วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'ปู่ชัย'จวกรธน. รองรับกลุ่มการเมือง

'ปู่ชัย'จวกรธน. รองรับกลุ่มการเมือง

  • Share:

ให้ลงสมัครส.ส.ได้ ‘บิ๊กตู่’ยันกับอินโด ไทยเลือกตั้งต้น59

“บิ๊กตู่” คอนเฟิร์ม “ปธน.โจโกวี” ไทยมีเลือกตั้งช้าสุดต้นปีหน้า โรดแม็ปเดินเข้าสู่ระยะที่ 2 “บวรศักดิ์” แทงกั๊กแก้-ไม่แก้ประเด็นร้อน อนาคตไม่มีใครพยากรณ์ได้ ถกร่างแรก รธน.วันที่ 4 ร้อนฉ่า “ปู่ชัย” ต้าน กมธ.ยกร่างฯไฟเขียวกลุ่มการเมืองส่งคนลงสมัคร ส.ส. ชี้เสี่ยงทหารลากรถถังออกมาเอ็กเซอร์ไซส์ ไม่เอาโอเพ่นลิสต์-ส.ว.ลากตั้ง ผบ.ตร.เรียกประชุมรับศึกปฏิรูป ปชป.ไม่ชอบห้าม ส.ส. เป็น รมต. ปล่อยข่าวสะพัดมีมือที่มองไม่เห็นยัดไส้ตัดสิทธิสมาชิก 109-111 สนช.เปิดแถลงคดีจีทูจีข้าวเก๊ “วิชา” ลาก “ปู” เอี่ยวคดี ฐานเตือนแล้วไม่ฟัง “บุญทรง” อัด ป.ป.ช.วางตัวไม่เป็นกลาง เบรก สนช.หยุดทุกขั้นตอนอย่าชี้นำศาล

การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) เพื่ออภิปรายรัฐธรรมนูญร่างแรกผ่านมาครึ่งทาง สมาชิกสปช.ยังคงดาหน้าลุกขึ้นซักประเด็นร้อนอย่างต่อเนื่อง

“บิ๊กตู่” บอก “โจโกวี” ลต.ต้นปีหน้า

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 23 เม.ย. ที่อาคาร Balai Sidang Jakarta Convention Center (JCC) กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ได้มีการหารือทวิภาคีกับนายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ระหว่างไปร่วมการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวในการหารือตอนหนึ่งว่า ยินดีกับอินโดนีเซียที่ประสบความสำเร็จในการจัดการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกาในโอกาสครบรอบ 60 ปี และไทยยืนยันจะร่วมมือกับอินโดนีเซียในการพัฒนาความสัมพันธ์รอบด้าน และขอบคุณอินโดนีเซียสำหรับการประสานงานช่วยเหลืออพยพคนไทยออกจากเยเมน สำหรับการพัฒนาการทางการเมืองของไทยนั้นรัฐบาลไทยกำลังดำเนินตามขั้นตอนที่ 2 ของโรดแม็ป โดยขอให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในกระบวนการปฏิรูป เพื่อความเข้มแข็งทางการเมืองและเศรษฐกิจ กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในปีนี้ เพื่อนำไปสู่การประกาศการจัดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงปลายปีนี้ หรือต้นปีหน้า

“บวรศักดิ์” ปลื้ม สปช.ถก รธน.ลื่น

ที่อาคารรัฐสภา นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวกับยุวชนประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 ตอนหนึ่งว่า ขอให้ยุวชนที่เปรียบเสมือนอาทิตย์อุทัย ต้องทำตัวเองเป็นพลเมือง อย่าทำตัวเป็นไทยเฉย ถ้าทำได้เราจะมีรัฐธรรมนูญเพียงฉบับที่ 20 แต่ถ้าเมื่อใด ยังมีการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่ เราก็อาจจะมีรัฐธรรมนูญฉบับ 21-23 ก็ได้ ต้องเป็นหูเป็นตาสอดส่องนักการเมืองที่นอกลู่นอกทาง ขอให้ทำการเมืองกับพลเมืองอยู่บนตราชั่งที่สมดุล แล้วรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ก็จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวร

จากนั้นนายบวรศักดิ์ให้สัมภาษณ์ว่า การอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญผ่านไป 3 วันเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีสิ่งไม่ราบรื่นทั้งสิ้น เป็นสภาแบบอย่างที่ดีที่ตนภูมิใจว่าไม่มีการประท้วงวุ่นวาย ไม่มีการใช้วาจาส่อเสียด

