วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สปช.แบไต๋ ขอต่อวีซ่านั่งเก้าอี้

บวรศักดิ์แย้ง เนื้อหาไม่มาก วัฒนาฉะรธน. สืบต่ออำนาจ

“บวรศักดิ์” แย้ง “วิษณุ” หั่นทิงรัฐธรรมนูญ 20-30 มาตรา ยกเหตุมีเนื้อหามาก เพราะเพิ่มหมวดปฏิรูปและปรองดอง มั่นใจชี้แจงที่มาได้ทุกมาตรา ค้านนำเนื้อหาใส่กฎหมายลูก หวั่นถูกดองซ้ำรอยรัฐธรรมนูญปี 40 และ50 แย้มเลื่อนเลือกตั้งต้องแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อไทยขึงพืดถล่มร่างกติกาฉบับ ใหม่ “วัฒนา เมืองสุข” ของขึ้นซัดเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจเผด็จการเต็มรูปแบบ ชี้สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศครองอำนาจล้นฟ้าไม่ต่างจากมาตรา 44 “จาตุรนต์” จี้ทบทวนร่างใหม่พร้อมให้ทำประชามติชี้ขาด ด้านการอภิปรายร่าง รธน. วันที่หก สปช.แย้มไต๋ขอนั่งเก้าอี้ต่อ ยึดสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สืบทอดอำนาจต่อเนื่อง อ้างต้องใช้ความกล้าหาญ มิเช่นนั้นการปฏิรูปจะเสียเปล่า

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านเข้าสู่วันที่หก ในภาคการปฏิรูปและการปรองดอง ยังคงมีสมาชิก สปช.อภิปรายเนื้อหากันอย่างหลากหลาย ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 315 มาตรา ไม่ได้มีมากมายจนเกินไป

เปิดเวทีถกร่าง รธน.วันที่หก

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 25 เม.ย. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว เป็นวันที่หก มี น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยเป็นการพิจารณาเนื้อหารัฐธรรมนูญในภาค 4 การปฏิรูปและการปรองดอง ในช่วงแรกเป็นการให้ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านต่างๆของ สปช. อภิปรายความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ อาทิ นายจุมพล รอดคำดี ประธาน กมธ.ปฏิรูปการสื่อสารมวลชน อภิปรายว่า การปฏิรูปสื่อ ควรมีกลไกขับเคลื่อนการทำงานของสื่อให้มีอิสระ เสรีภาพ และสนับสนุนให้จัดตั้งองค์กรกลาง มาตรวจสอบหน้าที่การทำงานของสื่อ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาเรื่องสื่อตรวจสอบกันเอง

ต้าน สปช.นั่งครองอำนาจต่อ

นายเกริกไกร จีระแพทย์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเกษตรและอุตสาหกรรม อภิปรายว่า การขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ต้องเกิดประสิทธิภาพ หลังจากที่รัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ จึงจำเป็นต้องมีกลไกมาขับเคลื่อนการปฏิรูปต่อ เพราะการปฏิรูปไม่ควรทำแค่ 5 ปี ต้องทำต่อจากนั้นด้วย จึงสนับสนุนให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ มาทำงานการปฏิรูปต่อจาก สปช. แต่ที่มาควรมาจากการคัดสรรใหม่ทั้งหมด ถ้าจะให้ สปช.ไปทำหน้าที่ต่อกันเอง จะมีข้อครหาจากสังคม จึงไม่ควรมีใครอยู่ทำหน้าที่ต่อ

เน้นสื่อมีเสรีภาพบนความรับผิดชอบ

ขณะที่นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ คนที่ 2 ชี้แจงเรื่องการปฏิรูปสื่อมวลชนว่า สื่อมวลชนต้องมีเสรีภาพ เพื่อให้การทำงานแสวงหาข่าวสารและแสดงความคิดเห็นเป็นไปอย่างรอบด้าน ให้ประชาชนนำไปประกอบการวินิจฉัย ถ้าประชาชนมีข้อมูลข่าวสารถูกต้องและรอบด้าน จะวินิจฉัยเรื่องต่างๆได้ถูกต้อง ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงกำหนดสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและให้สื่อมีเสรีภาพบนความรับผิดชอบ ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯกังวลเกี่ยวกับการนำเสนอข่าวที่เนื้อข่าวอย่างหนึ่ง พาดหัวอย่างหนึ่ง การวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อทำได้ แต่ต้องมีจริยธรรมบนพื้นฐานความเป็นจริง แต่แม้จะมีกลไกควบคุมสื่อฯ ประชาชนก็ต้องช่วยดูแลด้วย

