วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จาก'เรือใบ'ถึง'มิลาน'! ย้อนรอยนักธุรกิจไทยยึดทีมลูกหนังยุโรป

จาก'เรือใบ'ถึง'มิลาน'! ย้อนรอยนักธุรกิจไทยยึดทีมลูกหนังยุโรป

  • Share:

นับตั้งแต่วันที่ ทักษิณ ชินวัตร เข้าถือครองสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมดังของพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ในปี 2550 ก็เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นให้บรรดาเศรษฐีชาวไทยเริ่มตื่นตัว หันมาจับจองการเป็นเจ้าของทีมลูกหนังกันมากขึ้น...

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ที่มีชื่อนักธุรกิจแดนสยามเข้าไปถือครองทีมในอังกฤษแล้วถึง 2 สโมสร แถมล่าสุดยังมีข่าวกับทีมลูกหนังที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของอิตาลี อีกด้วย และด้วยเหตุนี้ทาง "ทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์" ก็ขอย้อนรอยนี้รวมรายชื่อนักลงทุนชาวไทยที่ไปวัดดวงกันทีมลูกหนังต่างแดนมาให้ผู้อ่านได้ทราบกัน 

ทักษิณ ชินวัตร

ทักษิณ ชินวัตร - แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ถือเป็นผู้บุกเบิกตลาดการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลในต่างแดนของนักธุรกิจชาวไทย ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้พยายามจะเป็นเจ้าของ ฟูแลม และ ลิเวอร์พูล สองสโมสรในพรีเมียร์ลีก อังกฤษ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ ก่อนจะมาลงล็อกกับทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ในขณะนั้นทาง "เรือใบสีฟ้า" เองก็กำลังมองหานายทุนกลุ่มใหม่หลังจากที่ จอห์น วอร์เดิล และ เดวิด เมคเคิล ผู้ถือหุ้นใหญ่ในเวลานั้นไม่สามารถหาเงินทางทุ่มให้กับสโมสรได้อีก จนเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน  2550 ทาง แมนฯซิตี้ ก็ได้ประกาศรับ ทักษิณ เข้ามาเป็นเจ้าของใหม่อย่างเป็นทางการ โดยมีมูลค่าการซื้อขายสูงถึง 81.6 ล้านปอนด์ (ราว 5,103 ล้านบาท)

ในระยะเวลาที่เป็นเจ้าของทีม ทักษิณ หรือที่แฟนบอลเรือใบสีฟ้าเรียกว่า "แฟรงค์" ก็ได้พยายามสร้างความก้าวหน้าให้กับทีมด้วยการดึง สเวน-โกรัน อีริคส์สัน เทรนเนอร์ระดับแนวหน้าของทีมชาติอังกฤษ เข้ามาคุม พร้อมทั้งซื้อตัวนักเตะชื่อดังเข้ามาช่วยให้ทีมขยับจากก้นเหวขึ้นมาสู่กลางตาราง

ขณะที่วงการลูกหนังไทยก็ได้รับประโยชน์เมื่อทางทีมจากอังกฤษตัดสินใจเซ็นสัญญา 3 ปี กับ 3 นักเตะทีมชาติไทย อย่าง สุรีย์ สุขะ, เกียรติประวุฒิ สายแวว และ ธีรศิลป์ แดงดา ช่วยให้ฝันของคนไทยที่จะได้เห็นแข้งสยามในพรีเมียร์ลีกมีโอกาสเป็นจริงมากขึ้น

3 นักเตะไทย เซ็นสัญญากับ แมนฯซิตี้

ทว่าหลังจากนั้นไม่นานเทรนเนอร์ อีริคส์สัน ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งทั้งๆ ที่เพิ่งทำงานมาได้เพียง 10 เดือน ท่ามกลางกระแสที่ไม่เห็นด้วยจากแฟนบอล ขณะที่ 3 นักเตะไทยก็ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสเกมลูกหนังเมืองผู้ดีอย่างที่หวังเนื่องจากติดปัญหาด้านวีซ่า

