วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ค้านการเมืองลักไก่ “ผ่า....ตำรวจ” ยัดไส้รัฐธรรมนูญ

ค้านการเมืองลักไก่ “ผ่า....ตำรวจ” ยัดไส้รัฐธรรมนูญ

  • Share:

เป็นเรื่องที่เหนือคาดหมายในการเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเสนอในสภาปฏิรูปแห่งชาติหยิบยกเรื่อง ปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ ตามรูปแบบของกลุ่ม “คนนอก” ที่เคยเสนอแนวคิดไว้ในคณะปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ

เนื้อหา มาตรา 282 ข้อ 8 “ปฏิรูปโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โอนภารกิจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่มิใช่ภารกิจหลักของตำรวจไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองในกระบวนการ ยุติธรรม กำหนดเกณฑ์มาตรฐานการแต่งตั้งหรือย้ายข้าราชการตำรวจให้เป็นไปตามหลักคุณธรรม กระจายอำนาจการบริหารงานตำรวจไปสู่ระดับจังหวัดและสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจการตำรวจ ปรับปรุงระบบงานสอบสวนให้มีความเป็นอิสระแยกออกจาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

และให้พนักงานอัยการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอมีอำนาจสอบสวนร่วมกับหน่วย งานด้านการสอบสวนในกรณีที่ประชาชนร้องขอความเป็นธรรม ปรับปรุงระบบงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีความเป็นอิสระและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีระบบบริหารงานบุคคลที่ยึดหลักความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง และจัดสรรและกระจายอำนาจการบริหารงบประมาณให้แก่หน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ให้เพียงพอและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ก๊อบปี้รูปแบบ “คนนอก” ไม่กี่คนที่คิดปรับโครงสร้างตำรวจชนิดสุดโต่ง ไม่ฟังความเห็นของตำรวจ ไม่สนใจเสียงทักท้วงคนส่วนใหญ่ ตามที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ตั้งคณะกรรมการศึกษาทุกด้านเสนอเป็นอีกทางเลือกของคณะปฏิรูปโครงสร้างตำรวจ

จนเกิดกระแสการต่อต้านอย่างหนักของตำรวจส่วนใหญ่ รับไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของอำนาจหน้าที่ตำรวจ ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ตำรวจหวั่นวิตกหากรัฐธรรมนูญ มาตรา 282 ผ่านความเห็นชอบมีผลบังคับใช้ตามกฎหมายมีหลายเนื้อหาที่ยัดใส่กันเข้ามาในรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดปัญหาในอนาคต

ภารกิจของตำรวจที่เกี่ยวข้องกับประชาชน คือการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ซึ่งตำรวจทำหน้าที่มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 มีการพัฒนาทักษะในงานมาโดยตลอด หลีกหนีไม่พ้นความเป็น “วิชาชีพตำรวจ” ปฏิบัติกันมาทั้งถูกและผิด เกิดเป็นศาสตร์ตำรวจ สอดคล้องกับหลักปฏิบัติของตำรวจทั่วโลก

การแยกงานสอบสวนจากตำรวจเป็นแนวคิดที่เคยพูดกันมาตลอดของคนที่ไม่เข้าใจงานสอบสวนไม่ใช่เพียงสำนวนสอบสวน ตัวชี้วัดคือคดีเกิด สอบสวน สืบสวน และออกหมายจับกุม ผู้กระทำผิด ทุกวันนี้ต้องเอาสายงานอื่นมาช่วยงานสอบสวน

ตำรวจส่วนใหญ่เห็นว่าการแยกงานสอบสวนและกระจายอำนาจไปสู่ผู้นำท้องถิ่น จะเป็นปัญหาอุปสรรคและยากลำบากในการรวบรวมพยานหลักฐาน การแยกไปนอกจากสิ้นเปลืองงบประมาณ ผลสุดท้ายแย่กว่าเก่าอีก

ทั่วโลกมีเพียงระบบตำรวจ อัยการ และศาล แต่ประเทศไทยจะมีกระบวนการยุติธรรมที่แปลกประหลาดคือ เพิ่มพนักงานสอบสวนเข้าไป การสอบสวนเดิมวางระบบไว้ดีแล้ว มีการแก้กฎหมายและปรับปรุงให้ทันสมัยตลอดมา ทันต่อระบบที่เป็นสากลเท่าเทียมทุกประเทศ

