วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ปฏิบัติการ "หัวเว่ย" สู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0

จากบริษัทที่ก่อตั้งขึ้นโดยคนจีนเพียง 4 คน และเริ่มต้นด้วยเงินเพียงแค่ 5,000 เหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 160,000 บาท 28 ปีให้หลัง หัวเว่ยเติบโตและขยับขึ้นสู่การเป็นบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนลอย่างเต็มตัว โดยถือเป็นแบรนด์จีนแบรนด์แรกที่ติดอันดับ 1 ใน 100 แบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ด้วยรายได้ล่าสุดในปี 2557 ที่ 46,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (1.48 ล้านล้านบาท)

ในยุคที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ของโลกหรือ Industry 4.0 กำลังใกล้เข้ามา หัวเว่ยในฐานะบริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายและอุปกรณ์โทรคมนาคมชั้นนำ ย่อมต้องฉกฉวยโอกาสในการล้อไปกับกระแส ซึ่งตัวเองมีส่วนร่วมในการสร้าง อย่างเต็มพิกัด

ภายในงานหัวเว่ย โกลบอล ซัมมิท 2558 ที่ผ่านมา ณ เมืองเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หัวเว่ยนั้น จึงเต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ แนวคิด และบริการใหม่ๆที่จะตอบสนองความต้องการในยุคที่อินเตอร์เน็ต จะเป็นกลจักรสำคัญในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่

เนื่องด้วยหัวใจของ Industry 4.0 นั้น นอกจากจะอยู่ที่การบริหารข้อมูลจำนวนมหาศาลทั่วโลกจากยุคอินเตอร์เน็ตเฟื่องฟู โดยใช้เทคโนโลยีอย่างบิ๊กดาต้า (Big Data) และคลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing) เข้ามาจัดการแล้ว

Industry 4.0 ยังหมายถึงยุคแห่งอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นยุคที่อุปกรณ์หลากหลาย จะสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ไม่เฉพาะอุปกรณ์แบบเดิมๆที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน หนึ่งในนั้นหมายรวมถึงรถที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและขับเคลื่อนได้โดยไร้คนขับ

ตลอดจนการปฏิวัติการผลิตในอุตสาหกรรมทุกชนิด เพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ฉีกออกจากการผลิตแบบเดิมๆ ที่เน้นสินค้าที่เหมือนๆกันหมด ไปสู่สินค้าที่ตอบสนองความต้องการได้เฉพาะกลุ่มอย่างหลากหลาย รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาค่าจ้างแรงงานมนุษย์ที่สูงขึ้นและทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตาม โดยหันมาใช้อินเตอร์เน็ตควบคุมระบบการผลิตแทน

ซึ่งการเชื่อมต่อของอุปกรณ์หลายแสนล้านอุปกรณ์ทั่วโลกในยุคที่กำลังมาถึง รวมทั้งการมีบทบาทอย่างเต็มที่ของอินเตอร์เน็ตต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรม Industry 4.0 จะทำให้ความต้องการใช้งานโครงข่าย โทรคมนาคมความเร็วสูงไร้สายเพิ่มมากขึ้นและรวดเร็วขึ้น

โดยหลังจากที่เทคโนโลยี 4 จี LTE ให้บริการเชิงพาณิชย์เมื่อปี 2552 หัวเว่ยมีแผนที่จะเปิดตัวเทคโนโลยี 4.5 จีซึ่งจะมีความเร็วอยู่ในระดับ 450 Mbps ในปีหน้า โดยจะเปิดตัวมือถือที่รองรับการใช้งาน 4.5 จีภายในไตรมาส 3 ของปีนี้

ส่วนเทคโนโลยี 5 จี ซึ่งหัวเว่ยทุ่มงบวิจัยและพัฒนาเป็นเงินถึง 600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ราว 19,200 ล้านบาท) ระหว่างปี 2556-2561 นั้น คาดว่าในช่วงปี 2560-2561 น่าจะเปิดทดลองใช้เชิงพาณิชย์ได้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างทดสอบการใช้งานร่วมกับบริติช เทเลคอมและมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศอังกฤษ

ความเร็วในระดับ 5 จีที่หัวเว่ยพูดถึงนั้น เป็นความเร็วระดับ 10 Gbps เปรียบกับความเร็ว 3 จีที่คนไทยใช้กันอยู่เต็มที่ 3-5 Mbps แล้ว ต้องบอกว่าอย่าเทียบเลยจะดีกว่า โดยขุมพลังของ 5 จีจะสามารถรองรับการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้ถึง 100,000 ล้านจุดเลยทีเดียว

ซึ่งเมื่อผ่านช่วงทดลองใช้บริการเชิงพาณิชย์ และเข้าสู่ช่วงของการพัฒนาเครื่องมือถือและอุปกรณ์อื่นๆเพื่อรองรับการใช้งาน 5 จี หัวเว่ยก็เตรียมที่จะเทงบในการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติมจากเดิมอีกก้อน

ความสำเร็จที่เทียบเท่า จนแซงหน้าผู้ผลิตในฝั่งประเทศอเมริกาและยุโรปของหัวเว่ย ประการหนึ่งที่สำคัญมาก นอกเหนือจากราคาที่สมเหตุผล ก็คือการทุ่มงบลงทุนไปกับการวิจัยและพัฒนาหรือ R&D ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา หัวเว่ยใช้เงินในการนี้ไปทั้งสิ้นกว่า 31,600 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1 ล้านล้านบาทไทย โดยในแต่ละปี จะกันงบประมาณเพื่อการพัฒนาและวิจัยไว้ที่ 10% ของรายได้

นอกจากนั้น ยังมีพนักงานที่ทำงานด้านวิจัยและพัฒนามากถึง 76,000 คน หรือคิดเป็น 45% ของพนักงานของหัวเว่ยทั้งหมดที่ 170,000 คนทั่วโลก

เคล็ดลับที่สำคัญอีกประการของหัวเว่ยก็คือ การสร้างความมีส่วนร่วมในความสำเร็จของบริษัท ด้วยการจัดสรรหุ้นให้กับพนักงาน โดยขณะนี้มีพนักงานไม่ต่ำกว่า 80,000 คน เป็นเจ้าของหัวเว่ย ร่วมกับผู้ก่อตั้งนายเหริน เจิ้งเฟย ซึ่งปัจจุบันถือหุ้นอยู่ในสัดส่วน 1.4% ถือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของหัวเว่ย โดยหัวเว่ยไม่มีแผนนำหุ้นเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพราะมีนโยบายมอบหุ้นให้กับพนักงาน.

25 เม.ย. 2558 13:06 25 เม.ย. 2558 13:07 ไทยรัฐ