ในปีถัดมา ทักษิณ ก็ได้ขายสโมสรต่อให้กับ อาบู ดาบี ยูไนเต็ด กรุ๊ป ฟอร์ ดีเวล็อปเมนต์ แอนด์ อินเวสต์เมนด์ กลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในราคา 150 ล้านปอนด์ (ราว 9,000 ล้านบาท) ขณะที่ช้างศึกทั้ง 3 ก็ถูกยกเลิกสัญญาไปในที่สุด

วิชัย ศรีวัฒนประภา

วิชัย ศรีวัฒนประภา - เลสเตอร์ ซิตี้

ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท "คิง เพาเวอร์" อีกหนึ่งนักธุรกิจจากเมืองไทย ที่ได้ยึดครองทีมลูกหนังในประเทศอังกฤษ​ เจ้าสัววิชัย ได้เข้าไปถือครองสโมสร "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" เลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อเดือนสิงหาคม 2553 หรือตั้งแต่สมัยที่ทีมยังเล่นอยู่ในลีกรองอย่าง เดอะ แชมเปียนส์ชิพ โดยไม่ได้เปิดเผยเรื่องมูลค่าการเข้าถือหุ้น แต่คาดกันว่าน่าจะอยู่ที่ 35 ล้านปอนด์ (ราว 1,750 ล้านบาท)

หลังจากเข้ามาควบคุมกิจการทีมเลสเตอร์ฯ อย่างเต็มตัว เจ้าสัววิชัย ที่นั่งเก้าอี้ประธานสโมสรก็ได้ใช้เวลากว่า 4 ปีในการปรับปรุงโครงสร้างและแนวทางการบริหาร รวมถึงดึงตัว ไนเจล เพียร์สัน กลับมาคุมทีมอีกครั้ง จนในที่สุด เลสเตอร์ หรือฉายาปัจจุบัน "จิ้งจอกสยาม" ก็คว้าแชมป์ลีกแชมเปียนชิพ และขยับขึ้นมาเล่นใน พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2014-15 ซึ่งเป็นการกลับมาอยู่บนลีกสูงสุดเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี 

เลสเตอร์ ซิตี้ กลับสู่ลีกสูงสุด

สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา

สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา - เรดดิง เอฟซี

"บิ๊ก" สัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงเจ้าของ บริษัท สัญญาประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการบริการรับประกันภัย และเป็นผู้นำเข้ารถยนต์อิสระจากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอื่นๆ ในต่างประเทศอีกมากมาย อีกทั้งยังเป็นประธานบริหารสโมสร เพื่อนตำรวจ ในศึกฟุตบอลไทยพรีเมียร์ ลีก เป็นอีกคนที่คลั่งลูกหนังเข้าเส้น

ชื่อของ "เสี่ยบิ๊ก" กลายเป็นที่สนใจในชั่วข้ามคืนหลังเป็นโต้โผใหญ่ในการระดมทุนจากนักลงทุนกลุ่มต่างๆ อาทิ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ เจ้าแม่อสังหารริมทรัพย์ และ คุณนรินทร์ นิรุตตินานนท์ เข้าเทกโอเวอร์ สโมสร เรดดิง เอฟซี ทีมดังในแชมเปียนส์ชิพ เมื่อช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ 2557

"เดอะ รอยัล" นับเป็นสโมสรแดนผู้ดีสโมสรที่ 2 ที่มีนักลงทุนไทยถือครองอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการมาของ "เสี่ยบิ๊ก" ก็ได้มียกระดับทีมด้วยการดึงตัวนักเตะอย่าง แอนตัน เฟอร์ดินานด์ อดีตแข้งเวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาร่วมทีม พร้อมทั้งวางเป้าหมายในการขึ้นสู่ลีกสูงสุดตามรอยของ เลสเตอร์ ซิตี้

