วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
โดย ซี.12
24 เม.ย. 2558 05:01 น.
นายกฯหมกเม็ด

นายกฯหมกเม็ด

โดย ซี.12
24 เม.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

ในระหว่างรับฟังการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็พลิกร่างรัฐธรรมนูญดูตามไปด้วยเป็นรายมาตราที่ถูกยกมากล่าวถึง

แน่นอนประเด็นที่ผู้คนสนใจให้ความสำคัญที่สุดคือ ที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นเรื่องที่ออกความเห็นถกเถียงกันมากที่สุดมาโดยตลอด ว่าควรกำหนดให้ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. หรือไม่

เสียงจากสังคมส่วนใหญ่ออกมาตรงกันว่าควรจะมาจาก ส.ส. แต่ฝ่ายคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งตอนแรกเสียงแข็งว่าไม่จำเป็นต้องมาจาก ส.ส. โดยอ้างว่าเวลามีวิกฤติทางการเมืองอย่างเหตุการณ์ในยุคที่ผ่านมาไม่สามารถตั้งนายกฯ คนใหม่ได้ จำเป็นต้องเปิดช่องเอาไว้

แต่พอโดนคัดค้านหนักเข้า ฝ่ายกรรมาธิการก็ยอมอ่อนข้อลงหน่อยหนึ่งโดยยกร่างออกมาเป็นทำนองว่ามติของสภาผู้แทนราษฎรที่จะให้ บุคคลใด เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นถ้าหากเลือกมาจาก ส.ส.ให้ใช้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ที่มีอยู่

แต่ถ้าเลือกคนที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสาม

มาลองพิจารณาดูตัวบทที่ยกร่างกันมาดีกว่าคือในมาตรา 171-173

มาตรา 171 พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งและรัฐมนตรีอื่นอีกไม่เกินสามสิบห้าคน ประกอบเป็นคณะรัฐมนตรี มีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามหลักความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะรัฐมนตรี

ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินกว่าสองวาระมิได้

มาตรา 172 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเป็นครั้งแรกตามมาตรา 136

การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง ต้องมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรรับรอง

มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ ให้กระทำโดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย

มาตรา 173 ในกรณีที่พ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้มาประชุมเป็นครั้งแรกแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบให้ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 172 วรรคสาม ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำความขึ้นกราบบังคมทูลภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว เพื่อทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งบุคคลซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดเป็นนายกรัฐมนตรี

พออ่านมาตรา 172–173 จบไปสองเที่ยวก็พบเห็นความร้ายกาจ ของกรรมาธิการแก๊งนี้ที่หมกเม็ดให้ใครก็ได้เป็นนายกรัฐมนตรีได้สบายมาก เพราะไม่ได้บอกตรงไหนเลยว่าให้พิจารณาเลือกจาก ส.ส.ก่อน

ขอเพียงปล่อยเวลาให้พ้นไป 30 วัน แล้วมีเสียงสนับสนุนจาก ส.ส.ตั้งแต่ 1 เสียง 2 เสียง ไปจนถึง 10 เสียง 100 เสียง ไม่ต้องถึงครึ่งไม่ต้องถึงสองในสาม ถ้าหากว่า ส.ส.ที่เหลืองดออกเสียงก็ตั้ง นายกรัฐมนตรีคนนอก ได้แล้ว

ถ้าไม่แก้ไขมาตรา 172–173 ที่ว่าให้รัดกุมก็อย่าออกมาเลยรัฐธรรมนูญศรีธนญชัยแบบนี้.

“ซี.12”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้