วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แรงบันดาลใจคนต้นแบบ ทำงานเพื่อสังคม

แรงบันดาลใจคนต้นแบบ ทำงานเพื่อสังคม

  • Share:

เกื้อจิตร -ครูจิ๋ว - วรภัทร - ณัฐกานต์

สังคมไทยยังไม่ขาดคนดี และเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้คนในสังคมที่ทำงานเหมือนปิดทองหลังพระได้มีกำลังใจ สำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ (สวสส.) จึงจัด “โครงการก้าวแรกสู่งานบันดาลใจ” นำเสนอคนต้นแบบที่ทำงานทุ่มเทและเป็นตัวอย่างของความไม่ยอมจำนน กับข้อจำกัดต่างๆและเลือกทำงานที่มีคุณค่า มีความหมาย และมีความสุขกับการทำงาน เป็น 4 หญิงไทยยอดนักสู้ ได้แก่ เกื้อจิตร แขรัมย์ พยาบาลหัวหน้าตึกศัลยกรรมกระดูกพิเศษ รพ.บุรีรัมย์, ครูจิ๋ว–ทองพูล บัวศรี ผู้จัดการโครงการครูข้างถนนและเด็กก่อสร้าง มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก, ณัฐกานต์ เหมือนตา พยาบาลวิชาชีพและนักจิตเวช โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต.ส้มป่อย จ.ศรีสะเกษ และ วรภัทร แสงแก้ว หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมสวัสดิการสังคมศูนย์พึ่งได้ รพ.ปทุมธานี

แรงบันดาลใจของบุคคลต้นแบบคนแรก เกื้อจิตร พยาบาลผู้ทุ่มเทเล่าถึงอาชีพที่รักว่า หน้าที่ของตน คือ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้พร้อม ซึ่งหากไม่ติดธุระออกนอกพื้นที่ เกือบทุกคืนจะพาคนไข้สวดมนต์ก่อนนอน เพื่อช่วยให้คนไข้ค่อยๆพาตัวเองออกจากความทุกข์ ความกังวล เพราะเวลาคนป่วยนั้น ไม่ได้ป่วยทางกายอย่างเดียว ใจมันป่วยด้วย คำพูดคำจาของหมอ-พยาบาลจึงมีความสำคัญ ในการทำงานเวลา เห็นคนไข้ เห็นญาติมีความเปลี่ยนแปลง เราก็ดีใจ อีกส่วนที่ทำให้การทำงานมีความสุขก็คือ ความรัก ความเมตตาต่อกัน งานสร้างคน คนสร้างสิ่งแวดล้อม และคนทำงานมีความสุข ส่วน ครูจิ๋ว–ทองพูล ของเด็กๆในมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก กล่าวว่า เข้าใจถึงจิตใจของเด็กที่อยากเรียนแต่ไม่มีทุนทรัพย์ จึงเป็นที่มาของการสมัครเป็นครูอาสาตามโครงการก่อสร้างต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเด็กที่ติดตามพ่อแม่ไปทำงานก่อสร้าง และไม่มีโอกาสเข้าเรียน การทำงานแม้มีปัญหามาก แต่ไม่ท้อ เราต้องสู้กับปัญหา วันนี้แก้ไม่ได้หรอก แต่พรุ่งนี้มันถึงเวลาของเรา ดังนั้น คนทำงานต้องสร้างแรงบันดาลใจ พลังของตนเองขึ้นมาแล้วนำพลังเหล่านี้ส่งต่อให้คนอื่น ถามว่าชีวิตมีท้อไหม มีทั้งท้อทั้งเหนื่อยแต่การสร้างพลังใจให้ตัวเองด้วยการสร้างกำลังใจ และให้โอกาสเด็กๆ นี่คือความสุขของคนเป็นครู

ด้าน ณัฐกานต์ พยาบาลและนักจิตวิทยา กล่าวว่า การทำงานของตนไม่ใช่กระบวนการรักษาอย่างเดียว แต่พยายามหาแนวร่วม การยอมรับจากชุมชนและทลายจารีตประเพณีจนค่อยๆหายไปจากชุมชน ด้วยการรักษาที่มองความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน การทำงานต้องมีความอดทน แม้เป็นสิ่งที่ขมขื่น แต่ผลของมันมักหวานชื่นเสมอ ส่วนตัวเคยท้อ ร้องไห้ ความกดดัน คนในครอบครัวไม่อยากให้ยุ่ง เพราะกลัวจะเดือดร้อน แต่ก็ไม่ท้อ เดินหน้าต่อจนสามารถทำให้ผู้ป่วยมาใช้ชีวิตปกติได้อย่างมีความสุข สุดท้าย วรภัทร กล่าวว่า ตนอยู่ในสายงานที่แวดล้อมไปด้วยผลกระทบจากความรุนแรง ความขัดแย้งและการทารุณกรรม เช่น เด็กโดนทำร้าย ถูกพ่อแท้ๆข่มขืน การทำงานแม้จะเจอแรงกดดัน แต่ก็ไม่ท้อ เปลี่ยนจากความกลัว เป็นความกล้า แล้วหาตัวช่วย เช่น ตำรวจ ศาล อัยการ จากนั้นเผชิญหน้าอย่างมีสติ ไม่เผชิญหน้าโดยตรง มุ่งมั่นช่วยเหลือเด็กและสตรี เพราะมองเห็นคุณค่าของงานที่ทำว่ามีความหมายต่อผู้ถูกกระทำอย่างไร.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้