วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ซ้อนแผนรวบ6ตร. ร่วมพวกยัดยาแม่ลูก เรียกเงินค่าไถ่2ล้าน

ซ้อนแผนรวบ6ตร. ร่วมพวกยัดยาแม่ลูก เรียกเงินค่าไถ่2ล้าน

  • Share:

ผบก.ภ.จ.หนองคาย ซ้อนแผน ร.ต.อ. รอง สว. สส.สภ.เมืองอุดรธานี กับพวกเป็นตำรวจอีก 5 นาย อาสาตำรวจบ้าน 2 คน และสาวผู้ต้องหาค้ายาเสพติด รวม 9 คน วางแผนอุ้มสองแม่ลูกชาวลาว ยัดข้อหาเป็นแก๊งค้ายาเสพติด รีดเงินค่าไถ่ 2 ล้านบาท แต่ญาติเหยื่อร้องขอความช่วยเหลือ ผบก.ภ.จ.หนองคาย วางแผนรวบยกแก๊ง ให้ญาติต่อรองลดค่าไถ่เหลือ 3 แสนบาท แล้วนัดมารับเงิน แก๊งตำรวจแสบพลาดท่ามารับเงินตามนัด ถูกล็อกตัวยกแก๊ง ผบช.ภ.4 เต้นสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน แฉแก๊งตำรวจนอกรีตมีพฤติกรรมจับยาเสพติดแล้วรีดเงินมาก่อน

ตำรวจหนองคายซ้อนแผนรวบตำรวจนอกแถวอุ้มรีดค่าไถ่แม่ลูกชาวลาวรายนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 27 เม.ย. พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ ผบช.ภ.4 เดินทางมายัง สภ.เมืองหนองคาย ร่วมกับ พ.ต.อ.ไพศาล ลือสมบูรณ์ รอง ผบก.ภ.จ.หนองคาย พ.ต.อ.อภิศักดิ์ กรองทิพย์ ผกก.สภ.เมืองหนองคาย พ.ต.อ.ปรีดา ดวงพุทธา พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ สอบปากคำผู้ต้องหาคดีลักพาตัวเรียกค่าไถ่ จำนวน 9 คน ในจำนวนนี้เป็นตำรวจ 6 นาย ประกอบด้วย ร.ต.อ.สุรพัศ เพ็ญศรี อายุ 34 ปี รอง สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ร.ต.ท.พีระพงษ์ ตรีพงษ์ อายุ 37 ปี รอง สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ร.ต.ต.สมเด็จ สุขรมย์ อายุ 54 ปี รอง สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ด.ต.ชัยณรงค์ อรดี อายุ 48 ปี ผบ.หมู่ จร.สภ.เมืองอุดรธานี ช่วยราชการฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ด.ต.วีระวัฒน์ ตานุชนม์ อายุ 42 ปี ผบ.หมู่ สส.สภ.เมืองอุดรธานี และ ด.ต.ปกรณ์ สุขประเสริฐ อายุ 45 ปี ผบ.หมู่ ป.สภ.หนองหาน จ.อุดรธานี

ผู้ต้องหาอีก 3 คน ได้แก่ นายธวัชชัย ทิพสุภา อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 403/12 หมู่ 1 ซอยบ้านหนองบัว ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี และนายตี๋ อาจสุวรรณ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102 หมู่ 6 ซอยบ้านเดื่อ ต.หมากแข้ง อ.เมืองอุดรธานี ทั้งคู่เป็นอาสาตำรวจบ้าน สภ.เมืองอุดรธานี และ น.ส.พัชรมัย พรหมวิชัย อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ 7 บ้านหนองลุมพุก ต.ท่าศิลา อ.ส่องดาว จ.สกลนคร ร่วมกันอุ้มตัวนางบัวจัน ตันทะแก้ว อายุ 55 ปี กับ ด.ช.พอนสะหวัน ตันทะแก้ว อายุ 14 ปี ลูกชาย ผู้เสียหายชาวลาว รีดเงินค่าไถ่ 2 ล้านบาท ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดถูกควบคุมตัวตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ของกลางประกอบด้วย ปืนพก 7 กระบอก ปืนลูกซองยาว 1 กระบอก เครื่องกระสุน เงิน 300,000 บาท ยาบ้า 108 เม็ด ยาไอซ์ 18 ถุงเล็ก รถปิกอัพโตโยต้าวีโก้สีเทา ทะเบียน บษ 5977 อุดรธานี ปิกอัพโตโยต้าวีโก้ สีดำ ทะเบียน บม 1672 ร้อยเอ็ด และรถเก๋งฮอนด้าซีวิค สีเทา ทะเบียน กท 9951 อุดรธานี

