วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สู่อมาตยาธิปไตยเต็มใบ

ในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแบบเข้มข้นที่ผ่านมา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางคน วิพากษ์ว่าเป็นการถอยหลังกลับสู่ยุคของการปกครองโดยข้าราชการที่เรียกว่า “อมาตยาธิปไตย” ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการตัดอำนาจของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในการแต่งตั้งโยกย้ายปลัดกระทรวงให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ซึ่งเป็นข้าราชการล้วน

คณะกรรมการที่เรียกว่า “คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการโดยระบบคุณธรรม” มีกรรมการ 7 คน มาจากกรรมการ ก.พ. มาจากผู้เคยเป็นปลัดกระทรวง และประธานกรรมการจริยธรรมของกระทรวงน่าเป็นห่วงว่ารัฐบาลชุดต่อๆไปจะสามารถผลักดันให้การบริหารประเทศเป็นไปตามนโยบายที่สัญญาต่อประชาชนได้หรือไม่ ถ้าไม่มีอำนาจให้คุณให้โทษปลัดกระทรวง

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้อำนาจและความสำคัญต่อข้าราชการเป็นพิเศษคือที่มาของ ส.ว. 200 คน ส่วนหนึ่งมาจากอดีตปลัดกระทรวง ส่วนหนึ่งมาจากผู้ทรงคุณวุฒิในด้านการเมือง ความมั่นคงการบริหาร ราชการ แม้แต่ส่วนที่มาจากเลือกตั้งจังหวัดละ 1 คน ก็ยังต้องคัดกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จึงคาดว่า ส.ว.เสียงข้างมากจะมาจากข้าราชการ

แม้แต่ระบบการเลือกตั้งใหม่ ก็ถอยหลังกลับไปสู่ระบบจัดการเลือกตั้งโดยข้าราชการ ที่ใช้มาตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อ 83 ปีก่อน ถึงแม้จะยังให้มีองค์กรอิสระคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ “ควบคุม” การเลือกตั้ง ส.ส.และระดับท้องถิ่น แต่ กกต.ถูกตัดเขี้ยวเล็บไปมาก ไม่มีอำนาจจัดการเลือกตั้งเอง เหลือแค่ใบเหลืองคือสั่งให้เลือกตั้งใหม่

ส่วนอำนาจในการให้ใบแดงเป็นของศาลอุทธรณ์ และอำนาจหน้าที่ “จัดการเลือกตั้ง” เป็นของ “คณะกรรมการดำเนินการจัดการเลือกตั้ง” ประกอบด้วยข้าราชการจากแต่ละหน่วยงานที่ได้รับแต่งตั้งจากบรรดาปลัดกระทรวงสำคัญๆ จากประสบการณ์ในอดีต การเลือกตั้งภายใต้การจัดการของระบบราชการไม่เคยจับทุจริตการเลือกตั้งไม่กล้าให้ใบแดงผู้มีอำนาจ

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งแสดงว่าประเทศ ไทยกำลังถอยหลังกลับสู่อมาตยาธิปไตยเต็มตัว คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 120 คน มาจาก สปช. 60 คน สนช. 30 คน “ผู้ทรงคุณวุฒิ” อีก 30 คน และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ 15 คน ก็จะมาจาก “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ทั้งสององค์กรจะสืบทอดอำนาจเป็นคู่ขนานกับรัฐสภาและรัฐบาลใหม่อีกหลายปี

จากบทบัญญัติเหล่านี้แสดงว่าคณะกรรมาธิการมีความเชื่อถือและเชื่อมั่น ในระบบราชการมากกว่าการเมืองไม่เชื่อมั่น ว่าระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลที่เข้มแข็ง จะทำให้การเมืองดีขึ้นได้ แต่ที่ผ่านๆมา ระบบข้าราชการก็เป็นอุปสรรคสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยเช่นเดียวกับนักการเมือง เพราะมักจะมาพร้อมกับระบบอุปถัมภ์ ก้าว ไม่พ้นเส้นสายและทุจริตคอร์รัปชัน.

28 เม.ย. 2558 09:40 28 เม.ย. 2558 09:41 ไทยรัฐ