สปช.ตราดหนุนยึดเก้าอี้ต่อ

ต่อมาเวลา 12 .40 น. เข้าสู่การอภิปรายในหมวด 2 การปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรม โดยนายกิตติ โกสินสกุล สปช.ตราด อภิปรายว่า เสนอให้คณะ กมธ.ยกร่างฯ เขียนบทบัญญัติให้ สปช.ทำหน้าที่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไว้ในรัฐธรรมนูญต่อไป ไม่ต้องสนใจข้อครหาว่า เป็นการสืบทอดอำนาจ หรือต้องการอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะการสืบทอดการทำงานด้านปฏิรูปจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญ ประชาชนจะได้ไม่ต่อว่าเป็นการปฏิรูปที่เสียเปล่า

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี สปช.ยะลา อภิปรายว่า ในส่วนการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ขอเสนอให้มีการเพิ่มเติมสัดส่วนผู้หญิงจากสมาชิก สปช. สนช. และผู้ทรงคุณวุฒิ ไม่เกิน 15 คน เข้าไปทำงานตำแหน่งดังกล่าว เพื่อทำงานควบคู่ไปกับผู้ชาย

มึน รธน.อ่านแล้วเข้าใจยาก

จากนั้น พล.ร.อ.ศุภกร บูรณดิลก สปช. อภิปรายว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหาเรื่องการใช้ภาษา วิธีการเขียน และวิธีการร้อยเรียงเรื่อง พบว่ามีการใช้คำและภาษาซ้ำไปซ้ำมา วกวนสับสน เข้าใจยาก อาจจะเกิดปัญหาตีความในอนาคตได้ แต่ในภาพรวมสมาชิก สปช.ยังรู้สึกพอใจ และให้คะแนนร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในเกณฑ์สูง จึงไม่น่าเป็นเรื่องกังวล ขณะนี้ยังมีเวลาอีกมากในการปรับปรุงแก้ไข จึงอยากให้ทบทวนร่างให้มีความกระชับ เข้าใจง่าย มั่นใจว่าภารกิจร่วมกันครั้งนี้ของ กมธ.ยกร่างฯและ สปช.จะสำเร็จลุล่วงได้อย่างแน่นอน

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สปช. อภิปรายว่า ขณะนี้มีเสียงสะท้อนจากหลายฝ่ายอยากให้มีเลื่อนการเลือกตั้ง ทำให้มีความกังวลเกิดขึ้น จึงอยากให้หนักแน่น เนื่องจาก สปช.กำลังทำภารกิจเพื่อประเทศ ส่วนตัวสนับสนุนการจัดตั้งสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ แต่ต้องทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆให้การปฏิรูปสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หากมีความจริงใจในการสร้างบรรยากาศความปรองดอง ขอให้ คสช. ยกเลิกประกาศ คสช.ฉบับที่ 97 และ 103 เกี่ยวกับการเผยแพร่ข่าวสารของสื่อมวลชน เพราะพื้นที่ที่ปลอดภัยของการแสดงความเห็นเป็นจุดเริ่มต้นความปรองดอง

กมธ.ยอมถอยปฏิรูปตำรวจ

ต่อมานายจรัส สุวรรณมาลา กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงเกี่ยวกับมาตรา 282 (8) เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่มีการบัญญัติให้ปรับปรุงระบบงานสอบสวนต้องมีความเป็นอิสระ แยกออกจาก สตช.ว่า กมธ.ยกร่างฯจะปรับถ้อยคำในมาตราดังกล่าวใหม่เป็น “การปรับระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระ” โดยตัดข้อความ “แยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ออกไป เนื่องจาก กมธ.ยกร่างฯพิจารณาดูแล้วว่า การตัดข้อความว่า แยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกไป เพื่อให้ระบบงานสอบสวนมีความเป็นอิสระ แต่ไม่ได้หมายความว่า ระบบงานสอบสวนในอนาคตจะไม่ต้องแยกออกจาก สตช. เพียงแค่ให้ยึดหลักการเดิมคือ ให้ระบบงานสอบสวนมีความเป็นอิสระเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติจะแยกระบบงานสอบสวนออกจาก สตช.หรือไม่ ก็สุดแล้วแต่