สอบสวนตำรวจทั้ง 6 นาย รวมทั้งนายธวัชชัย และนายตี๋ อาสาตำรวจบ้านให้การปฏิเสธ อ้างว่ามาทำงานขยายผลจับกุมคดียาเสพติด ส่วนรายละเอียดจะขอไปให้การชั้นศาล ขณะที่ น.ส.พัชรมัยให้การว่าถูกตำรวจชุดดังกล่าวจับกุมคดียาเสพติด และได้พาตำรวจมาขยายผลจับเครือข่ายที่เหลือ

จากนั้น พล.ต.ท.บุญเลิศ ใจประดิษฐ์ ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีรายงานเข้ามาว่าตำรวจอุดรธานีกลุ่มนี้มีพฤติกรรมลักษณะดังกล่าว จนกระทั่งมาเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ถือว่าเป็นตำรวจทำความผิดเสียเอง ซ้ำยังไม่ให้ความร่วมมือสอบสวน และการที่อ้างว่ามาขยายผลจับกุมนั้นไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบก่อน รวมถึงไม่ประสานกับตำรวจในท้องที่เกิดเหตุด้วย หลังจากนี้จะตั้งคณะทำงานของภูธรภาค 4 มาสอบสวน เนื่องจากเป็นคดีที่ตำรวจจังหวัดหนึ่งจับตำรวจอีกจังหวัดหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหา โดยเบื้องต้นได้สั่งการให้ดำเนินการให้ตำรวจทั้ง 6 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน ส่วนจะมีการแจ้งข้อหาเพิ่มเติมหรือไม่ต้องสอบปากคำอีกครั้ง

ผบช.ภ.4 กล่าวต่อว่า เบื้องต้นแจ้งข้อหาตำรวจทั้ง 6 นาย และอาสาตำรวจบ้าน 7 ข้อหา ร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรืออย่างใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบในหน้าที่ ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นหรือกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากอิสรภาพในร่างกาย ร่วมกันเอาตัวเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไป เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน พกพาอาวุธปืนเข้าไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย ส่วน น.ส.พัชรมัย ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน และมียาเสพติดไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย

สำหรับเบื้องหลังการจับกุมแก๊งตำรวจนอกรีตครั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อตอนสายวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา นายดวงคำ ตันทะแก้ว อายุ 60 ปี และนางพวงมาลี ตันทะแก้ว อายุ 20 ปี บ้านอยู่เมืองสีโคดตะบอง สปป.ลาว ได้ร้องเรียน พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผบก.ภ.จ.หนองคาย ว่านางบัวจัน กับ ด.ช.พอนสะหวัน ภรรยาและลูกชายนายดวงคำ มาหาซื้อของที่ จ.หนองคาย แล้วถูกกลุ่มชายฉกรรจ์อ้างเป็นตำรวจ สภ.เมืองอุดรธานี จับกุมและตั้งข้อหาพัวพันยาเสพติด ทั้งๆที่ตนและครอบครัวไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติดเลย และกลุ่มบุคคลดังกล่าวให้นางบัวจันโทรศัพท์มาหาตนบอกให้นำเงินจำนวน 2 ล้านบาทมาไถ่ตัว มิเช่นนั้นจะนำภรรยาและลูกชายไปส่งที่สถานีตำรวจ ซึ่งตนได้นำรถยนต์ไปจำนำได้เงินมา 300,000 บาท เตรียมไว้ไถ่ตัวแล้ว แต่เกรงว่าทั้งคู่จะได้รับอันตราย

พล.ต.ต.ชูรัตน์ ปานเหง้า ผบก.ภ.จ.หนองคาย วางแผนจับกุมกลุ่มคนร้าย โดยให้นางพวงมาลี โทรศัพท์ต่อรองกับกลุ่มคนร้าย จนตกลงลดเงินค่าไถ่เหลือ 3 แสนบาท นัดจ่ายเงินที่ลานจอดรถตรงข้ามวัดจันทรสามัคคี ใกล้กับด่านพรมแดนสะพานมิตรภาพไทย-ลาว อ.เมืองหนองคาย เวลา 19.00 น. วันเดียวกัน พร้อมกันนั้น พล.ต.ต.ชูรัตน์ได้ระดมกำลังตำรวจ สภ.เมืองหนองคาย กก.สส.ภ.จ.หนองคาย และ ตม.หนองคาย กว่า 60 นาย บริเวณจุดนัดหมาย

