วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แช่แข็ง ปลุกชีพ ผุดชีวิตอมตะ ทำได้จริงหรือ!? (ชมคลิป)

แช่แข็ง ปลุกชีพ ผุดชีวิตอมตะ ทำได้จริงหรือ!? (ชมคลิป)

  • Share:

กลายเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจในทันที เมื่อสื่อต่างประเทศรายงานว่า มีคนไทย ได้ทำการแช่แข็งศพลูกสาว หลังจากป่วยหนักและพ่ายให้กับโรคร้าย คือ "มะเร็งสมอง" และหวังว่าในอนาคตอีกหลายสิบปีข้างหน้าจะมีทางรักษา จึงตัดสินใจเก็บร่างของหนูน้อยวัย 2 ขวบไว้ 

"ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์" ไม่รอช้า จึงได้ติดต่อ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนหนังสือแนววิทยาศาสตร์ชื่อดังของประเทศไทย เพื่อไขข้อสงสัยต่างๆ กับเรื่องการแช่แข็งร่างมนุษย์ในครั้งนี้ โดยเล่าให้ฟังว่า

เทคโนโลยีแช่แข็งร่างและอวัยวะมนุษย์จากมูลนิธิอัลคอร์ฯ

มูลนิธิที่รับแช่แข็งดังกล่าว คือ มูลนิธิ อัลคอร์ ไลฟ์ เอกซ์เทนชัน ฟาวเดชัน ดำเนินกิจการเกี่ยวกับชีวิต แช่แข็งคน หรือ ระบบประสาท โดยไม่หวังผลกำไร การแช่แข็งคน มีการตั้งเป็นบริษัท หรือมูลนิธิ ตั้งแต่ 50 ปีก่อน แนวคิดที่จะแช่แข็งคนเพื่อจะรักษาเซลล์ประสาทเอาไว้ มีมานานแล้ว โดยเริ่มจากนิยายวิทยาศาสตร์ จากนั้นได้มีนักวิทยาศาสตร์จริงๆ ก็ออกมาบอกว่า “มันเป็นไปได้” แต่ปัญหาใหญ่คือ ร่างกายคนเรา 70 เปอร์เซ็นต์เป็นน้ำ เวลาน้ำแข็งตัวจะมีปัญหา คือปริมาณมันใหญ่ขึ้น กลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้เกิดความคมและสามารถบาดอวัยวะให้เสียหายได้ (ชมคลิป มูลนิธิ อัลคอร์ ไลฟ์ เอกซ์เทนชัน ฟาวเดชัน)

ต่อมาเขามาค้นพบ กลีเซอรีล ซึ่งมีลักษณะเป็นวุ้นๆ สารตัวนี้มีข้อดีคือการทำให้คงสภาพเป็นของเหลวได้ แม้จะอยู่ในอุณหภูมิต่ำ ติดลบ 196 องศาเซลเซียส ซึ่งมันจะช่วยรักษาสภาพเซลล์ได้ด้วยรวมไปถึงเชื้อโรคก็จะคงสภาพ ไม่เปลี่ยนสภาพ

แช่แข็งรักษาสภาพ

 
การแช่แข็งนั้น ปกติจะแช่ให้กับผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่การเสียชีวิตนั้นก็มี 3 ระดับ คือ  

1. clinical death คือหัวใจหยุดเต้น และสมองไม่มีสัญญาณคลื่น ซึ่งในแง่กฎหมายถือว่าตายแล้ว แต่สมัยก่อนกฎหมายเข้มกว่านี้ คือการตาย ต้องหัวใจหยุดเต้นและสมองหยุดทำงานจริงๆ  แต่ปัจจุบันมีความจำเป็นในการใช้อวัยวะ จึงมีการเน้นที่หัวใจหยุดเต้น เพื่อให้อวัยวะอื่นๆ ใช้ประโยชน์ได้ กรณีนี้โอกาสฟื้นสูง
2. Biological death อวัยวะเริ่มเสื่อม ซึ่งใช้เวลาหลายชั่วโมง (ร่างกายยังไม่เน่า แต่อวัยวะไม่สามารถนำมาใช้ได้) โอกาสที่จะฟื้นยาก
3. cellular death คือเซลล์เสื่อมสลาย ต้องใช้เวลาหลายวัน อันนี้ไม่มีโอกาสที่จะฟื้นได้เลย

