วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิชั่นหมอยาไทย แต่ไร้การสนับสนุน

“พืชสมุนไพร”...เป็นสิ่งที่อยู่คู่คนไทยมานับพันปี แต่เมื่อการแพทย์แผนปัจจุบันเริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา สรรพคุณและคุณค่าของสมุนไพรอันเป็นสิ่งที่เรียกได้ว่าภูมิปัญญาโบราณก็เริ่มถูกบดบังไปเรื่อยๆ และถูกทอดทิ้งไปในที่สุด

ความจริงคนส่วนใหญ่ต่างทราบดีว่า “สมุนไพรไทย”...เป็นสิ่งที่มีคุณค่าใช้ประโยชน์ได้จริง และใช้ได้อย่างกว้างขวาง แต่เป็นเพราะว่าเราใช้วิธีรักษาโรคแผนใหม่มานานมากเลยทำให้วิชาแพทย์แผนโบราณที่มีสมุนไพรเป็นยาหลักถูกลืมไป แต่ภายหลังสรรพคุณของยาสมุนไพรไทยได้ขจรไกลไปทั่วโลกสามารถรักษาโรคชนิดต่างๆได้ ทำให้คนป่วยหลากหลายโรคต่างพากันเสาะแสวงหายาดีที่ไม่ต้องพึ่งพายาต่างประเทศที่มีราคาแพง

รวมถึงชาวต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเล ก็เพื่อต้องการใช้ยาสมุนไพรไทยในการรักษาโรคร้ายต่างๆ ที่วงการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่สามารถที่จะรักษาให้หายขาดได้

ปัญหามีว่า...ปัจจุบันสมุนไพรไทยกลับไม่ได้รับการสนับสนุน

เท่าที่ควรจากรัฐบาล ทั้งที่สรรพคุณสามารถรักษาผู้ป่วยได้ดีกว่ายาต่างประเทศที่ต้องสั่งเข้ามาปีละหลายหมื่นล้านบาท?

“หมอเณร” หรือชื่อจริงตามบัตรประชาชนว่า นายชัยรัตน์ นนทชัย เจ้าของสวนสมุนไพรหมอเณร ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 36 หมู่ 10 ถนนบ่อพลอย-อู่ทอง ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี

กล่าวว่า โรคร้ายต่างๆที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาไม่หายขาดนั้น สมุนไพรสามารถรักษาให้หายได้

โดยเฉพาะเบาหวานและโรคหัวใจ สมุนไพรไทยเราสามารถรักษาจนหายขาดมามากแล้วจนเป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวาง มีหลักฐานและตัวตนให้สอบถามได้ โดยเฉพาะโรคหัวใจนั้นรักษาให้หายขาดถึงร้อยละ 99 ดังนั้นจึงขอฝากให้ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจทราบว่าไม่ต้องไปผ่าตัด ไม่ต้องไปฝังแบตเตอรี่ เครื่องกระตุ้นหัวใจ เพราะว่าทำไปก็ไม่หายต้องรักษาด้วยสมุนไพร เพื่อสร้างสุขภาพให้สมบูรณ์ก็จะหายขาดจากโรคภัยต่างๆได้

“หมอเณร” อธิบายเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจว่าการที่มนุษย์เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนั้น เป็นผลมาจาก “ระบบภูมิ” ที่บกพร่องหรือไม่สมดุล

ดังนั้น...การรักษาก็คือการปรับระบบภูมิให้กลับคืนสู่ความสมดุลด้วย “ยาปรับภูมิ”

คนที่ภูมิบกพร่องจะแสดงอาการให้เห็น เช่น เหนื่อยง่าย ชาตามแขนตามขา ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าอาการของคนคนนั้นมากน้อยเพียงใด

“ต้องปรับภูมิในร่างกายให้สมดุลก่อน แต่ผลของศาสตร์การแพทย์แผนตะวันตกที่เข้ามายึดครองประเทศไทยไว้ ส่งผลทำให้ภูมิปัญญาการรักษาโรคของไทยจำนวนไม่น้อยสูญหาย ไร้การสืบทอดไปอย่างน่าเสียดาย”

