วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ย.ยาง...เปลี่ยนไป

ย.ยาง...เปลี่ยนไป

โดย ชมชื่น ชูช่อ
28 เม.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

“โครงการสร้างมูลภัณฑ์กันชนรักษาเสถียรภาพราคายาง เป็นความล้มเหลวเชิงนโยบาย เพราะใช้เงินกันอย่างสุรุ่ยสุร่าย ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไปหาซื้อยางมาเก็บเข้าสต็อก พอเงินหมด ถือว่าหมดโปรโมชั่น พวกพ่อค้ารู้ดี เดี๋ยวก็พากันออกมาทุบราคาลงอีก เพราะกองทุนต่างๆจัดการความเสี่ยงไม่ได้”

ดร.มนต์ชัย พินิจจิตรสมุทร กล่าวในการเสวนาเรื่อง การสร้างเสถียรภาพอุตสาหกรรมยางพาราไทยอย่างยั่งยืน จัดโดยภาควิชาเศรษฐ– ศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา...พร้อมกับทำนายอีกว่า ในอนาคตปัญหายางจะมีเกิดขึ้นอีกมากมาย เพราะจีนได้ปลูกยางไปแล้วที่สิบสองปันนา

โดยเฉพาะที่เชียงรุ้ง ปลูกไว้ 6 ล้านกว่าไร่ เปิดกรีดไปแล้ว 4.6ล้านไร่ ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว และเวียดนามก็ปลูกยางกันทุกที่ แถมยังมีกลุ่มวิสาหกิจเวียดนาม สมาคมยางพาราเวียดนามที่เข้มแข็ง สามารถออกมาต่อรองราคากับผู้ซื้อยางได้อีกด้วย

อินเดียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ไม่น่าเชื่อ ในอดีตเคยแต่ซื้อยางจากบ้านเรา วันนี้เริ่มเอายางออกมาขายในตลาดแล้ว

มีหลายประเทศปลูกยางมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันการนำยางธรรมชาติไปใช้กลับน้อยลง

อ.อัจฉรา ปทุมนากุล ให้ข้อมูลสถิติการใช้ยางของโลกไว้อย่างน่าสนใจ...จีนเป็นประเทศที่ใช้ยางพารามากที่สุด 32% รองลงมาเป็นยุโรป 11% ไทย 4% เท่ามาเลเซีย ส่วนประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติไม่ได้ มักจะใช้ยางสังเคราะห์แทน

ในอนาคตอุตสาหกรรมยางล้อมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มทุกปี และจะเปลี่ยนเป็นยางเรเดียลมากขึ้น...แต่การใช้ยางธรรมชาติจะน้อยลง

เพราะเทคโนโลยีการผลิตยางเรเดียลมีการคิดหาวิธีใช้ยางธรรมชาติให้น้อยลง จากเดิมมีการใช้ยางธรรมชาติ 8-10 กก.ต่อเส้น ปัจจุบันได้ลดลงมาเหลือ 5.8 กก.ต่อเส้น

แม้กระทั่งการประกอบรถยนต์หนึ่งคัน เมื่อปี 2544 จะมีการใช้ยางธรรมชาติ 4.31 กก.ต่อคัน ปี 2555 การใช้ยางธรรมชาติลดลงมาเหลือ 0.22 กก.ต่อคัน เพราะมีการใช้ยางสังเคราะห์มากขึ้น.

ชมชื่น ชูช่อ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้