ส่วนวิธีการแช่แข็งนั้น หลังจากตายแล้ว ต้องรีบเข้าดำเนินการแช่แข็งทันที โดยต้องเอาน้ำออกจากร่างกายให้หมดก่อนของเหลวทั้งหมด รวมถึงเลือดด้วย โดยต้องดูดออกให้หมด จากนั้นก็นำสาร ละลายป้องกันการแข็งตัว ของของเหลวในร่างกายที่ปรับปรุงจากการใช้ กลีเซอรีล ใส่เข้าไปแทน เพราะของเหลวดังกล่าวจะไม่แข็งตัวในระดับอุณหภูมิ -196 องศาฯ นอกจากนี้ จะใช้ไนโตรเจนเหลวเพื่อวางรอบตัวคล้ายกับหล่อเพื่อรักษาความเย็นไว้ ซึ่งวิธีนี้ จากข้อมูลวิทยาศาสตร์จะช่วยรักษาเซลล์ไม่ให้เสื่อมหรือตายได้

ที่ผ่านมา เคยมีข่าวว่าได้มีการเก็บร่างผู้ที่มีชื่อเสียงอย่าง นาย วอลท์ ดิสนีย์ ซึ่งต่อมาได้มีหลักฐานปรากฏว่าไม่ได้เก็บไว้ เพราะได้มีการทำพิธีทางศาสนาไปแล้ว ส่วนคนอื่นๆ เท่าที่ทราบได้มีนักกีฬาเบสบอลคนดัง ที่ชื่อเทด วิลเลียมส์ (Ted williams) และนักวิทยาศาสตร์บางคนเก็บร่างไว้ โดยหวังว่าการแช่แข็งดังกล่าวจะสามารถเป็นองค์ความรู้ให้กับโลกด้วย ทั้งนี้ ทราบว่า มูลนิธิอัลคอร์ฯ ได้เก็บร่างคนไว้ประมาณกว่า 100 คน นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นๆ ที่รับแช่แข็งร่างเช่นกัน ทราบว่าทั่วโลกได้มีการเก็บร่างและอวัยวะมนุษย์รวมกันกว่า 270 คน

เงื่อนไขก่อนรับแช่แข็งร่างมนุษย์!

เงื่อนไขเยอะมาก ทั้งค่าใช้จ่ายจำนวนมาก อย่างกรณีที่เป็นข่าวที่มีการเตรียมไว้แล้วประมาณ 10 ล้านบาท ใช้ในการเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงการนำร่างจากประเทศไทยไปที่อัลคอร์ และต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ภายใน 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ ยังต้องสมัครสมาชิก อัลคอร์ฯ โดยจะต้องมีการจ่ายเงินทุกปีในราคาสูง ส่วนเงิน 10 ล้านจะจบหรือไม่ คิดว่าไม่น่าพอ

หลายคนสงสัยว่ามูลนิธิดังกล่าวจะอยู่รอดในอนาคตหรือไม่

มูลนิธินี้ถือเป็นมูลนิธิด้านนี้ที่มีความมั่นคงที่สุด องค์กร และ บริษัทอื่นๆ บางแห่งที่ตั้งมาก่อนหน้านี้ หยุดดำเนินการไปแล้ว เพราะคนที่ถูกแช่เอาไว้ แล้วเกิดถูกญาติผู้เสียชีวิตไปฟ้อง บ้างก็มีปัญหาทางเทคนิค ร่างที่แช่แข็งเอาไว้ไม่เรียบร้อย ทำให้ผู้ที่ทำเรื่องนี้เสียชื่อไปพักใหญ่ แต่ตอนหลังมีการพัฒนาใหม่ ซึ่งผู้ที่ทำด้านนี้ที่ใหญ่ที่สุดก็คืออัลคอร์ เป้าหมายเขาไม่ได้เพื่อธุรกิจการค้า แต่ทำเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และก็มีความหวังในเรื่องของการรักษา คล้ายกรณีของน้องไอนส์ ที่เทคโนโลยีปัจจุบันรักษาไม่ได้ จึงได้เก็บเอาไว้ในลักษณะตายในเชิงกฎหมาย แต่ในแง่วิทยาศาสตร์อาจจะยังไม่ตาย เรื่องนี้อาจจะเป็นความหวังของมูลนิธิ แต่เป้าหมายใหญ่ก็คือเพื่อการศึกษา สร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล

