วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


รู้หรือไม่ ?!?

โดย น้าเน็ก

นานมาแล้ว ผมถูกคนรอบข้างต่อว่าบ่อยมาก ว่าเป็นพวกรู้ดีแต่เรื่องของตัวเอง สนใจแต่เรื่องแคบๆ ไม่ใช่ในความหมายของการละเลยหรือใส่ใจผู้อื่นน้อย ประเภทไม่ตักแกงให้ กุ้งหอยปูปลาไม่บริการแกะยังงี้ เปล่า แต่เป็นลักษณะ ถ้าใครพูดถึงอะไรที่อยู่นอกเหนืออาชีพ นอกไลน์หน้าที่การงาน หลุดจากวงจรชีวิตประจำวัน กูจะไม่รู้เรื่องเลยครับ ตกข่าวเหมือนที่บ้านเสาไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง ข้อมูลข่าวสารบ้านเมืองในหัวช่างผิวเผิน เพื่อนฝูงเอือมใจมาก 

ซึ่งแรกๆ ก็ไม่ได้วิตกกังวลเท่าไหร่ เพราะชอบยึดหลักว่า อย่างน้อยคนเราควรฉลาดในวิชาชีพตัวเองไว้ก่อนสิ เรื่องอื่นขาดๆ เกินๆ ก็ช่างแม่ง มันต้องวิกิพีเดียไปเสียทุกสิ่งอัน สาระแนทุกวงการด้วยเรอะ ปรุโปร่งเฉพาะที่ใช้ทำมาหากินก็พอแล้วมั้ง

ต่อมาถึงเริ่มเข้าใจ น่าเศร้าสิ้นดีกับการปล่อยโลกไหลผ่านตัวเอง ไม่สนใจรับรู้ ทั้งที่หนึ่งวันมีสิ่งใหม่เกิดขึ้นตั้งเยอะแยะ ลำพังแค่นั้นมันไม่พอจริงๆ ครับ (ฉีกหนังสือพิมพ์กินประกอบการยืนยัน)

อาจเพราะงานที่ทำปัจจุบันช่วยบังคับให้ต้องพยายามเปิดรับ หาข้อมูลรอบตัวใส่หัวไว้มากๆ งานเขียนเป็นสิ่งที่เขียนจากความรู้สึก จากจิตใจก็จริง (เวลาไม่มีใจจะเขียนเป็นยังไงเหรอครับ ในหัวเหมือนมีคนกดปุ่มแบ็กสเปซค้างไว้ไงครับ เวิ้งว้างว่างเปล่า) กระนั้นข้อมูลก็ยังสำคัญกว่า ปล่อยออกไปหนึ่งส่วน แต่ตัวคนเขียนต้องรับเข้ามาห้าส่วน รับเข้าต้องมากกว่าปล่อยออกเสมอ จึงจำต้องรู้ให้มากสุด ทั้งสร้างสรรค์ จำเป็น จนถึงอีที่ไร้สาระบ้าๆ บอๆ

ผมเคยหงุดหงิดจิตหลุดเวลาถูกใครมาเบ่งใส่ว่า อี๋ว์ ไปอยู่ไหนมา เค้ารู้กันตั้งนานละ ได้ยินทีไรรู้สึกคล้ายผื่นจะขึ้น เผลอทำหน้าตูดปากอูฐ แล้วยังไง ไม่รู้ซักเรื่องแล้วมันยังไง พลางคาดโทษในใจ อย่าให้ซักวันกูรู้เรื่องไหนก่อนมึงบ้างเชียว คอยดู

ส่วนตอนนี้เหรอ ถ้าเจอใครพูดงี้ ต้องรีบถลันเอาหูเข้าไปฟังเลยครับ เรื่องอะไรไหนวะ อัพเดตสถานการณ์วินาทีปัจจุบันด่วนๆ

จากเหตุเหล่านั้น บวกกับสภาพสังคมอุดมทัศนะ ข้อมูลล้นหลาม ณ เวลานี้ สามารถสรุปได้ว่า ชีวิตประจำวันของเรา ประกอบด้วยสามเรื่องใหญ่ต่อไปนี้…

หนึ่ง! … เรื่องที่อยากรู้
สอง! … เรื่องที่ไม่อยากรู้ แต่จำเป็นต้องรู้
สาม! … เรื่องที่อยากหรือไม่อยากรู้ก็ได้ จะรู้หรือไม่รู้ก็ไม่สำคัญอีกต่างหาก