“บวรศักดิ์” ค้านหั่น รธน.ทิ้ง 30 มาตรา

ที่รัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ตั้งข้อสังเกตร่างรัฐ– ธรรมนูญมีเนื้อหามากเกินไป สามารถตัดออกได้ 20-30 มาตราว่า เข้าใจว่านายวิษณุพูดเป็นภาพรวม คงต้องรอดูคำขอแก้ไขเพิ่มเติมจาก ครม. และ คสช.ว่า จะเสนอประเด็นและมาตราใดบ้าง เราจะรับฟัง ในฐานะผู้ยกร่างฯสามารถอธิบายได้ทุกมาตรา หากใครติดใจ แต่จะให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันหมดคงทำไม่ได้ แต่ถ้าเห็นว่ามาตราใดควรนำไปใส่ไว้ในกฎหมายลูก เราก็ปรับแก้ไข ยืนยันว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ได้มีมากกว่าปี 40 หรือ 50 แต่ที่มีตัวเลขมาตรามาก เพราะมีเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองเพิ่มเข้ามา ไม่อยากให้ดูว่า มีเนื้อหาสั้นหรือยาว แต่ให้ดูความเหมาะสมและความจำเป็นมากกว่า หากให้นำเนื้อหาไปใส่ในกฎหมายลูก จะมีปัญหาว่าจะออกทันเวลาหรือไม่ เพราะกฎหมายลูกปี 2550 หลายฉบับ ถูกดองไว้จนรัฐธรรมนูญถูกฉีก อีกทั้งกฎหมายลูกแก้ง่าย ดังนั้นไม่ต้องห่วง หากนายวิษณุอยากจะให้แก้สัก 50 มาตรา ก็พร้อมรับฟัง ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 1-6 มิ.ย. กมธ.ยกร่างฯจะเชิญ ครม. คสช.และหน่วยงานที่จะเสนอแก้ไขเพิ่มเติมมาชี้แจง และอธิบายหลักการที่ขอเสนอปรับแก้ไขเพิ่มเติม รวมทั้งจะเชิญฝ่ายการเมืองมาชี้แจงในภายหลัง

ขอเลื่อนเลือกตั้งต้องแก้ รธน.

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคการเมืองเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน นายบวรศักดิ์ตอบว่า อย่ามาถามตนว่า เหมาะสมหรือไม่ ให้ไปถามพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองว่า ทำไมเสนอเช่นนี้ ตนมีหน้าที่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ขณะนี้แม่น้ำ 5 สายทำงานอยู่ในกรอบรัฐธรรมนูญ ถ้าจะให้ขยายการเลือกตั้งก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญ ถ้ายังไม่มีการแก้ไข ก็ต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จตามโรดแม็ปภายในวันที่ 23 ก.ค. และ สปช.ต้องลงมติเห็นชอบภายในวันที่ 6 ส.ค. เมื่อถามว่า นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ตั้งฉายาร่างรัฐธรรมนูญว่า “รัฐธรรมนูญฉบับฝันเฟื่อง” นายบวรศักดิ์ตอบว่า เข้าใจนายศรีราชา เพราะคงต้องออกมาปกป้องประโยชน์และต่อสู้เพื่อองค์กรของตัวเอง เนื่องจากองค์กรดังกล่าวถูกควบรวมไว้กับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ท่านปกป้องประโยชน์ของท่าน แม้กระทั่งกล่าวหาว่าตนเผด็จการ ยอมรับว่าเข้าใจและเห็นใจ แต่เราต้องปฏิรูปโดยยึดประชาชนเป็นหลัก

พท.ซัด รธน.เผด็จการเต็มรูปแบบ

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.ว่า ขอเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับเครื่องมือสืบทอดอำนาจเผด็จการ ความเลวร้ายที่สุดของร่างนี้มีการออกแบบให้สืบทอดอำนาจเผด็จการเต็มรูปแบบ ผ่านองค์กรสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อใช้อำนาจเผด็จการต่อไปบนกระบวนการที่อ้างว่า เป็นประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังพิจารณาเป็นเครื่องมือ เห็นได้จากที่มาของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งมี 120 คน มาจาก สปช. 60 คน สนช. 30 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญด้านการปฏิรูปต่างๆ 30 คน ขณะที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ จะมีกรรมการจำนวนไม่เกิน 15 คน ที่แต่งตั้งตามมติสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แสดงให้เห็นว่า ล้วนมาจากฝ่ายเผด็จการทั้งสิ้น แต่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ ไม่มีสิทธิเข้าไปเกี่ยวข้องในการคัดเลือกหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขใดๆ

ตั้ง 2 องค์กรครองอำนาจล้นฟ้า

นายวัฒนากล่าวว่า องค์กรดังกล่าวมีอำนาจเหนืออำนาจอธิปไตยที่เป็นของปวงชนชาวไทย สามารถเสนอแนะนโยบาย ข้อเสนอการปฏิรูป สร้างความเป็นธรรมด้านต่างๆต่อรัฐสภา ครม.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศาลได้ด้วย ถือเป็นกรอบอำนาจที่กว้างขวางมาก เนื่องจากทุกเรื่องที่รัฐบาลดำเนินนโยบาย ล้วนมีจุดมุ่งหมายลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อรัฐสภา ครม.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงศาล ต้องอยู่ภายใต้การครอบงำของฝ่ายเผด็จการต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ พูดให้เห็นภาพคือ มีการนำเอามาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาใส่ไว้ในองค์กรที่ตั้งขึ้นนี้ เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการต่อไป จนกว่าการปฏิรูปประเทศจะบรรลุผล แต่ไม่เกิน 5 ปี เว้นแต่จะมีการประชามติเห็นชอบให้มีต่อไปอีกไม่เกิน 5 ปี เท่ากับมีอำนาจครอบงำประเทศนี้ต่อไปอีกอย่างน้อยสองรัฐบาลหรือ 8 ปี

ผูกขาดอยู่เหนือ ครม.–ศาล

นายวัฒนากล่าวว่า อำนาจของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ เป็นอำนาจเผด็จการเด็ดขาด ครม.ที่เป็นตัวแทนอำนาจประชาชนไม่มีสิทธิต่อรองใดๆ เช่น เมื่อ ครม.ได้รับข้อเสนอแล้ว ต้องดำเนินการตามข้อเสนอและจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการให้เพียงพอ ถ้า ครม.ขัดข้องต้องแจ้งเหตุผลต่อรัฐสภา และสภาขับเคลื่อนฯ และถ้าสภาขับเคลื่อนฯ ยืนยันว่า ต้องทำด้วยเสียง 3 ใน 4 ครม.ต้องจัดให้ออกเสียงประชามติ ผลออกมาเป็นอย่างไรให้ทุกฝ่ายปฏิบัติไปตามนั้น รวมทั้งสภาขับเคลื่อนฯ มีสิทธิเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อรัฐสภา ผ่านวุฒิสภา หากวุฒิสภาเห็นชอบให้เสนอร่าง พ.ร.บ.นั้น ต่อสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรไม่เห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวให้ส่งคืนไปยังวุฒิสภา หากวุฒิสภายืนยันด้วยเสียง 2 ใน 3 ให้ถือว่าได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา กระบวนการทั้งหมดคือการปล้นอำนาจประชาชน ไปให้เผด็จการที่สืบทอดอำนาจผ่านองค์กรดังกล่าว ทำให้สภาผู้แทนราษฎร ครม.อาจลามไปถึงตุลาการ ไม่มีอำนาจโดยสิ้นเชิง เป็นการมัดมือชกอำนาจอธิปไตย ที่สำคัญ กมธ.ยกร่างฯ ไม่ได้สร้างกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ขอถามประชาชนว่า จะยอมให้ กมธ.ยกร่างฯ เขียนรัฐธรรมนูญปล้นอำนาจไปมอบให้องค์กรและคณะบุคคลที่ประชาชนไม่มีส่วนแต่งตั้งหรือ

“จาตุรนต์” ชี้ทุกฝ่ายหนุนทำประชามติ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองพร้อมให้มีการเลื่อนการเลือกตั้งออกไป ในระหว่างการแสดงความเห็นในเวทีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ว่าไม่ตรงกับที่พูดกัน แต่ที่เห็นตรงกันคือ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเนื้อหาไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าบังคับใช้นำสู่ความขัดแย้งไม่สิ้นสุด อาจจบลงด้วยการรัฐประหารอีก จึงมีความเห็นตรงกันว่าควรแก้ไขเนื้อหาสำคัญเสียก่อน และถ้าจะให้ดีควรทำลงประชามติด้วย ถ้ามีการลงประชามติจริง หลายคนในเวทีวันนั้นคาดว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่าน ประชาชนไม่เห็นด้วย ทำให้ต้องร่างใหม่ แต่ยังดีกว่าปล่อยให้ร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย สร้างปัญหาต่อไป ดังนั้นอันดับแรกคือ แก้ไขสาระสำคัญให้เป็นประชาธิปไตยก่อน แล้วถึงทำประชามติ

มั่นใจ สปช.ไฟเขียวผ่าน รธน.