เดชพล จันศิริ

เดชพล จันศิริ - เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์

ชื่อของ เดชพล จันศิริ อาจจะไม่เป็นที่รู้จักในวงการกีฬามากนัก แต่ถ้าเป็นในแวดวงธุรกิจแล้วไม่มีทางเลยที่ใครจะไม่รู้จัก เนื่องจากเขาเป็นหนึ่งในทายาทของ ไกรสร จันศิริ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ "ทียูเอฟ" ผู้ผลิตและส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งและบรรจุกระป๋องระดับแถวหน้าของประเทศ อีกทั้งยังมีบริษัทในเครือร่วม 24 แห่งทั่วโลก

เมื่อช่วงเดือนมกราคม ต้นปีที่ผ่านมา เดชพล ก็ได้ตัดสินใจควักเงินส่วนตัวราว 30 ล้านปอนด์ (หรือ 1,480 ล้านบาท) เพื่อเป็นเจ้าของสโมสร "นกเค้าแมว" เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ ในศึกแชมเปียนส์ชิพ พร้อมเป้าหมายที่จะขึ้นสู่ลีกสูงสุดเช่นเดียวกันกับอีกหลายสโมสร 

บี เตชะอุบล

บี เตชะอุบล - เอซี มิลาน

นักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงในวงการตลาดหลักทรัพย์ ผู้บริหารแห่ง คันทรี กรุ๊ป ดีเวลลอปเมนต์ คือนักลงทุนชาวไทยคนล่าสุดที่มีเป้าหมายจะยึดครองทีมดังของยุโรป และยังเป็นการซื้อทีมในลีก กัลโช เซเรีย อา ลีกลูกหนังสูงสุดของ อิตาลี

ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ชื่อของ บี เตชะอุบล กำลังเป็นที่ฮือฮาของแวดวงกีฬาและธุรกิจ หลังจากที่มีข่าวว่าได้บรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นสโมสร "ปิศาจแดงดำ" เอซี มิลาน ยักษ์ใหญ่ของศึก กัลโช เซเรีย อา ด้วยเงิน 780 ล้านยูโร (ราว 31,200 ล้านบาท) พร้อมข้อตกลงกับ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี ประธานสโมสรเจ้าของทีมคนปัจจุบัน ว่าจะเริ่มถือหุ้น 20% ก่อนเพิ่มเป็น 65% ภายใน 1 ปี เพื่อให้กลายเป็นเจ้าของโดยสมบูรณ์

แม้ในช่วงเริ่มแรกทั้งสองฝ่ายจะมีการไว้เชิงออกมาปฏิเสธ แต่ในตอนนี้ทุกๆ อย่าง ก็ไม่มีอะไรให้ต้องปิดบังอีกต่อไป เมื่อภาพของทายาทคนโตของ สดาวุธ เตชะอุบล เจ้าของกลุ่มคันทรี กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ของเมืองไทย ขณะเดินทางไปเจรจากับ เอซี มิลาน ถึงอิตาลี หลุดออกมาให้แฟนๆ ลูกหนังได้เห็น จนคาดว่าทุกอย่างน่าจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้

แต่การจะถือครองทีมดังของทายาทแห่งตระกูลเตชะอุบล ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายไร้อุปสรรค เพราะ แบร์ลุสโคนี ยังมีตัวเลือกอื่นได้แก่คือ ริชาร์ด ลี นักธุรกิจฮ่องกงผู้ก่อตั้งบริษัท "แปซิฟิก เซ็นจูรี ไซเบอร์เวิร์คส์" ตัวแทนกลุ่มลงทุนจากจีน ซึ่งทาง "ลา กัซเซตตา เดลโล สปอร์ต" สื่อดังเมืองมะกะโรนี ได้ออกมาเผยว่า มิลาน ดีกรีแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 7 สมัย เป็นสโมสรที่ค่อนข้างได้รับความนิยมในสาธารณรัฐประชาชนจีน และอาจจะเป็นจุดที่ทำให้ แบร์ลุสโคนี สนใจก็ได้

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้