วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เอเวอเรสต์หลังแผ่นดินไหว รู้ทุกความเสี่ยง! ก่อนคิดบุกพิชิต

เอเวอเรสต์หลังแผ่นดินไหว รู้ทุกความเสี่ยง! ก่อนคิดบุกพิชิต

  • Share:

รู้ก่อนคิด! บุกพิชิตเอเวอเรสต์ รู้ไหมสถิติขาขึ้น 10 คน จะต้องตาย 1 คน ส่วนขาลงทุก 6 คน จะต้องตาย 1 คน และรู้หรือไม่ หากประสบอุบัติเหตุจนเดินกลับ base camp ไม่ได้ อาจถูกทิ้งให้ตายบนเทือกเขาหิมาลัย....

ขาขึ้นทุก ๆ 10 คน จะตาย 1 คน ส่วนขาลงทุก ๆ 6 คน จะตาย 1 คน

นายวิทิตนันท์ โรจนพานิช คนไทยคนแรกที่สามารถพิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดในโลก ในประเทศเนปาล ได้สำเร็จ และยังแวะเวียนเดินทางไปวัดใจที่ยอดเขาดังกล่าวมาแล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมกว่า 9 ครั้ง กล่าวเปิดใจกับ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ภายหลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ที่แผ่นดินแม่ของยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก ว่า ขอทำความเข้าใจก่อนว่า ยอดเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งมีระดับความสูง 8,848 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล เป็นจุดที่สูงที่สุดในโลก ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาหิมาลัย เพราะฉะนั้นการเดินทางขึ้นไป นักเดินทางทุกคนจะต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงชีวิต นานับประการ ไม่ว่าจะเป็น ออกซิเจนที่เบาบาง อากาศที่หนาวจัด ที่ระดับอุณหภูมิ -40 องศาเซลเชียส บวกกับลมที่พัดแรงอยู่ตลอดเวลา โดยลมที่อยู่บนยอดเขานั้น อาจมีความเร็วลมถึงมากกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่สิ่งที่เป็นอันตรายและคร่าชีวิตนักปีนเขาผู้รักความเสี่ยงมากที่สุด ก็คือหิมะถล่ม ที่สามารถจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และต่อให้นักปีนเขาที่มีความช่ำชองแค่ไหน ก็ไม่สามารถจะสังเกตเห็นได้ว่า มันจะเกิดขึ้นได้เมื่อไร ต้องอาศัยเพียงดวงและความระมัดระวังอย่างถึงที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถพาตัวเองไปพิชิตจุดที่สูงที่สุดในโลกได้ เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่สถิติจะบอกไว้ว่า ในทุก ๆ นักปีนเขา 10 คน ที่ไปเอเวอเรสต์ ขาขึ้นจะเสียชีวิต 1 คน ส่วนขาลง ในทุก ๆ 6 คน จะเสียชีวิต 1 คน

เดินไปหา จุดหมายคือที่สูงที่สุดในโลก

เสี่ยงปีนท้าความกล้า ได้เพียงปีละ 2 ช่วง

ด้วยเหตุเพราะความเสี่ยงจากหิมะถล่มนี่เอง จึงทำให้ในแต่ละปี จะมีเพียง 2 ช่วงเท่านั้น คือในช่วงเดือนเมษายน และตุลาคม ที่นักปีนเขาจะนิยมปีนขึ้นไปท้าทายความกล้า และความอดทนของตัวเอง โดยเฉพาะในเดือนเมษายนของทุกปีนั้น ถือเป็นช่วงเวลาทองที่จะมีนักท่องเที่ยวมาปีนเอเวอเรสต์เยอะที่สุด เพราะถือเป็นช่วงเวลาที่มีความอบอุ่นมากที่สุด แต่อบอุ่นที่สุดในที่นี้ หมายถึงที่อุณหภูมิประมาณ 5 องศาเซลเซียส! ณ จุด base camp ที่เป็นจุดพักของนักท่องเที่ยวก่อนเดินหน้าขึ้นพิชิตจุดที่สูงที่สุดในโลก เพราะโดยเฉลี่ยอุณหภูมิที่นั่นปกติ จะอยู่ที่ประมาณ -10 องศาเซลเซียส ตลอดเวลา

ทุกคนต้องตั้งอยู่ในความไม่ประมาท

ฉะนั้น ก็จะเห็นได้ว่าแม้ในช่วงเวลาปกติ การอยู่บนเอเวอเรสต์แบบธรรมดาทั่วไป ก็ถือว่ามีความเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น จึงไม่อยากจินตนาการเลยว่า หากต้องอยู่ที่นั่น ในช่วงเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว ซึ่งมีระดับความรุนแรงถึง 7.8 แมกนิจูด นั้น จะมีความอันตรายมากแค่ไหน!