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ส่วนตัวเชื่อว่า แนวโน้มสปช.คงเห็นด้วยกับร่างนี้ ทั้งที่ไม่มีการแก้ไขเนื้อหาสาระ เพราะถ้าร่างนี้ถูกคว่ำโดย สปช.ทั้ง 2 องค์กร ก็ต้องถูกยกเลิก และเริ่มต้นใหม่ ทำให้ สปช.ไม่มีทางคิดคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ จากการอภิปรายจะเห็นว่า สปช.ปูทางสำหรับการผ่านร่างรัฐธรรมนูญนี้ไว้ ด้วยการชื่นชมเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น ทางที่จะยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นอันตรายนี้ได้ ที่บางคนเรียกว่าเป็นระเบิดเวลา คือการทำประชามติ ถ้าตัดสินใจให้ลงประชามติ ทุกฝ่ายจะได้ปรับตัว กมธ.ยกร่างฯ ยอมแก้มากขึ้น เพราะเกรงว่าทำประชามติแล้วจะไม่ผ่าน โดยจะไปแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวหรือใช้อำนาจมาตรา 44 ให้มีการทำประชามติได้หมด และควรเปิดให้มีการแสดงความเห็นผ่านสื่อมวลชนได้ด้วย นอกจากเวทีรับฟังความคิดเห็นที่จะเปิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามที่นายกฯ ต้องการ และไม่ใช่แค่เชิญเฉพาะคนที่มักแสดงความเห็นตรงข้ามรัฐบาลเท่านั้น

เตือนอย่าดันทุรังเดินหน้าใช้

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า ร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนออกมาไปไม่ได้ มีข้อบกพร่องหลายจุด ถ้านำไปใช้จะเกิดปัญหาตามมามากมาย เรื่องที่มานายกฯ ที่เปิดช่องให้คนนอกเข้ามาเป็นได้นั้น ไม่ถูกหลักการ สะท้อนเจตนาต้องการสืบอำนาจในระบบประชาธิปไตยนายกฯ ควรมาจากการเลือกของประชาชน นายกฯ จึงควรเป็น ส.ส.ที่ประชาชนเลือกมาเท่านั้น ส่วนการออกแบบเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อที่แยกย่อยเป็น 6 กลุ่มนั้น ดูแล้วมั่วไปหมด ชาวบ้านอาจไม่รู้จักผู้สมัครและไม่รู้จะเลือกใคร ระบบนี้ไม่เหมาะกับสังคมไทย ตนเสนอให้เลือก ส.ส.ระบบเขตอย่างเดียวไปเลยดีกว่า ไม่ต้องมี ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพราะ ส.ส. สามารถดูแลประชาชนได้ทั่วถึง แก้ปัญหาให้ประชาชนได้ดีกว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อแน่นอน อยากให้ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.รวมถึงผู้มีอำนาจทบทวนแก้ไขโดยด่วน มิฉะนั้นจะเกิดความวุ่นวายแน่

โวยเห็นต่างชาติสำคัญกว่าคนไทย

นายไชยวัฒน์ ไตรยสุนันท์ อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีรัฐบาลจะเชิญตัวแทนต่างชาติมาให้ความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญและการเมืองไทยว่า ยังสับสนท่าทีรัฐบาลเพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.พูดว่า อยากฟังความเห็นจากต่างประเทศว่าคิดอย่างไร วันหน้าจะไม่ได้ถูกประณาม ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ พูดไปอีกทางว่า ให้เชิญนักประวัติศาสตร์มาเล่าเรื่องประสบการณ์ของประเทศเขา ไม่ใช่วิจารณ์รัฐธรรมนูญ แต่ให้วิจารณ์การเมือง ทั้งที่ในความเป็นจริง รัฐบาลควรรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นหลักมากกว่าฟังต่างประเทศ เพราะรัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้กับคนไทยไม่ใช่ชาวต่างชาติ คนไทยวิจารณ์ด้วยความปรารถนาดี แต่ถูกเรียกไปปรับทัศนคติ ขอให้รัฐบาลและ กมธ.ยกร่างฯ เปิดใจกว้าง มองความจริงที่ปรากฏ ไม่ใช่เฟ้อฝันหรือมโนกันเอง ไม่อยากให้ต่างชาติมีอิทธิพลเหนือรัฐธรรมนูญไทย เพราะเป็นการยกร่างให้เข้ากับประเทศไทย

ฉะ ศปป.สร้างภาพนักการเมืองหารือ

นายโกวิทย์ ธารณา อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญตัวแทนพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองไปรับฟังความเห็นเรื่องการเมืองว่า เป็นการเชิญไปเพื่อเข้าสู่กระบวนการปรองดองตามรัฐธรรมนูญ แม้จะสร้างภาพให้สังคมเห็นว่า มีการหันหน้าเข้าคุยกันของทุกฝ่าย แต่ในความเป็นจริงต้องยอมรับว่าพรรคการเมืองบางพรรค หรือกลุ่มการเมืองบางกลุ่มยังต้องรายงานและรับฟัง หรืออยู่ใต้คำสั่งของผู้บงการ ไม่สามารถตัดสินใจได้เอง จึงเสียเวลาเปล่า เป็นแค่การสร้างภาพในพิธีกรรมเท่านั้น หากยังไม่สามารถพูดคุยกับผู้บงการที่มีอำนาจตัดสินใจตัวจริงก็เกาไม่ถูกที่คัน เป็นแค่การซื้อเวลาแก้ไขปัญหา เพราะจุดยืนดีแต่จุดร่วมหาไม่เจอ