กั๊กแก้ประเด็นร้อนยังเดาไม่ได้

เมื่อถามว่า มี สปช.บางคนระบุว่า การที่กมธ.ยกร่างฯ ลุกขึ้นชี้แจงในรายประเด็น แสดงว่า จะไม่มีการแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญอีกแล้ว นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ชาวบ้านที่ฟังจะได้เข้าใจ แต่ชี้แจงแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะปรับปรุงไม่ได้ และชี้แจงเพื่อให้เห็นว่า กมธ.ยกร่างฯใช้หลักวิชา ดูความเป็นไปของโลก ดูลักษณะเฉพาะของบ้านเมืองไทย ไม่ได้เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการแถลงของคณะโฆษก กมธ.ยกร่างฯ เหมือนว่าจะไม่แก้ไขในประเด็นที่มานายกฯ ที่มา ส.ว.และระบบเลือกตั้งแล้ว นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ก็ฟังหมด แต่จะแก้หรือไม่ต้องมาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ส่วนประเด็นที่บอกจะไม่มีการปรับแก้ ผู้สื่อข่าวคิดกันเอาเอง ใครพยากรณ์อนาคตได้ ก็คิดเอาเองทั้งนั้น ยังไม่มีการพิจารณาใน 60 วันนั้นเลย เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งไปห่วงว่าจะแก้หรือไม่แก้ อนาคตยังมาไม่ถึง

“เสรี” ขวางแยก พงส.พ้น สตช.

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ว่า โครงสร้างการปฏิรูปตำรวจที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญภาค 3 มาตรา 282 (8) ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวน แยกขาดออกจาก สตช. เกิดจากการตัดสินใจของ กมธ.ยกร่างฯ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ ได้เสนอแนวทางการปฏิรูปไป 2 ส่วน คือ ต้องแยกพนักงานสอบสวนออกจาก สตช.อย่างเด็ดขาด และพนักงานสอบสวน ควรมีอิสระในการทำงาน แต่ต้องไม่แยกออกจากตำรวจ ตนในฐานะประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ จะอภิปรายประเด็นนี้ในที่ประชุม สปช.เมื่อเข้าสู่การพิจารณารัฐธรรมนูญภาค 3 การปฏิรูปเบื้องต้นก็เห็นด้วยกับความเห็นของตำรวจที่ออกมาว่า จะทำให้มีปัญหาความยุ่งยากมาก หากแยกพนักงานสอบสวนออกมา

นายวันชัย สอนศิริ โฆษกฯ กมธ.ปฏิรูปกฎหมายฯ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนจำเป็นต้องคงอยู่กับ สตช. เพราะหากถูกแยกออกไป ปัญหาในการปฏิบัติงานจะมีมาก แต่ก็จำเป็นต้องให้พนักงานสอบสวน มีอิสระในการทำหน้าที่ ข้อเสนอปฏิรูปที่ออกมายังจำเป็นต้องฟังเสียงส่วนใหญ่จากทั้ง สปช. สนช. และหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง แต่เห็นว่า ปัญหาทั้งหมดนี้เกิดจากความบกพร่องของ สตช. เอง ที่ไม่ยอมมีการปฏิรูปตัวเอง

“อำนวย” จวกหวังซุกปีกบิ๊กการเมือง

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน ผบช.ภ.1 กล่าวว่า พูดเรื่องนี้มาหลายครั้ง เบื่อพูด ให้พูดแล้วทำได้หรือเปล่า บอกให้เอาการเมืองออกไปจากตำรวจ อย่าให้ นายกฯ เป็นคนตั้ง ผบ.ตร. อย่าให้ รองนายกฯเป็นประธาน ก.ตร. ตั้ง พล.ต.ต.หรือผู้การ ตำรวจจะได้เลิกติดตาม เลิกรับใช้ เลิกเป็นเครื่องมือนักการเมือง กลับมาเป็นตำรวจของประชาชนเสียที อีกเรื่องหนึ่งการปฏิรูปจำเป็น สำคัญเพื่อให้ทันสมัย แต่เชื่อว่าที่สำคัญกว่าการปฏิรูปคือการปฏิบัติ ตัวอย่างงานสอบสวนพยายามดิ้นออกจาก สตช. บอกว่าจะไปสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ไปซุกปีกนักการเมืองอีกหรือ จะไปรับคำสั่งนักการเมืองโดยใกล้ชิดหรือไงดูองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม อัยการมี กอ. ศาลมี กต. ไม่มีนักการเมืองเข้าไปแทรก เข้าไปมีบทบาท ทั้งหล่อ ทั้งสมาร์ท ไม่ขี้เหร่เหมือนเรา