ต่อมาเวลา 19.00 น. ตำรวจปลอมตัวเป็นคนขับรถแท็กซี่พานางพวงมาลี พร้อมเงิน 3 แสนบาท ไปรอบริเวณลานจอดรถตรงข้ามวัดจันทรสามัคคี กระทั่งพบกลุ่มตำรวจนอกรีตขับรถปิกอัพของกลางทั้ง 2 คัน ตามกันมา โดยมี ด.ช.พอนสะหวันนั่งอยู่ในรถปิกอัพโตโยต้าวีโก้สีเทา ทะเบียน บษ 5977 อุดรธานี ตำรวจที่ดักซุ่มอยู่แสดงตัวเข้าจับกุม ตรวจค้นภายในรถพบยาบ้า 108 เม็ด กับยาไอซ์จำนวนดังกล่าว ระหว่างนั้น ร.ต.อ.สุรพัศ เพ็ญศรี รอง สว.สส.สภ.เมืองอุดรธานี ขับรถเก๋งฮอนด้าซีวิคตามเข้ามา โดยมีนางบัวจันถูกคุมตัวอยู่ในรถ เลยถูกล็อกตัวด้วยชั้นจับกุม ร.ต.อ.สุรพัศอ้างว่าพวกตนอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการขยายผลจับกุม คุมตัวไปสอบสวนดำเนินคดีที่ สภ.เมืองหนองคาย

ด้านนางบัวจัน ตันทะแก้ว เจ้าของโรงแรมดวงจันทน์ในนครหลวงเวียงจันทน์ เหยื่อตำรวจนอกรีตกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุพาลูกชายมาซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในตัวเมืองหนองคาย มีนายทอง คนรู้จักที่ลาวโทรศัพท์มาบอกว่าจะมีคนฝากของมาให้ขอให้ถือมาด้วย จากนั้นไม่นาน น.ส.พัชรมัยเดินเข้ามาหายื่นซองให้จึงรับไว้ แล้วพาลูกชายไปซื้อตั๋วโดยสารรถข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แต่ถูกกลุ่มตำรวจดังกล่าวเข้าจับกุม ระบุว่ามีสิ่งของผิดกฎหมาย ตรวจค้นพบว่าห่อที่ น.ส.พัชรมัยให้มามีเงิน 60,000 บาท ตำรวจที่จับกุมบอกว่าตนนำเงินจำนวนมากออกนอกประเทศไม่ได้ ขู่ว่าถ้าไม่อยากถูกดำเนินคดีให้ติดต่อญาตินำเงิน 2 ล้านบาทเป็นค่าไถ่ตัว แล้วพาตนกับลูกไปพักที่รีสอร์ตแห่งหนึ่ง อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย แล้วบังคับให้ถ่ายรูปคู่กับยาบ้า และให้โทรศัพท์ไปบอกสามี ให้นำเงินมาไถ่ตัว สามีบอกว่ามี 500,000 บาท กลุ่มตำรวจบอกว่าเงินจำนวนนี้ไถ่ตัวลูกชายได้คนเดียว ต้องหามาเพิ่มอีก 1.5 ล้านบาท ไถ่ตนออกไปด้วย พร้อมกันนี้ นางบัวจันและครอบครัวได้กล่าวขอบคุณตำรวจหนองคายที่ให้การช่วยเหลือ

พล.ต.ต.ชัญญัติ สายถิ่น ผบก.ภ.จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า ได้รับรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องร้ายแรง เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น จะต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด ได้ตั้งกรรมการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อดำเนินการทางวินัยพร้อมมีคำสั่งให้ตำรวจชุดดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อน

ขณะที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า เบื้องต้นได้รับรายงานว่า ผบช.ภ.4 มีคำสั่งให้ตำรวจชุดปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดจังหวัดอุดรธานีทั้ง 6 นาย ออกจากราชการไว้ก่อน และตนสั่งการให้สืบสวนขยายผล หากพบผู้บังคับบัญชาเข้าไปมีส่วนรู้เห็น จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ที่ผ่านมาพบว่าตำรวจชุดดังกล่าวมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในการจับกุมกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดเพื่อแลกกับทรัพย์สินในการปล่อยตัว โดยพบว่ามีพฤติกรรมเช่นนี้มาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบเบาะแสมาโดยตลอด สั่งการให้ ผบช.ภ.4 เฝ้าดูพฤติกรรมอย่างใกล้ชิดจนมาก่อเหตุซ้ำ ที่ผ่านมาตนย้ำไปยังตำรวจทั่วประเทศว่า หากมีพบพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะส่งชุดปฏิบัติการพิเศษจากส่วนกลาง ลงไปสืบสวนจับกุมโดยไม่ละเว้น

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้