เล็งเปิดเวทีฟังความเห็นรอบใหม่

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหมและ ผบ.ทบ.กล่าวว่า ผลจากการที่ ศปป. เชิญกลุ่มการเมืองพูดคุยถือเป็นสิ่งที่ดี ได้รับการตอบรับจากทุกกลุ่ม หลังจากนี้อาจมีการเชิญกลุ่มอื่นๆมาพูดคุย ที่ผ่านมามีการเปิดเวทีไปแล้วกว่า 4,000 เวที มีผู้เสนอความเห็นกว่า 4 แสนคน เพื่อรวบรวมส่ง สปช. การเปิดรับฟังของ ศปป.ได้รับการตอบรับดี ซึ่งจะนำเสนอหัวหน้า คสช. ขอให้เปิดการพบปะกันเป็นระยะ เพื่อฟังข้อคิดเห็นในการนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป อาจจะเว้นระยะ 1 เดือน

ค้าน สนช.–สปช.ต่อท่ออำนาจ

นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินกล่าวถึงกรณีร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการตั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร อาทิ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สภาตรวจสอบภาคพลเมืองว่า มองว่าอาจเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ ไม่ได้ประโยชน์อะไร การหาบุคคลที่เป็นคนดี มีคุณธรรม ตรงตามหลักเกณฑ์ที่เขียนในรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยาก อาจมีความซ้ำซ้อนกับองค์กรเดิมที่มีอยู่ ทั้งที่องค์กรเดิมที่มีอยู่ก็มากอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มองค์กร ก็ยิ่งมากปัญหา ไม่ทำให้เกิดประโยชน์ หรือทำให้การปฏิรูปสำเร็จในระยะสั้นได้ ส่วนการให้ สนช.-สปช.มีตำแหน่งภายหลังจากการเลือกตั้งก็ไม่ควรทำเพราะเป็นเรื่องยากที่จะให้ใครยอมรับอำนาจของคนเหล่านี้ได้

ปูดอีกเจอ ศธ.โกงพันล้าน

นายศรีราชากล่าวว่า หลังจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องไปยัง รมว.ศึกษาธิการ ให้ทราบถึงความไม่โปร่งใสในกระทรวงที่มีมูลค่า 300 ล้านบาท ขณะนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินกำลังตรวจสอบความไม่โปร่งใสในกระทรวงอีกกรณีหนึ่ง อาจมีความเกี่ยวโยงกับกรณีแรก แต่กรณีนี้มีมูลค่าไม่ต่ำกว่าหลักพันล้านบาท อาจถึงหมื่นล้านบาททีเดียว ความไม่โปร่งใสทำให้เกิดมาเฟียในกระทรวงศึกษาธิการขึ้น เม็ดเงินนี้เป็นเงินที่เลี้ยงคนกลุ่มดังกล่าว โดยเป็นเงินที่มาจากสวัสดิการทั้งหลายในกระทรวง มีข้อมูลว่า มีผู้บริหารบางตำแหน่งได้เงินจากคนกลุ่มนี้ประมาณ 150,000 บาทต่อเดือน โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่เซ็นคำสั่งตามที่กลุ่มมาเฟียต้องการ ถ้าคนเหล่านี้ยังอยู่ การปฏิรูปการศึกษาจะไม่มีทางสำเร็จ ทั้งนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะตั้งทีมงานไปตรวจสอบข้อมูลดังกล่าว คงใช้เวลา 2-3 เดือน หลังจากได้ข้อมูลครบถ้วน จะเสนอชื่อข้าราชการที่เกี่ยวข้องให้หัวหน้า คสช. พิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 44 โยกย้ายข้าราชการกลุ่มดังกล่าว

พุทธะอิสระร่วมแจมยื่นแก้ รธน.

