วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คสช.ควง “ดาบอาญาสิทธิ์” ลุยล้างคอร์รัปชัน : ไม่เป็นธรรม สะเทือนปรองดอง

พายุฝนสลับฤดูร้อนผ่อนคลายอุณหภูมิ

ถือเป็นข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ของเมืองไทยที่อยู่ในโซนซึ่งธรรมชาติได้ปรับความสมดุลของสภาพอากาศร้อน ฝน หนาว ให้อยู่ในจุดพอดีๆ

ไม่หฤโหดเหมือนดินแดนอื่นในโลกที่ต้องเจอสภาพอากาศที่สาหัสสากรรจ์

แต่ในขณะที่การเมืองประเทศไทยก็ยังปรับเข้าหาจุดสมดุลไม่เจอ

ท่ามกลางบรรยากาศร้อนๆ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญ “โมเดลแรก” ให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้พิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบ

จังหวะเปิดให้ “บอมบ์” รัฐธรรมนูญ

โดยสถานการณ์เป็นไปตามคาดหมาย อย่างที่หลายฝ่ายเดาทางไว้ล่วงหน้า

แบบที่ในห้องประชุม สปช.ก็มีบรรยากาศมันๆตาม ที่ “เดอะจ้อน” นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) แถลงผลประเมินการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ “โมเดลแรก” ที่เป็นการเสนอความเห็นอย่างตรงไปตรงมา ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระ

ไม่มีการฮั้วกันระหว่าง สปช.กับคณะกรรมาธิการยกร่างฯ

ย้ำเลยว่า ใครจะบอกว่าเป็นแฝดอินจัน ถ้าโหวตไม่รับแล้ว สปช.จะต้องตกตายไปด้วยกัน ยืนยันว่า สมาชิก สปช.ทุกคนมีความกล้าพอที่จะโหวตไม่รับรัฐธรรมนูญ ถ้าเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย หรือสืบทอดอำนาจ หรือไม่ส่งผลประโยชน์ต่ออนาคตของประเทศ

สปช.ก็พร้อมที่จะโหวตไม่รับ และถูกยุบตายตกไปตามกัน

แต่นั่นยังไม่ดุเดือดเท่าสถานการณ์แรงต้านจากภายนอก “กระฉอก” หนักยิ่งกว่า

ไฮไลต์โฟกัสไปที่การเคลื่อนไหวของผู้พิพากษา 427 คน ล่ารายชื่อส่งถึงประธาน คสช. ประธาน สปช. ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

แสดงท่าทีคัดค้านมติของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ให้เพิ่มสัดส่วนคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) จากตัวแทนฝ่ายการเมือง จากเดิมที่มีอยู่ 2 คน เป็นอย่างน้อย 1 ใน 3

อาจทำให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีอิทธิพลในการแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษา

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ก็มีแรงต้านจากข้าราชการตำรวจที่ไม่เอาด้วยกับการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่เขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ

โดยเฉพาะการแยกงานสอบสวนให้เป็นอิสระจาก สตช.

พลพรรคสีกากีตั้งป้อมค้านแบบหัวชนฝา เนื่องจากเป็นเรื่องยากในการปฏิบัติ ที่สำคัญมีการอ้างว่าคณะกรรมาธิการยกร่างฯยัดไส้โดยไม่มีการหารือกับฝ่ายตำรวจมาก่อน

อารมณ์เดียวกับนางอมรา พงศาพิชญ์ และทีมงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ต่อต้านรัฐธรรมนูญใหม่ในประเด็นการควบรวม กสม.กับผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็น “ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิของประชาชน”

ระดมเครือข่ายเอ็นจีโอดาหน้าออกมาตะโกนโห่กันเสียงหลง

ตุลาการ ตำรวจ เอ็นจีโอ องค์กรอิสระ เรียงหน้ากระดานออกมาโหมกระแสต้านรัฐธรรมนูญโมเดลแรก

และนั่นก็ไหลเข้าเหลี่ยมธงของ “นักเลือกตั้งอาชีพ” ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ที่ “ปรองดองเฉพาะกิจ” แท็กทีมกันดักหน้าดักหลัง ช่วยกันยื้อสกัดกติกาใหม่

ที่มุ่งเวนคืนอำนาจจากนักการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ทั้งสองค่ายส่ง “ทนาย หน้าหอ” ออกมาขู่จะพร้อมใจกัน “บอย-คอต” ไม่ลงสนามเลือกตั้ง