ขณะนี้พนักงานสอบสวนปฏิบัติงานสอบสวนได้ดี เนื่องจากมีข้าราชการตำรวจนอกสายสอบสวนสองแสนคน ร่วมเป็น “ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน” ในการแสวงหาความจริงและรวบรวมพยานหลักฐานสืบสวนจับกุมคนผิด

มีสถาบันพร้อมสนับสนุนอยู่แล้ว กองพิสูจน์หลักฐาน การแพทย์ ทะเบียนประวัติอาชญากร เป็นการบริหารจัดการ ร่วมมือเป็นทีม หากแยกไปต้องใช้งบประมาณอีกมาก แยกไปแล้วมีอะไรรับประกันว่าจะได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ทุกวันนี้ตำรวจทุกคนมีกฎหมายรัดแน่นกระดิกไม่ได้อยู่แล้ว ทำอะไรเสี่ยงคุกตะราง เพราะไม่มีกฎหมายรองรับเช่นต่างประเทศ ตำรวจถูกด่าถูกตำหนิเป็นเรื่องธรรมดา เพราะงานตำรวจเป็นงานจับคน คอยดูคนทำผิดตามกฎหมายร้อยแปดย่อมทำให้คนอึดอัด และรังเกียจกลัวเป็นธรรมดา

พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ อดีตรอง ผบ.ตร. ได้ศึกษาพบว่า งานสอบสวนและสืบสวนต้องไปด้วยกัน ทำงานควบคู่กันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน จึงกำหนดใหม่ให้มีรองสารวัตร สารวัตร และผู้กำกับ สืบสวนสอบสวน ยกเลิก สบ 1-3 หากแยกกันทำให้งานด้อยประสิทธิภาพลง แต่หลังเกษียณความเห็นคณะกรรมการที่ศึกษาวิจัยและสัมมนาตำรวจถูกเก็บเรื่องไว้

การตัดโอนภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้องงานตำรวจ ต้องถามว่า ผู้ที่คิดมีความเข้าใจขอบเขตอำนาจหน้าที่ตำรวจขนาดไหน สังคมเปลี่ยนไป คดีไม่เลือกเกิดขึ้นกับใคร ไม่เลือกสถานที่ บนรถไฟ บนเรือ ในทางหลวง เกิดเหตุได้หรือไม่ เป็นหน้าที่ใคร ใช่ภารกิจของตำรวจหรือไม่

กระทรวงการท่องเที่ยว การรถไฟ มีภารกิจหลักคืออะไร ใช้รับอาชญากรรมหรือไม่

เคยลงมาถามหน่วยงานที่คิดจะโอนงานตำรวจไป เขามีความเห็นอย่างไรในการรับโอนภารกิจตำรวจ

การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ปฏิเสธที่จะรับโอน “ตำรวจรถไฟ” แต่ขอสนับสนุนในภารกิจเช่นเดิม ไม่ต่างจากหลายหน่วยงานที่ไม่สนใจ รับโอนตำรวจ ซึ่งเป็นภาระที่ต้องจัดการทั้งเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง การเรียกใช้ ในแต่ละภารกิจเป็นหน้าที่ต้นสังกัดตำรวจหาเงินมาทำกันเอง

หากต้องแยกตามอำนาจการเมือง ทั้งที่เป็นผลเสียต่อประชาชน คนที่ทำต้องกล้ารับผิดชอบ

เพราะเป็นการแทรกแซงด้วยใช้วิธีการ “ลักไก่” สอดใส่เข้ามาทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ

“บทเรียนสำคัญ” ที่รัฐบาลต้องคิดและพร้อมรับผิดชอบหากเกิดปัญหาตามมา อดีตที่เสนอจัดตั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ เข้ามาถ่วงดุลงานสอบสวนตำรวจ มีการสนับสนุนงบประมาณ เครื่องไม้เครื่องมือมหาศาลในการปลุกปั้นหน่วยงานใหม่ขึ้นมา แทนที่จะคิดสนับสนุนงบประมาณ เพิ่มกำลังพล ในหน่วยงานตำรวจที่มีความพร้อมมากกว่าและเสียงบประมาณน้อยกว่าตั้งหน่วยงานใหม่