ในหลักการ มีการการันตีหรือไม่ ว่าเก็บร่างถึง 100 ปี

ในหลักการเขาจะรักษาร่างเอาไว้ 100 ปี ก็ทำได้ เพราะเขามีระบบ และข้อสัญญาที่ชัด ทำให้อัลคอร์ มีรากฐานแน่นกว่าที่อื่น ส่วนกรณีบริษัทอื่นที่หยุดดำเนินการ ร่างเหล่านั้นบางส่วนอาจจะเสียไป แต่บางส่วนก็จะมีบริษัทอื่นรับไปแทน โดยมีการโอนให้ร่างกันไป ซึ่งตอนที่ตนเขียนหนังสือเรื่องการแช่แข็งร่างมนุษย์นี้ (ชีวิตอมตะ :ชัยวัฒน์ คุประตกุล, สุวี วิยาสาส์น,2524 )เพิ่งมีการตั้งสมาคมไทยไครโอเจนิกส์ ขึ้นมาเพื่อรักษาสภาพเซลล์ด้วยอุณหภูมิต่ำมากๆ ซึ่งก็คือการแช่แข็ง ถามว่าเคยมีการปลุกขึ้นมาหรือไม่ ณ ตอนนี้ยังไม่เคยมีทำกับคน แต่เคยทำกับสัตว์ได้ผล คือ สามารถปลุกได้ โดยเอาไปแช่แข็งขณะยังไม่ตายหลายวัน ซึ่งมีขั้นตอนการทำยุ่งยากมาก จากนั้นก็ปลุกขึ้นมา ปรากฏว่าฟื้น

เอาของเหลวออกจากร่าง = ตาย

เมื่อถามว่า หากยังไม่ตาย แต่การเอาของเหลว เช่น เลือด ออกจากร่างทั้งหมดก็เท่ากับตายหรือไม่ นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังตอบว่า "ใช่" เพราะหากเราเอาเลือดออกจากร่างกายทั้งหมด หัวใจก็จะหยุดเต้น และตาย ดังนั้นวิธีการทำงานตรงนี้จึงต้องเร็ว หากยังไม่ถ่ายของเหลว น้ำจะเป็นน้ำแข็ง ก็จะเป็นอันตราย แต่สำหรับกรณีที่เป็นข่าว คาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่การดำเนินการจริงๆ คิดว่าใช้เวลาไม่กี่นาที

วัตถุประสงค์อย่างหนึ่งของผู้ฝากร่าง คือ ต้องการปลุกชีพในอนาคต ทำได้หรือไม่

การจะทำให้ฟื้น สามารถทำได้ โดยมีขั้นตอนต่างๆ เพราะเขาเคยทำกับสัตว์มาแล้ว คือทำให้กลับมามีสภาพเดิมได้ แต่หากตายแล้วจะทำให้ฟื้น ยังไม่มี แต่ปัญหาคือเรื่องการตาย นี่ตายระดับไหน นั่นคือปัญหา เพราะเรื่องนี้มีผลกับด้านของกฎหมายด้วย