โชว์พลังหยั่งเชิง กดดันวัดใจกันในที

อย่างไรก็ดี ถึงนาทีนี้ก็ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ตามอารมณ์นายบวร-ศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมา-ธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังยักท่าไว้ จะแก้ไขหรือไม่แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง

ยังไม่มีการพิจารณาใน 60 วันเลย อย่าเพิ่งไปห่วงว่าจะแก้หรือไม่แก้ อนาคตยังมาไม่ถึง

นั่นก็เพราะตามกระบวนการขั้นตอนยังมีอีกหลายช็อตที่จะเปิดให้เสนอแนะแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญโมเดลแรกได้ หลังจากการพิจารณาของ สปช.แล้ว ยังต้องส่งไปขอความเห็นจากคณะรัฐมนตรี

ที่สำคัญต้องฟังต้นแม่น้ำ 5 สายอย่าง คสช.จะเคาะโต๊ะอย่างไร

ซึ่งก็เป็นอะไรที่มีน้ำหนักมากที่สุดในบรรดาแม่น้ำ 5 สาย ในฐานะที่ทหารเป็นฝ่ายคุมเกมปฏิรูปประเทศไทย ต้องรับผิดชอบกับผลลัพธ์สุดท้ายที่จะออกมา

ถ้าไม่ถึงที่สุดก็คงไม่เสี่ยงให้รัฐธรรมนูญยั่วแรงต้านจนเรือแป๊ะล่ม

ประเมินตามอารมณ์ก็อย่างที่มีหนังสือจากศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญฝ่ายต่างๆทั้งตัวแทนพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช. นักเคลื่อนไหว นักวิชาการ เข้าสะท้อนความเห็นในการกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

คสช.ยังอยู่ในโหมดพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรง

โดยรูปการณ์ยังมีโอกาสที่กติการัฐธรรมนูญใหม่จะลากจาก “สุดโต่ง” ดึงกลับมาพบกันครึ่งทาง

ตามสูตรการต่อรองเกมอำนาจแบบไทยๆ

ที่แน่ๆ ณ วันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะหัวหน้า คสช.ยังยืนยัน โปรแกรมยังเดินอยู่บนเส้นทางตามโรดแม็ปที่วางไว้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงยึดธงเป้าหมายปลายทางนิ่งไว้ก่อน

ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลทหารต้องเผชิญแรงกดดันด้านเศรษฐกิจ

ไม่ใช่แค่กระแสข้าวยากหมากแพงในประเทศ ชาวบ้านรากหญ้ากำลังเครียดกับปัญหาปากท้อง มันยังถูกซ้ำด้วยเงื่อนไขกดดันจากต่างประเทศ

เพิ่มแรงกดทับเศรษฐกิจให้เป็นโจทย์หินขึ้นไปอีกหลายเท่า

กับข่าวร้ายๆ ด้านหนึ่ง คณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) องค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (อียู) ได้แจก “ใบเหลือง” เตือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ กรณีไม่ดำเนินการต่อต้านการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขีดเส้นตายภายใน 6 เดือน หากยังไม่แก้ไข อียูจะคว่ำบาตรอาหารทะเลทุกชนิดจากไทย

นั่นหมายถึงรายได้กว่า 2 หมื่นล้านบาทจากการส่งออกสินค้าประมงต้องหายไป

เป็นอะไรที่ไล่เลี่ยๆกับปมเครียดๆที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รมว.คมนาคม ยอมรับสภาพ มีความกังวลว่าขั้นตอนการแก้ปัญหาการบินตามที่องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ตั้งข้อสังเกตและให้ดำเนินการตรวจสอบสายการบินในประเทศทั้ง 28 สายการบิน และสายการบินนอกประเทศอีก 14 สายการบิน

จะไม่ทันกำหนดเส้นตายที่ล็อกไว้ในวันที่ 2 มิถุนายน

ตามรูปการณ์หนีไม่พ้นอุตสาหกรรมการบินของไทยเจอปัญหาใหญ่แน่

โดยเค้ารางเศรษฐกิจมีแต่จะย่ำแย่

และโดยสภาพการณ์ที่แปรผันตามกัน ยิ่งในจังหวะที่รัฐบาลทหาร คสช.ต้องเผชิญโจทย์ยากในเชิงบริหาร ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ด้านโรดแม็ปปฏิรูป หรือด้านเศรษฐกิจ แรงกดดันเพิ่มระดับขึ้นมากเท่าไหร่

ก็ยิ่งได้เห็นการกระตุกความขลังของ “ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44”

เป็นเครื่องมือในการรับมือกับปัญหาได้แบบสารพัดนึก

อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์แบะท่า จะใช้มาตรา 44 ในการเร่งปลดล็อกปัญหาประมงที่โดนใบเหลืองจาก “อียู” รวมถึงการทะลวงขั้นตอนทางลัดในการเคลียร์ปมการบินที่ล่าช้า

พลิกกระแสแง่บวกของสถานการณ์อำนาจพิเศษในเชิงบริหาร

และไม่ใช่แค่ตั้งรับ ยังมีการขยับเชิงรุก

ภายใต้ฉากบู๊ดุดัน รัฐบาล คสช.ควงดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ในการลุยล้างคอร์รัปชัน

โดยการนำของหัวหอกคนสำคัญอย่าง พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.)