ยกตัวอย่าง “โรคหัวใจ” ปัจจุบันวิธีการรักษาแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์มุ่งไปที่การผ่าตัดเป็นหลัก ทั้งที่ความจริงแล้วสามารถรักษาได้ด้วยตำรับยาสมุนไพรไทยหรือยาปรับภูมิ

“การรักษาโรคหัวใจด้วยการผ่าตัดเป็นการรักษาที่ไม่ถูกต้อง เป็นการรักษาที่ปลายเหตุ สิ่งที่ถูกต้องคือการกินยาเพื่อปรับภูมิให้สมดุล ซึ่งยาที่รับประทานก็ไม่ใช่ยาสมุนไพรเดี่ยวๆ แต่ต้องเป็นตำรับยาที่ประกอบด้วยยาหลายชนิด”

การรักษาโรคหัวใจต้องกินยาชุดถึง 3 ชนิดคือ หนึ่ง...ยาสร้างภูมิ สอง...ยาช่วยปรับระบบหมุนเวียนเลือดให้กลับสู่ปกติ สาม...ยาสร้างเซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจขึ้นใหม่ โดยแต่ละตัวประกอบด้วยสมุนไพร 20-30 ชนิด

สำหรับ “ยาสร้างภูมิ”...ต้องวิเคราะห์ร่างกายของแต่ละคนด้วยว่าเป็นอย่างไร โดยพิจารณาง่ายๆ คือ ถ้าผู้ป่วยคอแห้งต้องให้กินยาหม้อสูตรเย็นที่ประกอบไปด้วยสมุนไพร อย่างเช่น เกสรบัว ดอกพิกุล แต่ถ้าผู้ป่วยคอไม่แห้งต้องให้กินยาผงสูตรร้อนที่ประกอบไปด้วยสมุนไพรอย่างเช่น แห้วหมู ดีปลี ลูกผักชี เป็นต้น

ต่อจากนั้น...จึงจะให้กินยาช่วยปรับระบบหมุนเวียนของเลือด ซึ่งจริงๆแล้วยาสูตรนี้ไม่ได้รักษาเฉพาะหัวใจอย่างเดียว แต่สามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับปอด ตับ และไตได้อีกด้วย

ที่ต้องเน้นย้ำ...การกินอาหารตะวันตก ฟาสต์ฟู้ดเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดโรคมากมาย ควรกลับมากินอาหารแบบไทยมีผัก สมุนไพรที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย จะช่วยป้องกันโรคภัยที่จะมาเยือนได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การส่งเสริมสมุนไพรไทยให้มีสภาพที่ดีอยู่กว่าปัจจุบัน เพราะเป็นภูมิปัญญาที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล ที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเงินเสียทองให้ต่างชาติ ขอฝากไปถึงรัฐบาล...ให้ช่วยหันมาสนใจในเรื่องของสมุนไพรและให้การสนับสนุนด้วยจะได้ไม่ต้องไปซื้อเครื่องกระตุ้นหัวใจและหัวใจเทียมจากต่างประเทศปีละนับพันล้านบาท หรือสั่งซื้อยาจากต่างประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท

หมอเณร ย้ำว่า สมุนไพรของไทยเรานั้นสามารถรักษาให้หายขาดได้ และอย่าไปเชื่อนักวิจัยให้มากจนเกินไปเพราะว่าเพิ่งจะมาทำกันเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง ส่วนสมุนไพรยาโบราณนั้นมีมาเป็นพันๆปีแล้ว

“ถ้านายกรัฐมนตรีให้การสนับสนุน...ยาสมุนไพรไทยก็จะเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติแน่นอน และชาวโลกจะต้องทึ่งในความมหัศจรรย์ของสมุนไพรไทยที่ทรงคุณค่ามหาศาล”