หากเกิดแผ่นดินไหว แม้อยู่ base camp ใช่ว่าจะรอดชีวิต

โดยเท่าที่ได้ฟังจากเพื่อน ๆ นักปีนเขา ซึ่งได้เผชิญหน้ากับนาทีเสี่ยงชีวิตหลังจากเกิดแผ่นดินไหวบนเอเวอเรสต์ ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนนั้นทำอะไรกันไม่ถูก ไม่รู้จะหนีไปทางไหน เพราะมันเกิดขึ้นแบบฉับพลัน ไม่ทันรู้ตัว เพราะเนปาลไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงแบบนี้มาหลายสิบปีแล้ว ก็คิดดูแล้วกันว่า ปกติ ตรงบริเวณ base camp ซึ่งถือเป็นจุดที่ถือว่าปลอดภัยที่สุด ซึ่งอยู่ที่ระดับความสูง 5,364 เมตร จากระดับน้ำทะเล และเป็นจุดที่เค้าคำนวณกันเป็นอย่างดีแล้วว่า แม้จะเกิดหิมะถล่มแรงอย่างไร ก็ไม่มีทางมาถึงบริเวณนี้ได้ ก็ยังถูกหิมะไหลมาถล่มอย่างรุนแรง หลังจากเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ได้!

ต้องระมัดระวังให้จงหนัก เพื่อเตรียมพร้อมรับหิมะถล่มได้ตลอดเวลา
กางเต้นท์ รอนแรมบนจุดที่สูงที่สุดในโลก

วิธีเอาตัวรอด หากเจอหิมะถล่มบนเอเวอเรสต์

ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า หิมะถล่มที่เทือกเขาหิมาลัยนั้น ไม่ได้เป็นแบบที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า หิมะเบา ๆ นุ่ม ๆ แบบนั้น ถล่มลงมาจะรุนแรงอันตรายถึงชีวิตไปได้อย่างไร ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะหิมะถล่มในที่นี้อยากให้จินตนาการว่า เจอก้อนหินแบบที่ใช้ก่อสร้างในบ้านเรา แต่มีความเย็นจัดถล่มเข้าใส่ตัว จะเป็นอย่างไร ถึงจะถูกต้องมากกว่า

วิธีเอาตัวรอด เท่าที่ได้ฟังมา เขาก็บอก ๆ กันว่า ให้ตั้งสติอย่าตกใจ จากนั้นให้พยายามเคลื่อนตัวเหมือนกำลังว่ายน้ำตามกระแสหิมะถล่ม โดยให้ศีรษะอยู่เหนือแนวหิมะตลอดเวลา แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวนั้น วิธีนี้อาจจะใช้กับหิมะถล่มที่เทือกเขาหิมาลัยไม่ได้ เพราะที่นั่นเวลาเกิดหิมะถล่ม มักจะมีลักษณะความรุนแรงคล้าย ๆ เวลาเกิดสึนามิ นอกจากนั้น ก่อนที่จะมีคลื่นหิมะตามมา จะมีก้อนน้ำแข็งที่มีความแข็งไม่ต่างจากก้อนหินสักเท่าไรนำมาก่อน ซึ่งหากก้อนน้ำแข็งที่ว่ากระเด็นมาถูกจุดสำคัญของร่างกาย บอกได้เลยว่าเสร็จแน่นอน

หิมะถล่มความเสี่ยงอันดับหนึ่งของนักปีนเอเวอเรสต์

คตินักปีนเขา หากคิดพิชิตจุดสูงสุดของโลก "หากไปแล้วไม่ได้กลับก็ต้องยอม"

ทุกคนสามารถไปพิชิตจุดที่สูงที่สุดในโลกนี้ได้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะไปได้ ฟังแล้วอาจจะ งง ๆ (หัวเราะ) คือการจะไปเอเวอเรสต์นั้น ควรจะต้องมีประสบการณ์ในการปีนเขาลูกใหญ่ ๆ มาพอสมควร เพราะต้องจำให้ขึ้นใจว่า ไปที่นั่น ไม่ใช่การไปเดินเล่นชมวิว เฮฮา แต่เป็นการเดินทางรอนแรมไปคณะสำรวจ ฉะนั้น ใครจะไปจึงต้องคิดบวกเข้าไว้ และเตรียมใจไปพบกับปัญหามากมาย ทั้งเรื่องการเป็นอยู่ การกิน การนอน การขับถ่าย รวมถึงต้องเข้าใจเรื่องการใช้อุปกรณ์ปีนเขา และที่สำคัญคือการเอาตัวรอดในยามคับขัน ฉะนั้นจึงไม่แปลก ที่คนไปปีนเอเวอเรสต์บ่อย ๆ จะมีความคิดหนึ่งในสมองว่า "หากไปแล้วไม่ได้กลับก็ต้องยอม" ส่วนการเตรียมพร้อมด้านร่างกายนั้น ตอนผมจะไปครั้งแรก ผมใช้วิธีวิ่งวันละ 12 กิโลเมตร และฝึกแบกของหนัก 15 กิโลกรัม เดินขึ้นตึก ระดับ 61 ชั้น เกือบทุกวัน

