วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“มนุษย์เรือ” ปัญหาจุกอกของอียู

ช่วยชีวิต-เจ้าหน้าที่บนเรือของตำรวจกองการเงินอิตาลี ช่วยผู้อพยพขึ้นจากเรือยางที่นอกชายฝั่งลิเบีย ก่อนที่เรือยางซึ่งบรรทุกผู้คนแออัดจะเสี่ยงตายมุ่งหน้าออกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปอิตาลี (เอพี)

แม้ปัญหา “ผู้อพยพ” ล่องเรือจากแอฟริกาและตะวันออกกลางไปยังยุโรปมีมานานแล้ว แต่อุบัติเหตุเรือผู้อพยพจากลิเบียล่มขณะจะไปอิตาลีเมื่อ 19 เม.ย. จนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 800 คน สร้างแรงกดดันต่อสหภาพยุโรป (อียู) อย่างหนัก จนต้องจัดประชุมฉุกเฉินหาทางแก้วิกฤติ

“โศกนาฏกรรม” เรือผู้อพยพล่มในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนครั้งนี้เป็นครั้งร้ายแรงที่สุดในหลายต่อหลายครั้ง โดยแค่ปีนี้มีผู้อพยพเข้ายุโรปแล้วกว่า 35,000 คน รวมทั้งอิตาลีกว่า 24,000 คน และมีผู้จมน้ำตายแล้วกว่า 1,750 คน สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 30 เท่า ถ้าไม่รีบแก้ปัญหา ยอดคนตายในปีนี้อาจถึง 30,000 คน!

โศกนาฏกรรมล่าสุด ทำให้มหาอำนาจ “อียู” ถูกโจมตีว่าใจดำอำมหิต ไม่ทำอะไรเท่าที่ควรเพื่อช่วยชีวิตผู้อพยพ โดยเฉพาะหลังอิตาลียกเลิกปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย (SAR) ผู้อพยพที่เรียกว่า “มาเร นอสตรุม” เมื่อสิ้นปีที่แล้ว เพราะสู้ค่าใช้จ่ายสูงลิ่วไม่ไหว และชาติอียูอื่นๆไม่ยอมให้เงินสนับสนุนเพิ่มเติม แต่หันไปใช้ปฏิบัติการ “ไทรทัน” ซึ่งลดระดับลงอย่างมาก โดยเน้นลาดตระเวนน่านน้ำพรมแดนของตน สกัดไม่ให้ผู้อพยพเข้าประเทศแทน

อียูยังถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉย ปล่อยให้ผู้อพยพจมน้ำตายมากมาย หวังให้กลัวตาย อพยพเข้าอียูน้อยลง อีกทั้งคิดว่า ถ้าใช้ปฏิบัติการ SAR อย่างเข้มข้น เท่ากับส่งเรือไปรอรับ จะยิ่งชักจูงให้ผู้อพยพแห่กันมามากขึ้น แต่นโยบายที่ถูกโจมตีว่า “อัปยศ” นี้ไม่ได้ผล ยิ่งทำให้มีผู้อพยพล่องเรือเสี่ยงตายมากขึ้น

นอกจากนี้ ปัญหา “มนุษย์เรือ” ก็สลับซับซ้อนขึ้น เพราะมีปัจจัยใหม่ๆเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเรื่อง “ต้นทาง” ของการอพยพ ซึ่งขณะนี้มี “ลิเบีย” เป็นแกนกลางทางผ่านหลัก

ผู้อพยพเหล่านี้มาจากหลายประเทศที่ยากจนข้นแค้นหรือมีสงคราม ทั้ง ซีเรีย อิรัก อัฟกานิสถาน โซมาเลีย เอริเทรีย และอีกหลายชาติที่ยากจนในแอฟริกา โดยมีจุดประสงค์แตกต่างกันไป ทั้งเพื่อลี้ภัยสงคราม หนีความยากจนไปแสวงหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าในยุโรป


ปัญหาผู้อพยพยิ่งรุนแรงขึ้น หลังการปฏิวัติ “อาหรับสปริง” พ.อ.มูอัมมาร์ กัดดาฟี จอมเผด็จการถูกโค่นล้มในปี 2554 ทำให้ลิเบียแตกเป็นเสี่ยงๆ เปลี่ยนรัฐบาลแล้ว 5 ชุด และไม่มีรัฐบาลกลางที่มีเสถียรภาพ ปัจจุบันมี 2 รัฐบาลชิงอำนาจกันอยู่ ชุดหนึ่งมีที่มั่นที่กรุงตริโปลี อีกชุดอยู่ที่เมืองท่าโทบรุค

ลิเบียยังมีกลุ่มติดอาวุธหลายร้อยกลุ่มสู้รบแย่งชิงพื้นที่และอิทธิพลกันดุเดือด หลายกลุ่มมีต่างชาติหนุนหลัง เกิดสงครามกลางเมือง ประเทศไร้ขื่อแป ทำให้ขบวนการลักลอบค้ามนุษย์เฟื่องฟู เพราะมีกำไรงาม กลุ่มติดอาวุธจึงแย่งกันทำธุรกิจพาผู้อพยพขึ้นเรือไปยุโรปโดยรีดค่าหัวสูงลิ่ว เงินที่ได้ก็นำมาซื้ออาวุธเข่นฆ่ากันต่อ

