วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมืองไทยยุค Digital

ผมเพิ่งได้รับ นิตยสาร Digital Age ฉบับปฐมฤกษ์เดือนเมษายนมาเล่มหนึ่ง ความจริงไม่ใช่นิตยสารใหม่ แต่เป็นนิตยสารที่ออกมาสิบกว่าปีแล้วในชื่อ นิตยสาร E-COMMERCE เพิ่งมาเปลี่ยนชื่อเป็น Digital Age ในฉบับเดือนเมษายนเป็นต้นไป เพื่อขานรับ “เศรษฐกิจดิจิตอล” หรือ Digital Economy ของรัฐบาลที่มี “คุณชายอุ๋ย” ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อน

เมื่อพูดถึง Digital Age แล้ว ผมก็ถือโอกาสนี้เล่าถึง เศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) อนาคตใหม่ของประเทศไทย ที่กำลังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ส่วนใครที่สนใจ นิตยสาร Digital Age เพื่อก้าวทันเศรษฐกิจดิจิตอลยุคใหม่ ก็ไปหาอ่านกันเอาเอง

จากการสำรวจของ นิตยสารบิซิเนส เทรเวลเลอร์ ล่าสุด จากผู้ที่เข้าพักในโรงแรมต่างๆ ถึง บริการพิเศษต่างๆ ที่โรงแรมมอบให้กับลูกค้าว่า บริการอย่างไหนที่ลูกค้าต้องการมากที่สุด ผลการสำรวจพบว่า อันดับ 1 คือ ไวไฟฟรี คิดเป็น ร้อยละ 58.1 รองมาเป็น อาหารเช้าฟรี ร้อยละ 25.6 ส่วน บริการพิเศษในเอ็กเซ็กคิวทีฟ คลับ มีคนต้องการเพียงร้อยละ 14.1 และ ฟิตเนส คลับ มีคนต้องการเพียงร้อยละ 0.9 เท่านั้น

แสดงว่าลูกค้าที่เข้าพักในโรงแรมทุกแห่งต้องการ “ไวไฟฟรี” มากที่สุด

โลกวันนี้เครือข่ายดิจิตอลจึงมาแรงและมาเร็ว การเปลี่ยนชื่อหัวและเนื้อหาของ นิตยสาร E-COMMERCE เป็น Digital Age จึงมาถูกทางแล้ว

นโยบาย “เศรษฐกิจดิจิตอล” หรือ Digital Economy ของ รัฐบาล คสช. ก็เช่นเดียวกัน ถือเป็นนโยบายที่มาถูกทางแล้ว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในโลกยุคใหม่ โลกของการค้าขายบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ เจ้าของโปรเจกต์ Digital Economy วาดฝันว่าภายในอนาคตอันใกล้ 1-2 ปี ภาครัฐ จะเปลี่ยนไปเป็น “รัฐบาลดิจิตอล” (Digital Government) ภาคประชาชน ก็จะเปลี่ยนไปเป็น “ประชาชนดิจิตอล” (Digital Citizen) การบริการระหว่างภาครัฐกับประชาชนจะไปอยู่บน “อินเตอร์เน็ต” และ “โทรศัพท์มือถือ” ทุกอย่างจะเป็นระบบ Smart Service ซึ่งเวลานี้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ทดลองไปตั้ง ศูนย์ G-Point ที่ เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อทดลองให้บริการข้อมูลภาครัฐผ่านทางดิจิตอล เช่น การตรวจสอบสิทธิประโยชน์เรื่องข้อมูลประกันสังคม เบี้ยผู้สูงอายุ เป็นต้น

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร คาดว่า ภายในปี 2558 นี้ ประชาชนจะได้ใช้บริการของรัฐโดยไม่ต้องใช้ สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน อีกต่อไป ซึ่ง กระทรวงมหาดไทย ได้เริ่มดำเนินการในเรื่องนี้แล้ว โดยมีหนังสือแจ้งไปยังหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่า

“ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่เรียกสำเนาภาพถ่ายเอกสาร หรือแนะนำให้ผู้ร้องไปขอคัดสำเนารายการทะเบียนบ้าน หรือรายการบัตรประจำตัวประชาชน แต่ให้เจ้าหน้าที่คัดสำเนารายการทะเบียนบ้าน หรือรายการบัตรประจำตัวประชาชน จากฐานข้อมูลทะเบียนและบัตรประชาชน ในระบบคอมพิวเตอร์ของสำนักทะเบียนแทน โดยไม่ต้องลงชื่อรับรองเอกสารก็ได้”

ที่ผ่านมารัฐบาลเสียเงินมากมายจัดทำ “บัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ด” มีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก แต่ไปเขตทีไร ต้องไปถ่ายสำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน (ในราคาแพง) ทุกครั้ง ทั้งที่ข้อมูลก็อยู่ในเขตหรืออำเภอนั่นแหละ

ที่แย่กว่านั้น การติดต่อทางธุรกิจกับราชการและรัฐวิสาหกิจ นอกจากต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านผู้มีอำนาจแล้ว ยังต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองจากกรมธุรกิจการค้าทุกหน้า สำเนาเอกสารการจดทะเบียนทุกชนิด ไปจนถึงหนังสือบริคณห์สนธิ ที่ผู้ก่อตั้งและทนายผู้จดตายไปเกิดใหม่แล้ว ก็ยังต้องส่งสำเนาอีก ล้าหลังยิ่งกว่าแอฟริกาเสียอีก

ผมขอเอาใจช่วยให้ Digital Economy บรอดแบนด์แห่งชาติ Big Data Center ไปจนถึง รัฐบาลดิจิตอล และ ประชาชนดิจิตอล ประสบความสำเร็จโดยเร็ว ถ้า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำได้สำเร็จ จะถือเป็นการ “ปฏิวัติเศรษฐกิจไทย” ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

26 เม.ย. 2558 10:00 26 เม.ย. 2558 10:00 ไทยรัฐ