ผบ.ตร.ระดมพลรับศึกปฏิรูป

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวว่า เรื่องการปฏิรูปตำรวจ ได้มีการทำกันมาโดยตลอด มีการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากข้าราชการตำรวจ ซึ่งได้แบ่งการทำงานออกเป็น 6-7 คณะ แล้วมีเซ็นเตอร์ เป็นผู้รวบรวมทั้งหมด คือ พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. ซึ่งวันที่ 24 เม.ย.จะต้องเรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องเรื่องนี้เพื่อติดตามสถานการณ์ ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับการปฏิรูป ถ้ามีรูปแบบการเปลี่ยนแปลงออกมาเป็นเช่นใด สิ่งสำคัญต้องบอกว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการเปลี่ยนแปลง ถ้าประชาชนได้รับประโยชน์แล้วมาเปลี่ยนไป แล้วประชาชนเกิดความเสียหาย เช่น ความสะดวกสบาย ความเข้าอกเข้าใจ หรือวิธีการที่เปลี่ยนไป ก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ถ้าประชาชนได้ประโยชน์ มีความสะดวกสบาย และทำให้เท่าถึงได้มากขึ้น เป็นสิ่งที่ดี

ปชป.ไม่ชอบห้าม ส.ส.เป็น รมต.

นายเทพไท เสนพงศ์ รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญ ม.175 (7) กรณีห้ามไม่ให้ ส.ส.เป็นรัฐมนตรี ว่า เป็นการเขียนรัฐธรรมนูญที่ผิดหลักการของการเมืองระบบรัฐสภาที่กำหนดให้นายกฯมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น เมื่อนายกฯมาจาก ส.ส.แล้ว ก็ไม่ควรห้าม ส.ส.เข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีด้วย การบังคับให้ ส.ส.ลาออกเพื่อมาเป็นรัฐมนตรีก็เคยล้มเหลวมาแล้วในรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมสภาฯ ไม่ให้ความสำคัญกับงานสภาฯ เพราะถือว่าตัวเองไม่ได้เป็น ส.ส.การห้าม ส.ส.เป็นรัฐมนตรี สามารถทำได้เฉพาะในระบบที่มีการเลือกตั้งนายกฯโดยตรงเท่านั้น เพราะเป็นหลักของการแยกอำนาจโดยเด็ดขาด การเขียนรัฐธรรมนูญในลักษณะลูกผสมเช่นนี้ ไม่ตรงทฤษฎีการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแต่เป็นการเขียนแบบหัวมงกุฎ ท้ายมังกร

พิมพ์แจกแสนเล่ม “สาระ รธน.”

ที่รัฐสภา นางถวิลวดี บุรีกุล น.ส.สุภัทรา นาคะผิว และนายประชา เตรัตน์ กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงการณ์เผยแพร่สาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.สุภัทรากล่าวว่า เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างสมบูรณ์และรอบด้าน กมธ.ยกร่างฯจึงจะจัดทำหนังสือ “สาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป” หนา 95 หน้า จำนวน 100,000 เล่ม ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่ายเพื่อแจกจ่ายประชาชนโดยจะแจกให้สมาชิก สปช.ก่อนในวันที่ 24 เม.ย. จากนั้นจะทยอยแจกจ่ายประชาชนในเวทีรับฟังความคิดเห็นทั้ง 12 เวทีในจังหวัด และใน 3 เวทีของ กมธ.ยกร่างฯ โดยสามารถนำไปจัดพิมพ์โดยไม่มีลิขสิทธิ์

ทำโพลแต่ไม่มีถามทำประชามติ

นางถวิลวดีกล่าวต่อว่า ส่วนแบบสอบถามของ กมธ.ยกร่างฯ จะส่งลงพื้นที่เพื่อสุ่มสำรวจความเห็นประชาชนจำนวน 77,000 คน หรือจังหวัดละ 1,000 คน โดยใช้วิธีสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว คนละ 30 คำถาม เช่น ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งหรือสรรหา ระบบบัญชีรายชื่อของ ส.ส.ควรเลือกแบบให้พรรคจัดลำดับให้หรือให้ประชาชนเป็นคนเลือก ทั้งนี้จะไม่มีการนำคำถามเรื่องการทำประชามติไปถามแต่อย่างใด โดยจะสำรวจแล้วเสร็จสิ้นเดือน พ.ค.