ที่รัฐสภา หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อ–น้อย ยื่นหนังสือถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อขอแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ โดยหลวงปู่พุทธะอิสระ กล่าวว่า เนื้อหาในมาตรา 157 ของร่างรัฐธรรม-นูญ ที่ให้สภายื่นร่างกฎหมายให้พระมหากษัตริย์ลงพระปรมาภิไธยภายใน 90 วัน หากไม่ทรงลงปรมาภิไธย ให้รัฐสภาหารือกัน หากมีมติยืนยันตามเดิมโดยใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภา ให้นายกฯนำร่าง พ.ร.บ.ขึ้นทูลเกล้าฯอีกครั้ง หากภายใน 30 วันยังไม่มีการลงปรมาภิไธย ให้นายกฯประกาศใช้กฎหมายใช้เสมือนทรงลงปรมาภิไธย มองว่าเป็นการออกกฎหมายลิดรอนพระราชอำนาจ เป็นการใช้อำนาจของสภาฯผิดประเพณีการปกครอง ขอให้ถอนมาตรานี้ออก เป็นห่วงว่าอาจเป็นการลดพระราชอำนาจ นอกจากนี้ ขอให้ปฏิรูปโครงสร้างระบบพุทธศาสนาให้ตรวจสอบทรัพย์สิน และพฤติกรรมของพระมหาเถรสมาคม (มส.) พร้อมตั้งองค์กรมาช่วยงาน มส. กำหนดบทลงโทษต่อผู้มาบวชเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในวงการสงฆ์ให้รุนแรงขึ้น

นายบวรศักดิ์ชี้แจงว่า ยืนยันว่าการใช้ พ.ร.บ.มาลดพระราชอำนาจไม่สามารถทำได้ หากจะลดพระราชอำนาจต้องแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งทำได้ยาก ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกรัฐสภาและต้องทำประชามติจากประชาชนทั้งประเทศ

ชูระบบเลือกตั้งใหม่ลดการผูกขาด

วันเดียวกัน ที่หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรม-ศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการสัมมนาวิชาการเรื่อง “ทิศทางการปฏิรูปในประเทศไทย กับการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน” โดยนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะประธานกรรมาธิการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวสัมมนาตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญนี้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งเป็นระบบสัดส่วนผสม ทำให้หลายคนกังวลว่า จะเป็นการเปลี่ยนประชาธิปไตยแบบเลือกผู้แทนของไทยหรือไม่ ซึ่งมีแนวโน้มเป็นรัฐบาลผสม แต่การเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมทำให้ไม่มีการผูกขาดพื้นที่ของพรรคการเมือง จนเกิดการเมืองภาคนิยม น่าจะเปลี่ยนวิธีคิดในการเลือกตั้งมากขึ้น ทั้งยังสร้างความปรองดองและความคิดใหม่ๆให้เกิดขึ้นด้วย

ถกวางระบบโครงสร้าง ตร.28 เม.ย.

ที่รัฐสภา นายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงว่า ในวันที่ 28 เม.ย. คณะ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม จะหารือเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงการโยกย้ายใน สตช. เช่น การแต่งตั้ง

ผบ.ตร. การกระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจสู่

ระดับจังหวัด คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 30-60 วัน จากนั้นจะส่งให้ที่ประชุม สปช.พิจารณาต่อไป ส่วนเรื่องระบบการสอบสวนขณะนี้ เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะเป็นไปอย่างอิสระ ขอให้ สตช.เตรียมตัวสนับสนุนอุปกรณ์ งบประมาณ สร้างขวัญกำลังใจแก่พนักงานสอบสวน ตั้งแต่วันนี้อย่าแทรกแซง ล้วงลูกการทำหน้าที่พนักงานสอบสวน เมื่อถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนจะได้มีความพร้อมทันที

ป.ป.ท.เผยยอดร้องทุจริตเพิ่มอื้อ

นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ส่งกลับรายชื่อข้าราชการทุจริตกว่า 100 รายที่จะส่งให้นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ไปตรวจสอบเพิ่มเติมว่า ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงการให้ไปตรวจสอบให้ละเอียดเท่านั้น เช่น เกษียณหรือยัง ข้อหาอะไรให้ชัดเจนอีกครั้งเพื่อความถูกต้อง แต่รายชื่อยังเป็นกลุ่มเดิม แค่มาตรวจทานให้ถูกต้องอีกที ก่อนส่งกลับไปที่นายกฯ เพราะเมื่อทุกอย่างถึงนายกฯถือว่าจบ ส่วนรายชื่อข้าราชการทุจริตชุดต่อไป จะพิจารณาจากหลักเกณฑ์คดีที่มีการดำเนินคดีล่าช้า หรือหากยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป อาจมีปัญหาในทางปฏิบัติ ผลจากรายชื่อข้าราชการชุดแรก ทำให้ตอนนี้มีการร้องเรียนเรื่องทุจริตมายัง ป.ป.ท.จำนวนมาก เดือนหนึ่งเป็นร้อยๆเรื่อง ทั้งรายย่อย รายใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องบุกรุกป่า มีคนกล้าร้องเข้ามามากขึ้น