นักวิทยาศาสตร์และนักเขียนชื่อดัง

ที่ผ่านมามีนักวิทยาศาสตร์ที่ค้นคว้าเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อหวังให้คนมีชีวิตฟื้นขึ้นมา มีเยอะมาก เพราะมีความเป็นไปได้ ในวงการวิทยาศาสตร์เอง ก็มีการถกเถียงกัน ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย คนที่เห็นด้วย เพราะเล็งเห็นว่าชีวิตมีค่า บางคนเป็นคนพิเศษ​ มีความสามารถแต่กลับต้องป่วยและจากไปด้วยวัยไม่สมควร กลุ่มที่เห็นด้วยนี้มีการร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย โดยมีนักวิทยาศาสตร์คนดังๆ จำนวนหนึ่ง รวมไปถึงคนในวงการศาสนาด้วย ซึ่งที่จริงเรื่องนี้ศาสนาคริสต์เขาไม่ยอมเลย แต่ก็ยังมีมาร่วมลงชื่อสนับสนุน ส่วนกลุ่มที่คัดค้าน เพราะมีปัญหาเยอะ เช่น เรื่องตายจริงหรือไม่ตายจริง ตายอย่างมีข้อสงสัย ผิดกฎธรรมชาติ หรือการตายในระดับหนึ่งแล้วปลุกขึ้นมาอาจจะไม่เหมือนเดิม

บางกลุ่มอาจจะคาดว่าเป็นการนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมาความจำยังเหมือนเดิม แต่บางกลุ่มก็บอกว่าไม่ใช่แบบนั้น เนื่องจากใช้เวลานาน กลไกของร่างกายอาจจะเสื่อมไปบ้าง แม้กระทั่งจำตัวเองไม่ได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่จะมีความเห็นอยู่กลางๆ แต่ส่วนตัวคิดว่าการจะกลับมาร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นไปได้ยาก ทุกคนที่ถูกแช่แข็งไม่ได้มองแค่ 1-2 ปี แต่ต้องการแช่แข็งอย่างน้อย 50 ปีขึ้นไป

อุปกรณ์ที่ใช้ในการเตรียมตัวแช่แข็งร่างกายมนุษย์

"การปลุกเขาขึ้นมาได้ โอกาสมีชีวิตอยู่ได้อาจจะมี เคสนี้ไม่ใช่เก็บแค่สมอง แต่ต้องแช่แข็งทั้งร่าง แต่อาจจะกลับมาไม่เหมือนเดิม ส่วนจะอยู่อย่างไร เมื่อชีวิตที่เขารู้จักไม่มีแล้ว อันนี้ก็มีนิยายวิทยาศาสตร์ และ ภาพยนตร์วิทยาศาตร์ ก็มีการจินตนาการไป คิดว่าในอนาคตอาจจะมีการใช้วิธีนี้ แต่จะไม่ใช้กับคนตาย คิดว่าต้องใช้กับคนที่ยังไม่ตาย เหมือนกับในหนังหลายๆ เรื่อง เช่นการเดินทางไปในอวกาศนานๆ ดังเช่น ภาพยนตร์ star trek และ interstellar ก็ใช้วิธีนี้ให้คอมพิวเตอร์ดูแล จากนั้นค่อยปลุกขึ้นมาเมื่อถึงจุดหมาย ส่วนกรณีคนตาย จะปลุกขึ้นมาคงจะยาก"

แช่แข็ง 50-60 ปี จะมีผลอะไรหรือไม่ เพราะอวัยวะภายในเราหยุดนิ่งตลอด

เรื่องนี้ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า นี่คือความกังวลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย แต่ฝ่ายที่เห็นด้วยก็ให้เหตุผลว่า เมื่อเราทำให้เซลล์มันอยู่นิ่งก็เชื่อว่า "น่าจะ" ให้กลับมาทำงานได้ วันหนึ่ง หากมีเทคโนโลยีสามารถปลุกคนตายได้ ก็คิดว่าราคาจะไม่แพง เพราะระบบการใช้เงินตรา มันอาจจะไม่เหมือนทุกวันนี้ เพราะทุกวันนี้ก็ไม่เหมือนในอดีต