(โดยความเป็นจริง อีข้อหนึ่งกับข้อสามมักมารวมเป็นข้อเดียวกันจนแยกไม่ออกทุกที - _ -“)

เอาข้อแรกก่อน สิ่งที่เราอยากรู้ … ขึ้นต้นว่าอยากรู้เองเนี่ย ที่เหลือก็ไม่ต้องถามแล้วล่ะว่าสำคัญไหม จำเป็นไหม ตัดเรื่องนั้นไปได้เลย ก็กูอยากรู้อ่ะ จบป่ะ

หมวดนี้ได้แก่อะไรบ้างครับทุกคน … อยากรู้ว่าจะเรียนต่อที่ไหน อยากรู้ว่าจะกู้เงินธนาคารซักสิบล้านต้องดำเนินการอย่างไร อยากรู้ว่าเที่ยวโตเกียวคนเดียวต้องทำยังไง อยากรู้ว่าอาหารที่กินเมื่อครู่มีพลังงานเท่าไหร่ อยากรู้เรื่องที่อีจุ๊บกับอีจูนมันทะเลาะกันเรื่องผัวอีแจน ตกลงเคลียร์ได้ยัง อยากรู้ว่ากรุ๊ปไลน์ร้อยกว่าคนกำลังคุยอะไร เด้งเตือนเป็นระนาด

คือเป็นสิ่งที่อาจมีหรือไม่มีสาระก็ได้ แต่เราอยากรู้ สนใจ ปล่อยพลังทางบวกตลอดเวลาที่ขวนขวายค้นหา มันน่าจะเกี่ยวข้องกับชีวิตประมาณนึงแหละ อยากรู้ความคืบหน้าของฟีดข่าวเฟซบุ๊ก อยากดูว่ามีใครอัพรูปบ้าง เป็นต้น

พูดเรื่องนี้ก็ต้องอธิบายหน่อย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบถูกปิดกั้นการรับรู้ครับ หรือค้นพบว่ารู้อะไรทีหลังนี่จะนอยด์มาก บางรายถึงขั้นโมโหไฟท่วม แก๊งเพื่อนไปเที่ยวเกาหลีเกือบอาทิตย์ ยังไม่อัพ ไม่แชร์ความเคลื่อนไหวให้เห็น เงียบสนิท ไปกันหลายคนด้วยสิ ทำไมวะ นี่มันรวมหัวกันปกปิดให้กูเป็นคนเดียวที่ไม่รู้อะไรเลยหรือเปล่า ไม่ได้การ ต้องหาซักทางเพื่อสืบให้ได้ ทำนองนี้ก็เป็นโฟเบียชนิดหนึ่ง คือกลัวการตกข่าว เห็นไหม ทั้งหมดก็เพื่อตอบสนองความอยากรู้ของตัวเองทั้งนั้น

ข้อสอง เรื่องที่ไม่อยากรู้ แต่จำเป็นต้องรู้ … มักมีสาระ แต่ไม่ค่อยสนุก เออ กฎบัตร กฎหมาย บัญญัติ มารยาท วิชาการเรียนหนังสือ ทำนองนี้ ไม่ค่อยมีใครอยากรู้หรอก แต่ไม่รู้ไม่ได้ครับ เพราะจะอยู่กับเพื่อนร่วมสังคมยาก โบยตีตัวเองเพื่อรับมันเข้าหัวไปให้หมด

และสุดท้าย สิ่งที่อยากหรือไม่อยากรู้ก็ได้ … หมายถึง แม้ไม่รู้ก็ไม่มีใครว่าโง่ หรือต่อให้รู้ ก็ไม่ได้ก่อประโยชน์อะไรนัก ห่างไกลตัวเรา เรียกว่าเอาไว้ประดับสติปัญญา รู้ก็สนุกดีเฉยๆ อาทิ … แกๆ รู้ไหม ดาวพลูโตมีขนาดเล็กกว่าประเทศรัสเซียอีกนะ เพราะดาวพลูโตมีพื้นที่สิบหกล้านตารางกิโลเมตร ส่วนรัสเซียมีพื้นที่สิบเจ็ดล้าน หากโพล่งไปดังนี้ อีเพื่อนก็จะมองแรงใส่พร้อมแสยะปากว่า เหรอจ๊ะ … หรือโดยเฉลี่ยหนึ่งปี พวกเราจะเผลอกินริ้น ไร เห็บ เหลือบเข้าท้องไปแบบไม่ตั้งใจ ราวคนละเกือบห้าร้อยตัว อันนี้ไม่รู้ว่ารู้ทำไม ได้แต่ขนลุกขนพอง พอให้อุทานหยาบๆ คายๆ สักหนึ่งชุดใหญ่ ก็จบ