ไม่หวั่นถูก ขรก.ฟ้องกลับ

นายประยงค์กล่าวว่า สำหรับข้าราชการที่เกษียณไปแล้ว ในทางอาญาก็ยังต้องดำเนินคดีต่อไป สิ่งที่นายกฯทำเวลานี้ไม่ใช่การโยกย้ายอย่างเดียว แต่เป็นการแก้ปัญหาทั้งระบบ เพราะแค่มีข่าวจะย้ายข้าราชการ 100 คน ก็มีแรงกระเพื่อมแล้ว คนที่คิดจะทำก็แขยงไป แต่ต้องทำต่อเนื่อง ผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นห่วงเรื่องการถูกฟ้องกลับจากข้าราชการเหล่านี้หรือไม่ เลขาฯ ป.ป.ท.ตอบว่า ก็ต้องเสี่ยง วิธีที่จะไม่ให้ข้าราชการฟ้องกลับคือ ต้องทำอย่างถูกต้อง ตรงไปตรงมา รัดกุม มีหลักฐานชัดเจน แต่ถ้าไปกลั่นแกล้ง เราก็โดน

“ดอน” บุกมะกันแจงโรดแม็ปสื่อยักษ์

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศว่า นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ และนายพิศาล มาณวพัฒน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พบปะกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำของสหรัฐฯ กว่า 21 ราย รวมทั้งผู้แทนภาครัฐและภาควิชาการของสหรัฐฯ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.ของ สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยนายดอนได้ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการปฏิรูป และการดำเนินการตามโรดแม็ปของไทย รวมถึงยืนยันถึงการส่งเสริมการค้าการลงทุนของภาคเอกชนสหรัฐฯ ในไทย ซึ่งได้รับผลตอบรับดีจากภาคเอกชนสหรัฐฯ ที่ให้ความมั่นใจในการลงทุนและพร้อมให้การสนับสนุนไทยต่อไป ขณะเดียวกัน นายดอนได้เดินทางไปยังสำนักงานใหญ่หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ พบนายเฟเดอริค ไรอัน ผู้บริหารสูงสุด โดยนายดอนได้อธิบายทำความเข้าใจเรื่องการปฏิรูป การเดินหน้าตามโรดแม็ปไปสู่การเลือกตั้ง ตลอดจนการชี้แจงความคืบหน้าการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ของไทย

อัด กมธ.ยกร่างฯทำขัด รธน.เอง

ขณะที่บรรยากาศการอภิปรายในช่วงค่ำ สปช.ผลัดกันลุกขึ้นอภิปรายอย่างกว้างขวาง อาทิ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สปช.อุตรดิตถ์ อภิปรายว่า กรณีที่ กมธ.ยกร่างฯบัญญัติให้ สปช. 60 คน ไปทำหน้าที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและ กมธ.ยกร่างฯเป็นต้นแบบของการกระทำในสิ่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 มาตรา 35 (6) ดังนั้น จะพิจารณาโทษของ กมธ.ยกร่างฯอย่างไร หรือให้องค์กรใดตรวจสอบ ฐานที่ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการให้ สปช.ไปเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนฯ

“คำนูณ” ยันทำตามกรอบครบถ้วน

นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวชี้แจงว่า กลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง เป็นลักษณะพิเศษที่สุดของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญฉบับใดมาก่อน ขอย้ำว่า กมธ.ยกร่างฯได้ทำตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอย่างครบถ้วน หากมาตราใดตึงเกินไป ยินดีนำกลับไปทบทวนอีกครั้งในช่วง 60 วันสุดท้าย หาก สปช.เห็นว่าภาค 4 เรื่องการปฏิรูปและความปรองดองไม่สำคัญ ก็เอาออกได้ แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปอย่างไร

กระทั่งเวลา 21.50 น. น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธาน สปช.คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุมได้สั่งพักการประชุมเพื่อไปประชุมต่อในวันที่ 26 เม.ย. เวลา 09.30 น.

“บวรศักดิ์” แย้ง “วิษณุ” หั่นทิงรัฐธรรมนูญ 20-30 มาตรา ยกเหตุมีเนื้อหามาก เพราะเพิ่มหมวดปฏิรูปและปรองดอง มั่นใจชี้แจงที่มาได้ทุกมาตรา ค้านนำเนื้อหาใส่กฎหมายลูก หวั่นถูกดองซ้ำรอยรัฐธรรมนูญปี 40 และ50 26 เม.ย. 2558 05:29 26 เม.ย. 2558 05:29 ไทยรัฐ