่ว่า ไม่ชอบหน้าด้วยอีกต่างหาก นี่พ่อแกเค้าดูไม่ออกจริงเรอะว่าอีเจ๊มันโม้ สะตอเม็ดเป้งขนาดนั้น แช่น้ำโก่งน้ำหนักชัดๆ เลย ความจริงเราควรเชื่อเซนส์การจับจ่ายของผู้หญิงนะครับ เพราะขณะที่แม่ซื้อของดี ราคาถูก ทีมพ่อจะซื้อของคุณภาพถูก แต่ราคาแพง เนื่องจากไว้ใจแม่ค้าเกินเหตุ คือพ่อเชื่อว่าของถูกและดีมีที่ไหน ขณะที่แม่เชื่อว่าของแพงและห่วยมีเยอะแยะไป

แต่ที่แย่สุดในประวัติศาสตร์การเป็นผัวเมียกัน คือวันหนึ่ง พ่อดันซื้อเซตหม้อสเตนเลสหกใบในราคาสามหมื่นเข้าบ้าน สามหมื่นเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนจัดว่ามหาศาลไม่ใช่เล่น ต่อให้นับรวมฝา กลายเป็นสิบสองชิ้น สิบสองชิ้นสามหมื่น แม่งก็ยังแพงอยู่ดีนั่นแหละ

สถานการณ์บ้านขณะนั้นเลยคล้ายๆ หนังหายนะซักเรื่องหนึ่ง…

แม่บ่นสามวันสามคืน หาว่าพ่อเคลิ้มตามนังคนขายมาใช่ไหม (ใช่สิ) หม้อบ้าอะไรตั้งสามหมื่น และอื่นๆ อีกมากมาย ก่อนปิดท้ายด้วยการไม่พูดด้วยเป็นอาทิตย์

ซึ่ง…ผัวแกหาได้สนใจไม่ครับ เพราะพ่อยังศรัทธากับคำโฆษณาของพนักงานขายอยู่ ที่ว่าเทียนเล่มเดียวก็สามารถอบไก่ทั้งตัวให้สุกได้สบาย เพียงใช้หม้อสเตนเลสของเรา ที่นำเข้าจากอเมริกา (ผมเริ่มเข้าใจหัวอกแม่อยู่นิดๆ ละครับ)

พ่อมาเล่าให้ฟังเอาทีหลังเมื่อสงครามสงบ ว่าซื้อเนี่ยเพราะชอบคุณสมบัติจริงๆ นะ ผ่านการพลิกคว่ำพลิกหงายพิจารณาหลายตลบ ไม่ใช่ว่าโดนกล่อมอะไร วัสดุเนื้อดี แข็งแรงทนทาน ก็ดูนิสัยแม่แกสิ เคยไหม วันไหนเข้าครัวแล้วไม่ได้ยินเสียง แถมหม้อเซตเดียวยังใช้ทำได้ตั้งหลายอย่าง ทั้งอบเค้ก ทอดไก่ ทำเป็นหม้อแรงดัน ต้มผัดแกงทอดหอมอร่อยในพริบตาแน่ะ สามหมื่นไม่แพงหรอก

ในเวลาต่อมา … วาร์ปผ่านไปกว่าสามสิบปี
ผมมานึกถึงตำนานหม้อมหาประลัยนี้ขึ้นได้ เพราะเมื่อไม่กี่วันก่อนครับ พยายามรื้อหาภาชนะใหญ่ๆ สักใบ ตั้งใจเอามาทำปลาหวานกินกับมะม่วง บังเอิญเจออีหม้อที่ไซส์บิ๊กสุดนอนอยู่ก้นตู้ ใช่ครับ หม้อของพ่อ ต้นเหตุแห่งความบ้านแตกใบนั้นยังอยู่ ไม่อยู่ธรรมดาครับ ครบเซตเหมือนใหม่ ไม่มีรอยไหม้รอยดำแม้แต่นิดเดียว สามารถใช้เป็นมรดกของตระกูล ตกทอดสู่ลูกหลานสืบไปได้เลย

ผมหยิบออกมาอย่างเบิกบาน แต่! ทะลึ่งทำหลุดมือ หล่นลงพื้น

ปรากฏว่ายังไงครับ … พื้นแตกละเอียด แต่หม้อยังอยู่!