นายประชากล่าวว่า เรื่องการทำประชามติ กมธ.ยกร่างฯกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เห็นพ้องให้ทำ แต่จะทำหรือไม่เป็นอำนาจของ คสช. เมื่อถามว่า เหตุใด กมธ.ยกร่างฯถึงไม่ทำหนังสืออย่างเป็นทางการไปถึง คสช.เรื่องการทำประชามติ นายประชาตอบว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ กมธ.ยกร่างฯ

ปล่อยข่าวยัดไส้ตัดสิทธิ 109–111

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันได้มีกระแสข่าวหนาหูเกี่ยวกับกรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกที่ กมธ.ยกร่างฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ในมาตรา 111 ว่าด้วยคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส. (15) เคยถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือในการดำรงตำแหน่งอื่น ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตัดสิทธิบ้านเลขที่ 111 และ 109 ไม่ให้ลงเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยหรือไม่ กมธ.ยกร่างฯคนหนึ่งได้ชี้แจงว่า ใน (15) เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์การถอดถอนรูปแบบใหม่ที่กำหนดไว้รัฐธรรมนูญนี้ ผู้ที่จะถูกตัดสิทธิจะต้องถูกถอดถอนโดยกระบวนการรัฐสภา กลุ่มบ้านเลขที่ 111 และ 109 เป็นการถูกเพิกถอดสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งไม่ได้ถูกถอดถอนตามกระบวนการรัฐสภา ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวข้องและคาดว่าจะลงรับสมัครเลือกตั้งได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการสอดไส้รัฐธรรมนูญ

“ปู่ชัย” ต้านกลุ่มการเมืองส่ง ส.ส.

เวลา 14.00 น.ที่รัฐสภา การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มี น.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานสปช.คนที่ 2 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้วในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง หมวด 3 รัฐสภา ได้เริ่มขึ้น โดยนายชัย ชิดชอบ สปช.ด้านการเมือง อภิปรายว่า การเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ไม่เคยกำหนดให้มีกลุ่มการเมืองเกิดขึ้นเพราะการรัฐประหารแต่ละครั้งที่ผ่านมา มักเกิดจากกลุ่มการเมืองที่ไม่มีวินัย กลุ่มการเมือง 2 กลุ่มใหญ่จะทำให้ประเทศชาติล่มสลาย สร้างความเดือดร้อนให้ประเทศชาติ ทหารจะเอารถถังออกมากี่คันก็สู้กลุ่มการเมือง 2 กลุ่มนี้ไม่ได้ ห่วงทหารเดี๋ยวจะต้องออกมายืดเส้นยืดสายอีก ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองลงสมัคร ส.ส. เอาแค่พรรคการเมืองพอแล้ว

ไม่เอาโอเพ่นลิสต์–ส.ว.ลากตั้ง

“ในเมื่อ กมธ.ยกร่างฯ อ้างว่าจะทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ ทำไมจึงจำกัดสิทธิเสรีภาพของเขา ทำไมจึงไม่ปล่อยให้ประชาชนเลือกตั้ง ส.ส.เขต ไปเลยทั้ง 450 คน จะไปเลือกแบบบัญชีรายชื่อที่เป็นแบบสัดส่วนผสมมาใช้ทำไม ส่วนที่มา ส.ว.ก็ต้องให้ประชาชนเลือกตั้งทั้งหมด สิ่งที่ กมธ.ยกร่างฯ ทำนั้นอยู่นอกกรอบ จึงขอให้พิจารณาทบทวนแก้ไขใหม่ ถ้ากฎหมายออกมาดีบ้านเมืองจะมีความสุข แต่ถ้าออกมาแบบนี้บ้านเมืองฉิบหายแน่นอน” นายชัยกล่าว

“เสธ.อู้” ให้เครดิตกลุ่มการเมืองเท่าพรรค

จากนั้น พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช โฆษก กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงว่า สถานการณ์บ้านเมืองที่มีกลุ่มต่างๆจัดตั้งขึ้นหลายกลุ่มมีความสนใจที่แตกต่างกัน อาทิ ด้านพลังงาน ด้านการเมือง เป็นต้น เพื่อให้กลุ่มเหล่านี้มีพื้นที่ในสภา ในมาตรา 76 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่กำหนดรายละเอียดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ก่อนนำไปใช้ในการเลือกตั้ง ส.ส.ซึ่งจะนำไปบังคับใช้กับกลุ่มการเมือง กลุ่มการเมืองจะต่างจากพรรคการเมืองเพียงบางส่วน ในส่วนของข้อกำหนดผู้จดทะเบียน สมาชิกและสำนักงานอาจไม่ต้องมี เป็นกลุ่มการเมืองที่ประสงค์จะลงรับเลือก ส.ส.ระดับภาค ระดับจังหวัด กลุ่มการเมืองก็ต้องทำตามกฎหมายที่กำหนดไว้ เชื่อว่ากลุ่มการเมืองสามารถเล่นการเมืองในระดับพรรคได้อยู่แล้ว