วิทยาศาสตร์จะได้อะไรจากการทดลองแบบนี้

"ทำให้เรารู้กระบวนการดำรงอยู่ของเซลล์ ว่าจะทำการรักษาได้นานแค่ไหน การทำงานของ DNA จะคงสภาพได้แค่ไหน ทำแล้วก็ได้องค์ความรู้ เป็นข้อมูลว่าสิ่งที่ทำมันรักษาได้ดีจริงหรือไม่ เพราะในอดีตเคยทำแล้วมีปัญหา เขาเองก็ทดลองมาเรื่อยๆ ส่วนข้อมูลที่อยากจะได้ คือการทำให้ฟื้น มันก็ยังมีความหวัง ญาติเองก็สามารถมาดูได้ ซึ่งถึงตอนนี้ คนที่ถูกเก็บคนแรก เมื่อประมาณ 50-60 ปีที่แล้วก็ยังเก็บอยู่ เขาเองมีการตรวจสอบ ยังเห็นสภาพได้ ซึ่งวิทยาศาสตร์สมัยนี้เราสามารถเห็นทุกอย่างได้โดยไม่จำเป็นต้องเจาะหรือผ่าตัดร่างกาย เขาสามารถตรวจสอบวัยวะได้ว่าเสื่อมหรือไม่"

อย่างไรก็ตาม การเก็บเฉพาะสมองนั้น แล้วจะทำให้ฟื้น คิดว่าจะมีกระบวนการที่ยากกว่ามาก ส่วนตัวแล้วมองว่า วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องปลุกชีพคนให้ฟื้นจากความตาย แม้ทฤษฎีวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มว่าชีวิตคนเรามีชีวิตเดียว ชีวิตจึงมีค่ามาก หากคนไม่ตายโลกคงจะยุ่ง แต่ก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่คนไม่ตาย ขณะเดียวกัน เดี๋ยวนี้ คนเราก็อายุยืนขึ้น โดยปกติแล้วคนเราจะสร้างเซลล์เพื่อซ่อมร่างกายประมาณ 50 ครั้ง หากมีการดูแลสุขภาพที่ดี อายุยืน 100 ปี ไม่น่ามีปัญหา

ผลงาน รศ.ดร.ชัยวัฒน์ มีมากมาย

อีกกี่ปี วิทยาศาสตร์จะทำให้คนฟื้นได้

ที่จริง ณ ปัจจุบัน ก็สามารถปลุกได้แล้ว แต่คนที่ถูกแช่เอาไว้ ยังไม่มีใครถูกปลุกขึ้นมา เพราะไม่มีเหตุ แต่หากผ่านไป 30 ปี สามารถรักษามะเร็งและโรคอื่นๆ ที่มีสาเหตุการแช่แข็ง ได้แล้ว และพร้อมจะปลุก หากครอบครัวยังอยู่และอนุญาตให้ปลุกเพราะมีวิธีการรักษามะเร็งและโรคอื่นๆ แล้ว เราก็ต้องมาดูกันว่าปลุกขึ้นมาแล้วจะฟื้นได้จริงหรือไม่ ถึงตอนนั้นเราจะได้องค์ความรู้ใหม่ ส่วนกรณีที่เป็นเด็ก หรือแช่แข็งเฉพาะสมอง ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะไม่มีร่างกายแล้ว อาจจะต้องใช้วิธีเปลี่ยนหัวคน ซึ่งก็จะเป็นอะไรที่ยากมาก 

"เรื่องของชีวิตน่าจะปล่อยไปตามธรรมชาติมากกว่า เมื่อก่อนผมเคยเขียนหนังสือเรื่องหนึ่งชื่อเรื่องว่า "ตายแล้ว...อยากเกิดอีกไหม" รวมตีพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ "ตายแล้วเกิด อีกกี่ครั้ง ก็ยังเป็นสุข" (ชัยวัฒน์ คุประตกุล สยามอินเตอร์บุ๊ก, 2553 )ได้มีการวิเคราะห์จากปัจจัยต่างๆ ซึ่งก็ได้คำตอบที่น่าสนใจ อย่างไรก็ดี ชีวิตทุกคนก็มีค่า แต่ไม่ควรหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ควรใช้ชีวิตในปัจจุบัน และมีคุณค่าที่สุด มิใช่เพื่อตัวเราเท่านั้น" นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของไทย กล่าวทิ้งท้าย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้