มันไม่มีร่องรอยบุบบิบขีดข่วน ไม่แม้แต่จะยุบหรือแตกหัก ขณะที่พื้นกระเบื้องบ้านกูกะเทาะเป็นเศษ อุจาดตายิ่งนัก

คุณูปการของเซตเครื่องครัวสามหมื่น ณ ตอนนั้น มาแสดงให้เห็นเอาปัจจุบัน คนซื้อให้ก็โกอินเตอร์ไปหลายปีแล้ว ภาชนะยังดีเหมือนเดิม เป็นการพิสูจน์คุณภาพที่ยาวนานเหลือเชื่อ แบบว่าแม่หยิบออกมาใช้ทีไรก็พูดทุกที ดูซิ หลายสิบปีมานี้บ้านเราไม่เคยซื้อหม้อซื้อกระทะใหม่เลยเนอะ ตอนนั้นว่าพ่อไปตั้งเยอะ แย่จัง … วันดีคืนดี คุณนายก็เอาไปรองน้ำในห้องน้ำเวลาประปาเจ๊ง สักพักกลับมาใส่แกงต่อ สารพัดอรรถประโยชน์ คาดว่าคงจะอยู่ต่ออีกหลายสิบปี

ไอ้วลีประมาณ ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน เป็นอะไรที่ฟังดูเสาหลิน บู๊ตึ๊งมากเลยนะครับ ไม่น่ามีใครกล้าพูดในชีวิตประจำวัน ช่างคมจนหยึยปากแปลกๆ แต่ถ้าเอามาไตร่ตรองควบคู่กับหลายเหตุการณ์ ก็จะเข้าใจเองว่า เออ มันจริงล่ะนะ อย่างข้าวของเครื่องใช้ หม้อไห เสื้อผ้า ทนทานหน่อยก็ประมาณหม้อของบ้านผม เป็นต้น หรือบางทีอาจไม่ต้องอาศัยเวลานานเลยก็รู้ละ หนอย ซื้อมาไม่ทันใส่สักทีเดียว สีตกแทบจะกลายเป็นผ้าขาวบางเลยนะ ทำไมทำตัวสมราคาเก้าสิบเก้าขนาดนี้ (โอเค ดูจากราคาก็สมควร)

และถ้าเอามาใช้กับคน ใครความพยายามน้อย เก็บหูเก็บหางไม่เก่ง เผลอแป๊บเดียวก็ดีแตกซ่านเสียแล้ว อันนี้ก็จบไป แต่สำหรับบางคน อาจต้องใช้เวลานานมาก นานจนเราไม่ทันอยู่ดูด้วยซ้ำว่าตกลงเขาเป็นคนอย่างไร กาลิเลโอที่ต้องรอถึงเกือบสี่ร้อยปี กว่าคนจะยอมรับว่าทฤษฎีจักรวาลของเขาถูกต้อง โลกไม่ใช่ศูนย์กลาง หากเป็นแค่ดาวเคราะห์ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เฉยๆ (เพราะพูดแบบนั้นแหละ กาลิเลโอเลยถูกดองยาว ไม่เห็นอาทิตย์อยู่นาน) หรือชาร์ลส์ ดาร์วิน ที่ใช้เวลาร้อยสามสิบปีหลังเสียชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่าทฤษฎีวิวัฒนาการของเขาไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ

หลายสิ่งหลายอย่าง เราก็ต้องให้เวลากับมันจริงๆ ครับ

น้าเน็ก

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้