ให้ห้ามนักการเมืองต้องโทษรีเทิร์น

ขณะที่นายอุดม เฟื่องฟุ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) อภิปรายในหมวด 3 ว่าด้วยรัฐสภา ว่า ขอให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณาแก้ไขในมาตรา 110 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เป็น ส.ส.และ มาตรา 111 ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะมีเนื้อหาที่ไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 (3) ถึง (10) ที่กำหนดให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคัดคนเข้ามาสู่การเมือง ทั้งนี้ ควรกำหนดให้นักการเมืองที่ทำผิดกฎหมาย ซึ่งศาลมีคำวินิจฉัยลงโทษแล้ว ไม่ควรกลับมาสู่ระบบการเมืองอีกต่อไป ขณะเดียวกัน มองว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่อยู่บนฐานของความเข้าใจในสภาพการเมืองไทยที่พรรคการเมือง ล้วนมีเจ้าของเกือบหมด ทั้งเจ้าของพรรคภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก และพรรคการเมือง นักการเมือง ยังเป็นผู้แพร่ไวรัสสู่ประชาธิปไตย ให้เป็นอาการคล้ายไข้หวัดนกหลายปี ตนมองว่าไม่ควรปล่อยไว้และควรใช้ยาแรง

กรีดอย่าเขียน รธน.ตามใจแป๊ะ

ต่อมานายนิรันดร์ พันธกิจ สมาชิก สปช. อภิปรายในหมวด 3 รัฐสภาว่า คิดได้อย่างไรที่เอาหมวดพระมหากษัตริย์ไปปนกับประชาชน เราเคยมีรัฐธรรมนูญ 10 กว่าฉบับก็แยกออกจากกันทุกครั้ง ขอย้ำว่าเรือนี้ไม่ใช่เรือของแป๊ะ แต่เป็นเรือของประชาชนที่แป๊ะไปยึดมา ยอมรับวันนี้เหตุการณ์สงบลงเพราะแป๊ะมาช่วย แต่ต่อไปแป๊ะต้องคืนอำนาจอธิปไตย ไม่ใช่ตามใจแป๊ะ

นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กมธ.ยกร่างฯชี้แจงว่า การออกแบบในครั้งนี้ คณะ กมธ.ยกร่างฯ จึงคิดกันว่าจะทำอย่างไร ให้คะแนนเสียงมีความยุติธรรม ให้แต่ละพรรค ได้ความนิยมตามคะแนนเสียงที่แท้จริง ไม่ใช่จะตั้งใจไปกลั่นแกล้งพรรคใหญ่

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงกรณีที่ สปช.ท้วงติงว่าในภาค 1 ไม่ควรเขียนว่า กษัตริย์กับประชาชนว่า เพราะเป็นการเชื่อมโยงตามที่รัชกาลที่ 7 พระราชทานเอาไว้ในพระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2477 ที่ต้องการให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนชาวไทย

นักการเมืองตบเท้าถกปรองดอง

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต บรรดานักการเมือง นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหว ที่ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ส่งหนังสือเชิญมาร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เดินทางมาตามหนังสือเชิญราว 30 คน อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวรชัย เหมะ แกนนำ นปช. นายเอกชัย ไชยวัฒน์ อาจารย์ ม.สยาม นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวฯ สมาชิก สปช. นายนัชชชา กองอุดม นักศึกษา ม.กรุงเทพ

เล็งนัด กมธ.ยกร่างฯมาคุย รธน.

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยภายหลังร่วมประชุมกว่า 5 ชั่วโมงว่า บรรยากาศในที่ประชุมเป็นไปด้วยความปรองดองสมานฉันท์ ศปป.อยากฟังความคิดเห็นของหลายฝ่าย จึงพูดกันอย่างกว้างขวาง โดยอาจจะมีการนัดครั้งต่อไปอีก

นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ สมาชิก สปช. กล่าวว่า บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี ไม่ใช่การเชิญมาปรับทัศนคติหรือขอร้องเรื่องใดๆ ศปป.ได้ขอความคิดเห็นจากตัวแทนที่มา ซึ่งหลายคนได้เสนอว่าในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นด้วย

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกฯ กล่าวว่า ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 เรื่องคือ ระบบกฎหมาย กติกาที่เป็นธรรม และการบังคับใช้กติกา ผู้บังคับใช้กติกาที่เป็นธรรม ในส่วนของกติกาปัจจุบันที่กำลังทำคือรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าจะมีปัญหาความขัดแย้งตามมามากกว่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารก็บอกว่าจะจัดให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้พูดคุยกับ กมธ.ยกร่างฯโดยตรง