เมื่อไม่มีรัฐบาลกลาง การควบคุมพรมแดนอันยาวเหยียดจึงทำได้ยาก ผู้อพยพจากชาติอื่นๆ ที่มีปัญหาจึงเล็ดลอดเข้าลิเบียผ่านไปยุโรปได้ง่ายขึ้น ต่างจากยุคกัดดาฟีที่ควบคุมผู้อพยพเข้มงวด เพราะเศรษฐกิจลิเบียดีกว่า ผู้อพยพชอบเข้าไปหางานทำ แต่ลิเบียยุคนี้ ผู้อพยพชาวต่างชาติอยู่ไม่ได้ จึงแห่กันลงเรือไปยุโรปด้วย

เส้นทางอพยพทางเรือไปยุโรปมี 3 เส้นทางหลัก คือเส้นทางทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกลาง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมสูงสุด โดยมีลิเบียเป็นต้นทางหลักไปยังอิตาลี กรีซ และมอลตา นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตกไปยังสเปน และเส้นทางเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกไปยังคาบสมุทรบอลข่าน

เมื่อเข้าสู่ยุโรปได้ ผู้อพยพจำนวนมากไม่ยอมขอลี้ภัย แต่หนีไปทำงานในตลาดมืด ทำให้ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ซ้ำอีก แต่ก็ยอมทน เพราะรายได้เฉลี่ยต่อหัวในอียูสูงกว่าหลายประเทศแอฟริกากว่า 30เท่า!

หลายปีก่อน ยุครัฐบาลพรรคแรงงาน “ออสเตรเลีย” ก็เคยเจอวิกฤติคลื่นมนุษย์เรือจากเอเชียใต้เช่นกัน แต่ใน 18 เดือนหลังไม่มีเรือผู้อพยพเข้าไปถึงฝั่งออสเตรเลีย และไม่มีรายงานผู้อพยพเรือล่มตายเลย เพราะหลังรัฐบาลพรรคอนุรักษนิยมขึ้นกุมอำนาจเมื่อ ก.ย.2556 ก็ใช้ “ปฏิบัติการอธิปไตยพรมแดน” แก้ปัญหา

ภายใต้นโยบายนี้ ออสเตรเลียส่งเรือออกไปสกัดเรือผู้อพยพในทะเลลึก และส่งกลับไปประเทศที่เป็นทางผ่านเข้ามา ส่วนใหญ่คืออินโดนีเซีย หรือส่งไปยังศูนย์คัดกรองผู้ลี้ภัยในปาปัวนิวกินีและนาอูรูในมหาสมุทรแปซิฟิก และแม้พิสูจน์ได้ว่ามนุษย์เรือรายใดเป็น “ผู้ลี้ภัย” จริงๆ ก็อยู่ในออสเตรเลียไม่ได้ แต่จะให้เลือกว่าจะถูกส่งกลับบ้าน หรือไปอยู่ปาปัวนิวกินีและนาอูรู หรือชาติอื่นๆที่ยากจน เช่นกัมพูชา ภายใต้ข้อตกลงทวิภาคีกับชาตินั้นๆ

แม้นโยบายนี้จะได้ผล แต่ออสเตรเลียก็ถูกโจมตีว่าเห็นแก่ตัว ไร้มนุษยธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยผู้อพยพลี้ภัย อีกทั้งปัดความรับผิดชอบไปให้ประเทศอื่นๆ ไม่ได้แก้ปัญหาที่รากเหง้าแต่อย่างใด เพราะผู้อพยพทางเรือยังมีอยู่ เพียงแต่เข้าไม่ถึงออสเตรเลียเท่านั้น

“โมเดลออสเตรเลีย” เป็น “ยาขม” สำหรับนักสิทธิมนุษยชน ซึ่งเรียกร้องไม่ให้อียูทำตาม!

ขณะผมปั่นต้นฉบับ ที่ประชุมผู้นำอียูตกลงจะเพิ่มงบฯ SAR ขึ้นเป็น 3 เท่า เป็น 120 ล้านยูโร ซึ่งเท่าๆ กับงบฯ ปฏิบัติการ “มาเร นอสตรุม” ที่ถูกยกเลิกไป จะหาวิธีสกัดจับ-ทำลายเรือของขบวนการค้ามนุษย์ จะจัดหาเรือ เครื่องบิน เฮลิ-คอปเตอร์ ไปร่วมกู้ภัยมากขึ้น และจะส่งเจ้าหน้าที่คัดกรองผู้อพยพไปประจำชาตินอกอียู

แต่ข้อตกลงนี้ยังไม่ขยายการลาดตระเวนไปใกล้น่านน้ำลิเบีย และยังขัดแย้งกันอยู่ว่ามนุษย์เรือที่ถูกกู้ชีวิตหลายหมื่นหรืออาจพุ่งเป็นหลายแสนคน ชาติอียูจะแชร์ความรับผิดชอบกันอย่างไร ส่งไปอยู่ที่ไหน เพราะไม่มีชาติใดอยากรับภาระ โดยเฉพาะช่วงนี้ กระแสต่อต้านผู้อพยพต่างชาติรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ข้อตกลงนี้จึงเป็นการ “แก้ผ้าเอาหน้ารอด” เพื่อลดแรงกดดัน และเป็นแค่จุดเริ่มต้น ส่วนการแก้ปัญหาแบบบูรณาการยังต้องว่ากันอีกยาว!

บวร โทศรีแก้ว

25 เม.ย. 2558 14:18 25 เม.ย. 2558 14:23 ไทยรัฐ