สุดท้ายหนีไม่พ้น “วังวนการเมือง” ทั้งที่ได้งบประมาณสนับสนุนมหาศาล แต่ผลที่ได้ไม่คุ้มค่า แต่ไม่นานก็ต้องเป็น “จำเลยสังคม” กลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังของการเมืองเข้ามาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

ตำรวจพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของสังคมคนไทย แต่ต้องนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ไม่ใช่สนอง “คนนอก” ที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจหรือมีทัศนคติไม่เป็นกลางเข้ามาเปลี่ยนแปลงหน่วยงานตำรวจ

สิ่งที่ตำรวจและคนไทยเรียกร้องคือ การ ปลดแอกตำรวจออกจากการเมืองเพื่อไม่ให้ถูกแทรกแซง

ปัญหาความเหนื่อยหน่ายที่มีต่อตำรวจไม่ใช่โครงสร้างตำรวจ แต่เป็นปัญหาการบริหารบุคคลที่ถูก “คนนอก” แทรกแซงจนทำให้ระบบความเป็นธรรมของคนในสังคมได้รับไม่เท่าเทียมกัน

“คนนอก” ไม่กี่คนเข้ามามีบทบาท ไม่คิดฟังความเห็นใดๆทั้งสิ้น อาศัยอิทธิพลทางการเมืองแทรก ไม่ต่างจากการใช้อำนาจเข้ามา “ครอบงำตำรวจ” หรือ “ปิดหูปิดตา” พี่น้องคนไทย

การเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยไม่เคยนำเอาปัญหาของสังคมไทยมาเป็นตัวตั้ง แล้วคิดปรับเปลี่ยนองค์กรตำรวจเพื่อไปสนองตอบในการแก้ไขปัญหาให้กับสังคมไทยอย่างจริงจัง

การเร่งรีบปรับโครงสร้างตำรวจโดยไม่ได้ข้อยุติข้อดีข้อเสีย ขาดการศึกษา วิจัย ค้นคว้า ฟังเสียงประชาชน และผู้ปฏิบัติที่รู้จริงทำมากับมือ ผู้คิดแก้ไม่รู้ ไม่เคยผ่านงานและไม่รู้ว่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอย่างไร

“พูดเรื่องนี้มาหลายครั้ง เบื่อพูด ให้พูดแล้วทำได้เปล่า บอกให้เอาการเมืองออกไป จากตำรวจ อย่าให้นายกฯเป็นคนตั้ง ผบ.ตร. อย่าให้รองนายกฯตั้งผู้การ พล.ต.ต. ตำรวจจะได้เลิกติดตาม เลิกรับใช้ เลิกเป็นเครื่องมือนักการเมือง กลับมาเป็นตำรวจของประชาชนเสียที อีกเรื่องการปฏิรูปคือการปฏิบัติ ตัวอย่างงานสอบสวนกำลังดิ้นออกจาก สตช.บอกว่าจะไปสังกัดสำนักนายกฯ ไปซุกปีกนักการเมืองอีกหรือ ไปรับคำสั่งนักการเมืองโดยใกล้ชิด ดูองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม อัยการมี กอ. ศาลมี กต. ไม่มีนักการเมืองเข้าไปแทรก เข้าไปมีบทบาท ทั้งหล่อ ทั้งสมาร์ท ไม่ขี้เหร่เหมือนเรา” เป็นอีกเสียงสะท้อนที่ดังและมีน้ำหนักของ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1

อะไรที่คิดไม่อยู่ภายใต้กรอบของเหตุ และผล ย่อมไม่เกิดผลดีในอนาคต ตำรวจผู้ปฏิบัติเตือนไม่ฟัง

หากดึงดันคิดใช้อำนาจการเมืองแทรกแซง ปัญหาเกิด คนที่ทำต้องรับผิดชอบ.

ทีมข่าวอาชญากรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้