“บิ๊กตู่” ชี้เรียกมาสัญญาที่รับปากไว้

เมื่อเวลา 13.50 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.กล่าวว่า เรียกมาเพื่อพูดคุย เพราะเคยบอกไปแล้วว่า การออกมาพูดกับสื่อ พูดกับสังคมหรือพูดข้างนอกมันไม่ได้ เพราะขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติมากนัก ดังนั้นการที่บางคนทั้งที่มีคดีความหรือเรื่องต่างๆที่สังคมยังสงสัยข้องใจก็ต้องเชิญมาพบกัน

ซึ่งความจริงก็เชิญมาพูดคุยกันแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็รับปากกัน พูดจากันเรียบร้อย แต่พอกลับไปก็เอาใหม่อีก จึงได้สั่งการว่าให้เชิญมาพูดคุยในวันเดียวกันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปี 2552-2553 เรื่องชายชุดดำ เรื่องจำนำข้าว มีอะไรก็ขอให้ว่ามา ซึ่งยังไม่ได้รับรายงานว่าทำได้แค่ไหนอย่างไร ไม่ได้เรียกมาเพื่อปรับทัศนคติ แต่เป็นการเชิญมาทำความเข้าใจกัน

ลั่นปรองดองอยู่ที่หัวใจไม่ใช่ ม.44

เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรกับบุคคลที่เรียกมาทำความเข้าใจบ่อยครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า สังคมก็ต้องทำความเข้าใจกันเอง อะไรก็จะให้ใช้แต่อำนาจจะต้องให้ตนทำให้ มันเป็นอะไรประเทศไทย อยากจะรู้นัก ทำไมไม่รู้จักคิดว่า จะมีหัวใจที่จะปรอง– ดองทำเพื่อประเทศชาติกันบ้างทำไม่ได้เลยหรือ มันจะต้องขัดแย้งไปทุกเรื่อง กฎหมายก็มีอะไรก็มีจะขอแต่ให้มีกฎหมายที่แรงขึ้นๆ หรือลงโทษให้แรงขึ้น หลายคนบอกว่าการที่ตนเรียกมาเช่นนี้ก็จะใช้มาตรา 44 อีกเพื่อไปปรองดอง ตนบอกหลายครั้งแล้วว่า การปรองดองอยู่ที่หัวใจของทุกคนที่เป็นคนไทย ถ้าอยากปรองดองขอให้หยุดกันเสียก่อนทุกเรื่อง หยุดพูด หยุดแสดงความคิดเห็นนั่นแหละคือปรองดองแล้ว แต่ไม่ใช่การยกโทษทางกฎหมาย ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงจะเรียกว่าเริ่มเข้าสู่การปรองดองแล้วถึงมีการตัดสินออกมาว่าถูกหรือผิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ความหนักใจที่สุดในการทำงานวันนี้คืออะไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า แก้ปัญหาไม่หมดแก้ไม่เสร็จ คิดว่าเมื่อเข้ามาทำงานแล้วมันจะเสร็จ คงไม่หนักหนาสาหัสอะไรเท่าไหร่ ตนก็ไม่อยากจะบ่นเพราะบ่นมาแล้วหลายครั้งมันไม่ดี คนอื่นได้ยินเขาก็ว่าประเทศไทยมันเน่า ที่ตนเสียงดังอีกในวันนี้ไม่ได้โมโห แต่สงสัยเป็นเพราะหูอื้อ

ทหาร–ตร.ไฟเขียวแดงรำลึก “ไม้หนึ่ง”

ที่ศาลาพระเทพสุเมธี วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กำลังตำรวจ สน.บางเขน หนึ่งกองร้อย พร้อมตำรวจสันติบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายข่าวกรองทหาร สนธิกำลังสังเกตการณ์ การรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ประกอบด้วยกลุ่มปฏิญญาหน้าศาล กลุ่มคณะราษฎร 2555 กลุ่มญาติวีรชน 10 เมษา รวมกว่า 40 คน หลังมีการนัดหมายทางโซเชียลมีเดีย มาจัดงานทำบุญเลี้ยงพระ อุทิศส่วนกุศลให้นายกมล ดวงผาสุก หรือ ไม้หนึ่ง ก.กุนที อดีตกวีเสื้อแดง ในโอกาสครบรอบ 1 ปี การถูกยิงเสียชีวิต โดยภายในงานมีการนำบทกวีของไม้หนึ่ง ที่มีเนื้อหาทางการเมืองมาจัดแสดง และมีการจัดพิธีสงฆ์ ขณะที่นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ นายพรท เฉลิมแสน แกนนำคนเสื้อแดง เข้าร่วม ปรากฏว่า ตำรวจ ทหาร ปล่อยให้จัดเต็มที่ บางคนยังมาร่วมรับประทานอาหารกับมวลชนเสื้อแดงชื่นมื่น จากนั้นกลุ่มมวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง เดินทางไปที่ร้านครกไม้ ไทยลาว ย่านวังหิน สถานที่ที่อดีตแกนนำเสื้อแดงถูกยิงตาย เพื่อวางดอกไม้รำลึก โดยตำรวจ ทหาร ไม่ได้ติดตามไปแต่อย่างใด