กรณีศึกษา ทศพร อยู่ฤทธิ์ อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มารักษาตัวที่สวนสมุนไพรหมอเณร เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของเขามีอาชีพค้าขายกล้วยฉาบและอาหารตามสั่ง ชื่อร้านกล้วยฉาบ แม่ลำเพย ตั้งอยู่ตรงข้ามกับน้ำตกไทรโยคน้อย อำเภอไทรโยค

เมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2556 ขณะที่กำลังขายของรู้สึกเหนื่อยหมดแรง แน่นหน้าอก อาเจียนเป็นเลือด นอนก็ไม่ได้ หายใจไม่ออกต้องอาศัยโซฟาสำหรับนั่งหลับ ญาติจึงนำตัวไปรักษาครั้งแรกที่โรงพยาบาลสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ผลการตรวจของหมอพบว่าป่วยเป็นโรคหัวใจโต ลิ้นหัวใจรั่ว 2 ลิ้น เส้นเลือดหัวใจตีบ 1 เส้น ไตวายเฉียบพลัน เลือดจาง กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรงเหลือ 20 เปอร์เซ็นต์

หมอบอกว่าจะอยู่ได้อีกไม่เกิน 2 ปี ได้ฟังก็รู้สึกใจหาย คิดมาก...

เคยคิดแม้กระทั่งจะฆ่าตัวตายด้วยการเดินไปให้รถชนหวังว่าจะให้แม่ได้เงินประกันอุบัติเหตุ แต่ครอบครัวก็คอยให้กำลังใจพยายามพาไปรักษาหลายที่

ใครว่าที่ไหนดีก็ไป...เข้าโรงพยาบาลเอกชนก็หมดเงินไปเกือบ 3 แสน

ลองกินยาสมุนไพรจีนที่มีคนเอามาขายขวดละ 1,500 บาท...(กิน 1 ขวดให้หมดภายใน 2 วัน)...ก็ลอง แต่ก็ไม่ดีขึ้นหมดเงินไปอีก 1 แสน แล้วก็มีคนแนะนำให้ไปกินยาสมุนไพรของฤาษีท่านหนึ่ง...จำชื่อไม่ได้แล้ว กินได้ 3 วัน ร่างกายก็บวมใหญ่ น้ำหนักขึ้นสูงถึง 174 กิโลกรัม

พร้อมๆกับมีอาการไตวายเฉียบพลัน ฉี่ไม่ออก จนต้องหยุดกิน

ป้าพาเข้ากรุงเทพฯไปรักษาตัว คุณหมอบอกตรงๆว่าอาการจะไม่ดีขึ้น ทรงตัว หรือไม่ก็จะแย่ลงและจะอยู่ได้อีกไม่นาน ก็ต้องทำใจ กระทั่งมีเพื่อนไปเจอข้อมูลสมุนไพรของหมอเณร ก็ตัดสินใจลองอีกครั้งแบบไม่ได้ไม่เสีย

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ น้ำหนักลดลง กินอาหาร... นอนหลับได้เป็นปกติ ที่สำคัญ...หมอที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯที่เคยไปรักษาได้ตรวจร่างกาย...ค่าเลือด ค่าไต ค่าตับกลับมาเป็นปกติทุกอย่าง หมอยังถามแบบงงๆว่า อาการกลับมาดีขึ้นได้อย่างไร”

อโรคยา ปรมาลาภา ....ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ “มนุษย์”...

คงไม่มีใครหลีกเลี่ยงได้ว่าเจ็บหรือตาย ทุกคนต้องเจออย่างแน่นอนแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น หากแต่ว่าการรักษาโรค เราจะเลือกรักษาแบบไหน...?

รักษาโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลของรัฐ หรือรักษาด้วยสมุนไพร ยาพื้นบ้านของเรา.

22 เม.ย. 2558 08:56 22 เม.ย. 2558 08:57 ไทยรัฐ