วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฝ่ายตุลาการ “เห็นต่าง”

ฝ่ายตุลาการ “เห็นต่าง”

  • Share:

ต้องยอมรับว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังอภิปรายกันอยู่ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ สามารถเรียกเสียงคัดค้านได้จากเกือบทุกวงการ ทั้งจากสองพรรคการเมืองใหญ่ สมาชิก สปช.บางส่วน รวมทั้งนักวิชาการและสื่อมวลชน หรือแม้แต่ฝ่ายตุลาการ กลุ่มผู้พิพากษาร่วมกันเข้าชื่อถึง 427 คน เพื่อยื่นหนังสือคัดค้านต่อองค์กรผู้เกี่ยวข้อง โดยผ่านเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

ยิ่งกว่านั้น คณะกรรมการตุลาการและคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมยังได้เปิดประชุมร่วม โดยมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน และมีมติว่ามีความเห็นต่างจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญใน 7 ประเด็น ตัวอย่างเช่น ให้มีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 คน ในคณะกรรมการตุลาการ (ก.ต.) จากเดิมในรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ให้มีเพียง 2 คน

มีประเด็นอื่นๆที่ฝ่ายตุลาการเห็นต่าง เช่น คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งพิจารณาพิพากษาโดยศาลฎีกา ควรให้อุทธรณ์ได้ทั้งในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง อีกประเด็นหนึ่ง ได้แก่ การพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และหลักประกันความอิสระของผู้พิพากษา

เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมชี้แจงว่า การเพิ่มผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ต. เป็น 1 ใน 3 เกรงว่าจะกระทบความเป็นอิสระของผู้พิพากษาและตุลาการ เพราะอาจเปลี่ยนแปลงมติ ก.ต. และให้คุณให้โทษผู้พิพากษา เพื่อเปลี่ยนแปลงผลของคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับฝ่ายการเมืองที่มีอยู่มาก และอาจกระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน

ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าแปลกใจ นับตั้งแต่รัฐบาล คสช. (ซึ่งเป็นรัฐบาลข้าราชการ) เข้าบริหารประเทศเป็นต้นมา มักจะพูดกันบ่อยๆว่า จะต้องมีกลไกป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าครอบงำ ในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ เหมือนดังที่กระทรวงกลาโหมทำเป็นตัวอย่าง คือ คณะกรรมการแต่งตั้งนายทหารระดับนายพล เป็นข้าราชการเกือบทั้งคณะ

แต่ทำไมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเพิ่มสัดส่วนของ “ผู้ทรงคุณวุฒิ” ซึ่งเป็น “คนนอก” จากของเดิมเพียง 2 คน เป็น “ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการซึ่งเป็นผู้พิพากษา...” ใน ก.ต.

อันอาจเปิดช่องทางให้ฝ่ายการเมืองแทรกแซงฝ่ายตุลาการ กระทบต่อความเป็นอิสระ อาจกระทบต่อความยุติธรรมของประชาชนและกระบวนการยุติธรรม

แม้เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมจะชี้แจงว่าเป็นเพียงการแสดงจุดยืนเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย โดยยึดมั่นผลประโยชน์ของประชาชน และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพประชาชนและศาล ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างองค์กร แต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อย่าให้กลายเป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กรต่างอำนาจ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้