แต่ไม่ว่าเป็นเรื่องราวประเภทไหน จะอยากหรือไม่อยากก็ตาม การมีความรู้รอบตัวสำรองในสมองบ้าง แม้ไม่ค่อยใกล้ตัว ก็เป็นสิ่งพึงประสงค์ เพื่อเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นที่ไม่มีใครบอกได้ว่าเมื่อไหร่ เข้าตำรารู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหามไงล่ะเด็กๆ คุ้นหูบ้างรึยัง คลิปไหนกำลังดัง อัลบั้มของใครมาแรง กระแสดราม่าหนังใหม่ ฯลฯ แถมบางทีก็เป็นเสน่ห์รูปแบบหนึ่งด้วย

ใครๆ ก็ย่อมรู้สึกดี เวลาคุยกับคนที่มีของ โลกกว้าง ทัศนคติหลากหลาย ณ จุดนี้คือไม่ต้องถึงขั้นกูรู เชิงลึกเสียหมดจนชาวบ้านดูโง่ แต่สมมติอ้าปากเริ่มประเด็นใดขึ้นมา สามารถช่วยสานต่อบทสนทนาให้ไหลลื่นได้ พอมีประสบการณ์ผ่านหูผ่านตามาบ้าง ไม่ใช่แบบว่า โอเค มึงเก่งหุ้น และเป็นโอตาคุโรงยิม หากชวนคุยในสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตหุ้นกับเล่นกล้าม เพาะกายแล้วไซร้ จะยากแก่การปฏิสัมพันธ์ ยังงี้ไม่ไหว ยกเว้นพ่อแม่ เพื่อนสนิท ที่เหลือใครจะจูนมึงติดครับ

ขณะเดียวกัน ระดับของการรอบรู้ พึงถูกจัดสรรให้แสดงออกแต่พอดีๆ ด้วย (เป็นชีวิตที่หาความพอดียาก) นึกภาพออกไหม ไอ้ที่มีคลังเรื่องราวน้อย คุยด้วยแล้วไม่สนุก เพราะมันพูดไม่รู้ภาษาเลย น่าเบื่อฉันใด อีพวกรู้ไปหมด ประเด็นเยอะ ท็อปปิกแยะ สตอรี่เพียบก็ไม่ได้แปลว่าจะน่าสมาคม ประเภทขอแค่มีใครชวนคุยก็พร้อมขุดออกมาเล่าน้ำไหลไฟดับ แตะเรื่องไหนเชี่ยวชาญทั้งสิ้น ดังนี้พานจะน่ารำคาญอีกเช่นกัน ไม่น่ามีใครอยากคุยกับคนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกด้อยลง … ยังไงครับ ปกติคนที่บ้านไม่ให้พูดเหรอครับ ทำไมออกแนวอัดอั้นตันใจ

ทุกวันนี้ผมก็ยังมีสิ่งที่ตัวเองไม่สนใจอยู่เยอะทีเดียว ใช่ว่ารักษาหาย กลับตัวกลับใจกลายเป็นคนบริโภคข่าวสารจนแน่นพุง ยืนยันคำเดิมว่าใครมันจะไปรู้ทุกเรื่องในโลกล่ะจริงไหม แต่ก็พยายามเลือกเปิดรับให้มากขึ้น อ่านหนังสือที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตบ้าง ดูหนังทุนต่ำ (และความสนุกก็ต่ำ) เสพรายการทีวีแนวที่ปกติไม่เคยใส่ใจ อ่านข่าวไร้สาระ ซึ่งพบว่ามันให้สาระดีเหมือนกัน

เพราะโลกยังมีเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้ รอให้รู้อีกมากมาย

น้าเน็ก

นานมาแล้ว ผมถูกคนรอบข้างต่อว่าบ่อยมาก ว่าเป็นพวกรู้ดีแต่เรื่องของตัวเอง สนใจแต่เรื่องแคบๆ ไม่ใช่ในความหมายของการละเลยหรือใส่ใจผู้อื่นน้อย ประเภทไม่ตักแกงให้ กุ้งหอยปูปลาไม่บริการแกะยังงี้... 27 เม.ย. 2558 11:56 29 เม.ย. 2558 10:04 ไทยรัฐ