ไล่ตั้งแต่การชงบัญชีเชือดข้าราชการ 100 ราย ที่พัวพันปมทุจริต

ประเดิมยุทธการย้ายล้างบางในกระทรวงศึกษาธิการ ส่งสัญญาณถึงกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงต่างๆ กระตุกขวัญบิ๊กข้าราชการต่างออกอาการหนาวๆร้อนๆ

เพราะไม่ใช่แค่รายการเชือดไก่ แต่ไล่ฟันคอลิง เล่นถึงระดับปลัดกระทรวงเลย

อีกด้านหนึ่งก็เป็นยุทธการทวงคืนผืนป่า ไล่บี้นายทุนที่บุกรุกป่าสงวนเดินหน้า ยึดคืนพื้นที่อุท-ยานแห่งชาติที่ถูกนำไปแปลงเป็นโครงการของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เรียกเสียงปรบมือ กระตุกเรตติ้งจากฝ่ายสนับสนุน

รัฐบาล คสช.โกยแต้มมาชดเชยกับฟอร์มการบริหารเศรษฐกิจได้เนียนๆ

งานนี้ปฏิเสธไม่ได้ในมุมของยุทธศาสตร์กู้กระแสทางการเมือง แต่มันก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ ในมุมความจำเป็นต้องใช้สถานการณ์อำนาจพิเศษลุยล้างคอร์รัปชัน เพื่อนำร่องไปสู่การปฏิรูปประเทศ

เรื่องของเรื่อง เสียงวิจารณ์ไม่ได้เป็นเรื่องการลุยล้างคอร์รัปชันปั่นแต้มแก้เกมเศรษฐกิจ

แต่มันเป็นเสียงทักดักทางในเรื่องของมาตรฐานความเป็นธรรม

ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือกรณีที่รัฐบาล คสช.เดินหน้าจัดการกับโครงการโบนันซ่า เขาใหญ่ ก็มีเสียงโวยวายจากฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ จ้องเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

เพราะเจ้าของเป็นนายทุนผู้สนับสนุนกิจกรรมการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง นปช.มาตลอด

และนั่นก็มีการลากโยงไปเปรียบเทียบกับอีกโครงการหนึ่ง กรณีของ “คีรีมายา” เขาใหญ่ ที่อยู่ในโซนก้ำกึ่งหมิ่นเหม่กฎหมายเหมือนกัน ไม่ต่างจากกรณีของ “โบนันซ่า”

แต่เจ้าของเป็นผู้สนับสนุนม็อบ กปปส. เคยขึ้นเวทีประกาศไม่ให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม

โดยอารมณ์ของเกมชิงกระแส จึงกลายเป็นฝ่ายที่โดนไล่บี้หนักคือแนวร่วมฝ่ายตรงข้าม คำถามก็ย้อนกลับมาถึงฝ่ายสนับสนุนให้เกิดการยึดอำนาจ นำมาซึ่งรัฐบาลทหาร คสช.จึงไม่โดนจัดการใช่หรือไม่

แน่นอน งานนี้ประเมินกันง่ายๆ เป็นธรรมชาติของเรื่องผลประโยชน์ที่มีฝ่ายได้ ฝ่ายเสีย โดยเฉพาะคนที่เสียไม่มีทางยอมรับผิดง่ายๆถ้ามีกรณีเปรียบเทียบกันชัดเจน

มันจึงสำคัญที่กระบวนการตัดสินต้องเป็นที่ยอมรับ ไม่ใช่ลักษณะ “เสาหลักปักเลน” เอนไปเอนมา

การดำเนินการกับทุกฝ่ายต้องเสมอภาค ไม่เลือกขั้วเลือกฝั่งอย่างเท่าเทียมกัน

ถ้าปมแค่นี้ยังไม่เคลียร์ ก็ไม่มีวันปรองดองสำเร็จ.

“ทีมการเมือง”

25 เม.ย. 2558 14:12 25 เม.ย. 2558 14:15 ไทยรัฐ