สนช.แถลงเปิดคดีจีทูจีข้าวเก๊

อีกเรื่องหนึ่ง ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธาน เพื่อดำเนินการตามกระบวนการถอดถอนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์และนายมนัส สร้อยพลอย อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบ ม.56 (1) และ ม.58 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนของนายภูมิ นายบุญทรง และนายมนัส ผู้ถูกกล่าวหา

“วิชา” ลาก “ปู” เอี่ยวเตือนแล้วไม่ฟัง

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้กล่าวหา กล่าวว่า แม้มีข้อท้วงติงว่าโครงการรับจำนำข้าวจะก่อให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน แต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกฯ และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าว (กขช.) ไม่ฟัง กลับทำต่อก่อให้เกิดปัญหาวินัยการเงินการคลังของชาติระยะยาว เป็นขบวนการทุจริตที่ร้ายแรงต้องสูญงบประมาณชาติเป็นจำนวนมาก การขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นการขายให้ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ หรือตัวแทนของรัฐในทุกประเทศ แต่การขายข้าวจีทูจีในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่ เพราะพบข้อพิรุธผิดปกติมากมาย ทั้งไม่ได้ขายข้าวให้ตัวแทนรัฐของจีนจริง ไม่มีการเปิดแอลซี แต่กลับมีการชำระเงินหน้าคลัง (Ex Warehouse) ที่สำคัญไม่ได้มีการส่งออกจริงแต่กลับขายให้บริษัทเอกชนในไทยเวียนเทียนขายข้าวในประเทศแทน

แฉแก๊งโกงใช้มุกเวียนเทียนข้าว

นายวิชากล่าวอีกว่า สรุปได้ว่า นายภูมิร่วมกับนายบุญทรง และนายมนัส พร้อมพวกที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่ทำและจัดการข้าวในคลังสินค้ากลาง ได้มีเจตนากระทำความผิดต่อกฎหมาย พร้อมกลุ่มบุคคลภาคเอกชน เช่น บ.สยามอินดิก้า จำกัด บริษัท สิราลัย จำกัด รวม 21 คน ร่วมขบวนการทุจริตจำนำข้าว แบ่งหน้าที่ร่วมนำวิสาหกิจจากจีน 2 บริษัทคือ 1.บริษัท กวางตุ้ง สเตชั่นนารี แอนด์ สปอร์ตติ้ง กู้ด อิมพอร์ต แอนด์ เอ็กซ์พอร์ต สเตชั่น 2.บริษัท ไห่หนาน เกรน แอนด์ ออยล์ อินดัสเทรียล เทรดดิ้ง อ้างเป็นตัวแทนรัฐจีนทำสัญญาแบบรัฐต่อรัฐกับกรมการค้าต่างประเทศ ทั้งที่สองบริษัทไม่ได้รับการรับรองจากองค์กรไชน่าเนชั่นรอล ซีรีน ออยส์แอนฟู้ดสตร๊าฟ คอร์ปอเรชั่น (คอฟโก) จึงไม่ใช่ตัวแทนของจีนจริง ข้าวแทนที่จะนำออกสู่ต่างประเทศ แต่กลับมีขบวนการนำมาหมุนเวียนภายในประเทศ

“บุญทรง” อัด ป.ป.ช.ไม่เป็นกลาง

จากนั้นนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ แถลงเปิดคดีว่าขอโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ที่ ป.ป.ช.กล่าวหา แม้ว่าส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยกับการที่ประธาน สนช.บรรจุเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมและดำเนินการพิจารณา แต่การมาแถลงเปิดคดีในวันนี้ก็หวังได้รับความเป็นธรรมว่าถูกดำเนินคดีไม่เป็นธรรมหลายประการ เรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีทางการเมือง ป.ป.ช.จึงควรรับฟังหลักฐานและวางตัวเป็นกลาง แต่กลับรีบเร่งดำเนินคดีไม่ไต่สวนพยานตามที่ร้องขอจำนวนมาก แต่คดีระบายข้าวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ขณะนี้ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ ก่อนเข้าสู่ตำแหน่งรมช.คลัง ได้รู้ถึงปัญหาความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทรยศต่อประชาชนที่เลือกเข้ามาปฏิบัติหน้าที่

