วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รธน.กับความเหลื่อมล้ำ

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาประเทศไทยมีข่าวดีที่น่าภูมิใจระดับโลกข่าวหนึ่ง นั่น ก็คือ รายงานดัชนีความสุขโลกประจำปี ของเครือข่ายสหประชาชาติ เปิดเผยผลการสำรวจใน 158 ประเทศ ยกให้ไทยเป็นประเทศที่ผู้คนมีความสุขเป็นอันดับ 34 ของโลก มีความสุขมากกว่ามาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว พม่าและกัมพูชา และสุขกว่าแม้แต่คนเกาหลีใต้และญี่ปุ่น

แต่ในสัปดาห์เดียวกันนั่นเอง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. เปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ไทยมีคนจนและเกือบจนรวมกันกว่า 14 ล้านคน แม้จะลดลงจากปี 2556 แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำของรายได้ ระหว่างกลุ่มคนรวยที่สุดกับกลุ่มจนที่สุดเกือบ 35 เท่า จึงต้องเร่งยกระดับรายได้ของคนจน ผู้ด้อยโอกาสและผู้มีรายได้ต่ำสุด

ข้อมูลของ สศช.เมื่อปลายปี 2557 กำหนดเส้นแบ่งความยากจนไว้ว่า ผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเดือนละ 2,492 บาท เป็น “คนจน” มีอยู่ 8.4 ล้านคน และกลุ่มผู้มีรายได้สูงกว่าเล็กน้อย เป็น “คนเกือบจน” อีก 7.2 ล้านคน รวมเป็น 15.6 ล้านคน ก่อนหน้านี้มีการเปรียบเทียบว่ามีเงินได้ 100 บาท เป็นของกลุ่มรวยสุด 55 บาท กลุ่มคนจนได้แค่ 4.30 บาท

ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ จึงกลายเป็นปัญหาสำคัญ และเป็นปัญหายืดเยื้อเรื้อรังของสังคมไทย ไม่ว่ารัฐบาลไหนๆหรือแผนพัฒนาการเศรษฐกิจกี่ฉบับ ก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2517 ซึ่งประกาศใช้เมื่อ 41 ปีก่อน อาจเป็นฉบับแรกที่เขียนไว้ชัดเจน ว่า “รัฐบาลพึงดำเนินการให้ความเหลื่อมล้ำในฐานะของบุคคลในทางเศรษฐกิจและสังคมลดน้อยลง”

น่าเสียดายที่รัฐธรรมนูญ 2517 มีอายุอยู่ได้แค่สองปี และเป็นสองปีที่บริหารโดยรัฐบาลผสมร้อยพ่อพันแม่ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็ได้สืบทอดเจตนาต่อโดยเขียนไว้ตรงกันว่า “รัฐต้องกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม” เปลี่ยนจากคำว่า “พึง” ซึ่งเป็นแค่ข้อเสนอแนะในฉบับ 2517 มาเน้นหนักแน่นว่า “ต้อง” คือบังคับให้ต้องทำ

แต่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงรับอาสาสืบทอด เจตนาต่อ โดยแยกเรื่องการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมออกมาเป็นหมวดต่างหาก และให้มีสภาขับ เคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินการ แม้รัฐบาลต่อไปจะไม่สนใจสานต่อ

แต่จากประสบการณ์จริงที่ผ่านมา การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในขณะนี้ก็คือแม้รัฐบาล คสช.จะมุ่งมั่นแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำและลงมือดำเนินการด้วยการปฏิรูประบบภาษี เริ่มต้นด้วยภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง แต่ถูกต่อต้านหนัก และยังไม่รู้ว่าชะตากรรมจะเป็นอย่างไร มาตรา 44 ยอดกายสิทธิ์จะช่วยได้หรือไม่?

27 เม.ย. 2558 09:57 27 เม.ย. 2558 09:57 ไทยรัฐ