ความงดงามที่แฝงไว้ด้วยความอันตราย

สัญญาณอันตราย เตือนคุณไม่ได้ไปต่อ พิชิตเอเวอเรสต์ รู้ไว้ก่อนเดินต่อไม่ได้เสี่ยงถูกทิ้งตาย!

หากเกิดอาการ หัวใจเต้นเหมือนกลองรัว เริ่มหายใจไม่เข้า วิงเวียนศีรษะอย่างมาก อาเจียน หากเกิดอาการเหล่านี้ ควรหยุดและรีบหาทางกลับลงมาที่ base camp ทันที เพราะสิ่งที่ควรรู้กันไว้ก็คือ ในส่วนของการกู้ภัยนั้น เฮลิคอปเตอร์สามารถบินมารับผู้ป่วยได้สูงสุด ก็คือ บริเวณ base camp เท่านั้น เพราะหากสูงไปกว่านี้ เฮลิคอปเตอร์จะบินไปไม่ถึง และไม่มีจุดใดที่จะสามารถจอดรับคนได้ และในกรณีที่นักปีนเขา เกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถเดินกลับมาที่ base camp จริง ๆ หากจะมีการกู้ภัย จะต้องใช้ชาวเผ่าเชอร์ปา (ชนเผ่าพื้นเมืองของเทือกเขาหิมาลัย) ซึ่งมีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดา และคุ้นชินกับอากาศที่เบาบางบนเทือกเขาหิมาลัย 6 คน ต่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเพียง 1 คน เพราะฉะนั้น หากไม่จำเป็นต่อการกู้ภัยและช่วยชีวิตจริง ๆ บางที นักปีนเขาที่ประสบอุบัติเหตุจนเดินไม่ได้ อาจถูกทิ้งไว้บนเอเวอเรสต์ ก็เป็นได้ เพราะการกู้ภัยและช่วยชีวิตนั้น มีความเสี่ยงต่อคนที่จะไปช่วยเหลือเหมือนกัน

เสน่ห์เย้ายวนเอเวอเรสต์ ที่ทำให้กล้าเสี่ยงตายไปเยือน!

ผมรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่าง เพราะบนนั้น มันสงบและเงียบ และที่สำคัญมันเปิดโอกาสให้เราได้ค้นพบตัวเอง ทุกครั้งที่ได้ไปจะเจออะไรบางอย่างกลับมาทุกครั้ง เหมือนที่ใคร ๆ กล่าวเอาไว้ว่า บนยอดเขาเอเวอเรสต์ คือ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งความรู้สึกของผมก็คิดว่า มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ

ความพินาศหลังเกิดแผ่นดินไหว จะทำให้มนต์ขลังของเอเวอเรสต์ หมดไปหรือไม่

ผมไม่คิดเช่นนั้น แต่ผมกลับรู้สึกว่า จะยิ่งทำให้เกิดความท้าทายสำหรับนักปีนเขา มากยิ่งขึ้นไปอีก แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น อยากให้ทุกคน เอาเป็นอุทาหรณ์สอนใจว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ มนุษย์ทุกคนจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกๆ เหตุการณ์ ที่จะเกิดขึ้น

ประสบการณ์เลวร้ายเฉียดตายบนเอเวอเรสต์

ตอนนั้นอยู่ที่ระดับความสูงร่วม 8,000 เมตร จากระดับน้ำทะเล ผมเกิดก้าวพลาด เพราะมัวแต่ถ่ายรูป ไม่ได้มองทางจนลื่นกลิ้งตกลงมา เป็นระยะทางร่วม 100 กว่าเมตร แต่โชคดีที่เชือกเซฟตี้ที่เหลือเพียงเส้นเดียว ช่วยพยุงชีวิตเอาไว้ และอาศัย เชอร์ปา ซึ่งเป็นผู้นำทาง มาช่วยไว้ได้ทัน วินาทีนั้น ตัวเองยังไม่คิดเลยว่าจะรอดชีวิตมาได้ แต่แม้จะเกิดประสบการณ์เสี่ยงความเป็นความตายมาเช่นนี้ ผมก็ไม่คิดจะเลิกไปเอเวอเรสต์ แม้แต่เพียงนิดเดียว

** ขอบคุณทุกภาพประกอบจาก คุณวิทิตนันท์ โรจนพานิช ***

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้