ทวงสำนึก สนช.–อย่าชี้นำศาล

นายบุญทรงกล่าวต่อว่า หากสภาแห่งนี้ยังดำเนินการถอดถอนต่อจะเท่ากับใช้ดุลพินิจก้าวล่วงชี้นำศาล เป็นการประหารก่อนกระบวนการของศาล สำนึกยุติธรรมของท่านจะใช้ที่นี่หรือพิสูจน์ที่ศาล ท่านไม่ควรดำเนินการใดๆในสภานี้อีก แต่หากทำโปรดถาม ป.ป.ช.ด้วยว่าเหตุใดจึงไม่สืบพยานฝ่ายผู้ซื้อ เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้เชื่อมั่นในสิ่งที่ ป.ป.ช. กล่าวอ้างว่าเป็นความยุติธรรมได้อย่างไร ดังนั้นไม่อาจสยบยอมและขอปฏิเสธข้อกล่าวหา จะสู้ต่อในกระบวนการยุติธรรม

ด้านนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ กล่าวว่า มั่นใจในความบริสุทธิ์และความสุจริต ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งไม่ได้ทำผิด ไม่ได้ร่วมกับใครเพื่อไปกระทำผิด แม้แต่ในรายงานและการไต่สวนของสำนวน ป.ป.ช.ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่ากระทำผิด ขณะนี้เอกสารทั้งหมดอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วและศาลได้กำหนดวันในการพิจารณาแล้ว สภาแห่งนี้ไม่ควรสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในการพิจารณาคดีถอดถอนควบคู่ไปกับการพิจารณาของศาลหรือตัดสินก่อน

“มนัส” โอดเป็นแค่เบี้ยการเมือง

นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาทุกฝ่ายนำข้าราชการประจำที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการเสนอนโยบายต่างๆในราชการ หรือทำนโยบายตามมติ ครม.ในการโจมตีทางการเมือง ข้าราชการเป็นเบี้ย ทั้งที่เคยดำเนินการจัดการขายข้าวในรัฐบาลเดิมอย่างไรเมื่อมีรัฐบาลใหม่ออกมาก็ทำอย่างนั้น ตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ไม่เคยถูกสอบสวนวินัยทางราชการแต่อย่างใด แต่ถ้าหน้าที่ของข้าราชการยังต้องกลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งของฝ่ายการเมือง แล้วจะให้วางตัวอย่างไร

นัด 30 เม.ย.เรียกคู่กรณีซักถาม

จากนั้นนายพรเพชร ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแจ้งขอแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจาภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันแถลงเปิดคดี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 29 เม.ย. และยื่นแถลงปิดคดีด้วยเอกสารภายในวันที่ 5 พ.ค. และให้สมาชิกยื่นญัตติซักถามได้ถึงวันที่ 27 เม.ย.เวลา 12.00 น. เพื่อพิจารณาให้มีการซักถามคู่กรณีในวันที่ 30 เม.ย.นี้ ทั้งนี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถามจำนวน 7 คน นำโดยนายกิตติศักดิ์ รัตนะวราหะ สมาชิก สนช. จากนั้นนายพรเพชรได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 13.10 น.

“บิ๊กตู่” งัด ม.44 แก้ประมงเถื่อน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศอินโดนีเซีย โดยมีการหารือทวิภาคีกับนายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ระหว่างไปร่วมการประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกาถึงกรณีสหภาพยุโรป (อียู) ประกาศเตือนสินค้าประมงไทยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากเข้าข่ายการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และขาดการควบคุม (ไอยูยู) ว่า ไม่เกินที่คาดการณ์ไว้ เพราะไทยบกพร่องมานาน ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้มาตรา 44 เพื่ออำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ในการทำงาน แก้ปัญหากฎหมายที่ออกมาไม่ทันเพื่อความรวดเร็ว ใจร้อนไม่ได้ และเวลา 6 เดือนนี้ต้องช่วยกัน รวมถึงไม่กังวลหากถูกคว่ำบาตรสินค้าไทย และไม่สนสภาสูงสหรัฐฯหยิบเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ก็เข้าไป ส่วนไทยมีหน้าที่ชี้แจง รวมถึงไม่สนข้อเสนอภาคเอกชนเสนอให้จ้างล็อบบี้ยิสต์เจรจาสหรัฐฯ บอกพูดกันแบบลูกผู้ชายนี่แหละ ถ้าเป็นล็อบบี้ยิสต์ผมก็ไม่พูด เพราะมันเสียตั้งแต่คนทำและคนให้ล็อบบี้ ทั้งหมดต้องเปิดเผย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้