วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


NEW CAR OF THE MONTH

เดือนเมษายนกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุไปทั่วประเทศท่ามกลางวันหยุดยาวที่หลายคนหลบร้อนไปพักผ่อนกับครอบครัว วงการรถยนต์หลังจากผ่านงานโชว์รถครั้งใหญ่ Bangkok International Motor Show เข้าสู่สภาวะนิ่งสงบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เงียบงันเหมือนกับการเฝ้ารอการเปิดตัวของกระบะพันธุ์ดุ Toyota Hilux REVO ที่จะเข้ามาแทน Hilux VIGO ซึ่งอีกไม่นานนับต่อจากนี้เป็นต้นไป คุณก็จะได้พบกับตัวเป็นๆ ของ Hilux เวอร์ชั่นล่าสุด และนี่คือรถใหม่ในยุโรปประจำเดือนเมษายน

BRABUS 850 6.0 BI-TURBO COUPE
680 กิโลวัตต์ 850 แรงม้า แรงบิดมโหระทึกสุดโหดที่ 1450 นิวตันเมตร เร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 3.5 วินาที และมีท็อปสปีดตีนปลายทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนน้ำหนักตัวรถ 2 ตันกว่าๆ นี่คือปิศาจดำจากสำนักโม Benz ที่สุดของรถคูเป้ไซส์ยักษ์ ซึ่งใช้ชื่อว่า Brabus 850 6.0 Biturbo Coupe รถสปอร์ตสองประตูเรือนร่างน้องๆ ยักษ์จากค่าย Brabus พื้นฐานตัวรถเกิดจากการนำเอา Mercedes Benz S63 AMG 4 Matic มายัดสารเร่งอะดรีนาลีน นับเป็นรถสปอร์ตคูเป้ที่เร็วแรงที่สุดนับตั้งแต่การก่อตั้งสำนักโมดิฟายชื่อก้องโลกแห่งนี้ สีดำด้านของตัวถังส่งเสริมให้มุมมองรอบคันดูดิบดุดันพร้อมที่จะต่อกรกับรถคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา แอร์โรพาร์ทที่เสริมเข้ามาช่วยทำให้ระบบอากาศพลศาสตร์ของเจ้านี่อยู่ในค่าที่ดีเยี่ยมสำหรับการวิ่งทำความเร็ว Brabus 850 6.0 Biturbo Coupe ถูกพัฒนาในอุโมงค์ลมสำหรับการขัดเกลาชิ้นส่วนต่างๆ ที่จะต้องปะทะกับกระแสลมในระดับ 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สปอยเลอร์หน้าที่มีช่องดักอากาศขนาดใหญ่ถูกออกแบบให้มีการเหนี่ยวนำกระแสอากาศเพื่อใช้กดส่วนหน้าของตัวรถขณะที่กำลังพุ่งทะยานเต็มกำลัง ชิ้นงานสปอยเลอร์หน้าขึ้นรูปจากคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นงานวัสดุศาสตร์ที่ค่าย Brabus มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษอยู่แล้ว ช่องดักอากาศนอกจากจะออกแบบมาเพื่อกดส่วนหน้าของรถคันนี้แล้ว ขนาดที่ใหญ่โตมากกว่าสปอยเลอร์เดิมๆ ของ AMG ยังช่วยนำกระแสลมเข้าไประบายความร้อนภายในห้องเครื่องยนต์อีกด้วย ขณะเดียวกัน ล้ออัลลอยลายโหดของ Brabus ก็ถูกนำไปพ่นสีทองให้มีความแตกต่างไปจากล้อของรถ Brabus ในรุ่นอื่นๆ สปอยเลอร์หลังมีครีบรีดอากาศ diffuser ขึ้นรูปด้วยงานคาร์บอนกับท่อระบายทรงโหดสไตล์ Brabus ฝั่งละสองท่อแฝด

การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อสร้างเครื่องยนต์ของ AMG ให้ออกมาในรูปแบบของ Brabus เห็นได้อย่างชัดเจนทันทีที่เปิดฝากระโปรงหน้า ท่อไอดีคาร์บอนหนึ่งในองค์ประกอบที่สำคัญของการแปลงเครื่องยนต์โดยปรับปรุงมาเป็นพิเศษเพื่อการลำเลียงอากาศโดยเฉพาะ รวมถึงกรองอากาศขนาดใหญ่ซึ่งถูกออกแบบให้มีปริมาตรความจุอากาศมากยิ่งขึ้น สำหรับโปรแกรมการฉีดและการจุดระเบิดนั้นประสานการทำงานร่วมกันจากส่วนประกอบที่มีประสิทธิภาพสูงของเครื่องยนต์กับสมองกลไฟฟ้าที่ใช้ควบคุมการทำงาน แถมสอดคล้องกับข้อจำกัดที่เข้มงวดในการปล่อยของเสีย มาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับ EURO-6 รถสปอร์ต Brabus 850 เครื่องยนต์ 6.0 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบคู่แบบ Biturbo มอบประสิทธิภาพการทำงานที่ยอดเยี่ยมบนตัวเลขพลังงานสูงสุดที่ 625 กิโลวัตต์ หรือ 850 แรงม้า (838 bhp) ที่รอบเครื่องยนต์ 5,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 1,450 นิวตันเมตร (1,069 ปอนด์-ฟุต) ในย่านระหว่าง 2,500 ถึง 4,500 รอบต่อนาที แต่ตัวเลขนี้จะถูกจำกัดด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยตัดทอนแรงบิดให้เหลือแค่ 1,150 นิวตันเมตร (848 ปอนด์-ฟุต) เพื่อการยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังที่อาจลาจากเร็วกว่ากำหนดเมื่อแรงบิดมีตัวเลขที่มโหฬารขนาดนั้น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Mercedes Benz 4MATIC ล้ออะลูมินั่มอัลลอยประสิทธิภาพสูง Brabus Monoblock เวอร์ชั่น "Platinum Edition" ขนาด 21 นิ้ว เป็นล้อที่มีความแข็งแรงสูงสุดและมีน้ำหนักเบาขนาด 9Jx21 ที่ล้อคู่หน้าและขนาด 10.5Jx21 ที่ล้อคู่หลัง ยางสปอร์ตที่มีประสิทธิภาพสูงจาก Michelin รุ่น Pilot Super Sport ไซส์ 255/35 ZR 21 ที่ล้อหน้า และ 295/30 ZR 21 ที่ล้อหลัง นอกจากนี้ยังมีของโหดให้เลือกใส่แบบจ่ายเงินเพิ่ม เป็นล้อขอบ 22 นิ้ว Brabus Monoblock G Platinum Edition ขนาด 9Jx22 ที่ล้อหน้า และ 10Jx22 ที่ล้อหลังพร้อมยางล้อหน้า Pilot Super Sport ไซส์ 255/30 ZR 22 กับยางหลัง 295/25 ZR 22 เต็มจนแทบจะล้นออกมานอกโป่งซุ้มล้อกันเลยทีเดียว Brabus ลดความสูงของเจ้าปิศาจดำคันนี้ลงอีก ประมาณ 15 มิลลิเมตร (0.6 นิ้ว) ในส่วนของห้องโดยสารประดับประดาห่อหุ้มด้วยหนังกลับ Alcantara สีดำ งานคาร์บอนไฟเบอร์เพิ่มเติมไฮไลต์แบบสปอร์ตในบางจุดบางตำแหน่ง ผสมกับชิ้นส่วนอะลูมิเนียมสีทองที่ใช้คาดกรุตามชิ้นงานต่างๆ เช่น พวงมาลัย ช่องแอร์ แผงประตู เพื่อเอาไว้ล่อคนจีนรวยๆ ให้ตกหลุมรักและพร้อมที่จะจ่ายได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

LAMBORGHINI AVENTADOR LP750-4 SUPER VELOCE
จากกระทิงตัวพ่อที่ออกขายมาก่อนหน้านี้ก็มาถึงห้วงเวลาของกระทิงเปลี่ยวตัวแรงสุดที่จะถูกปล่อยออกมาสู่วงการไฮเปอร์คาร์ นี่คือ Lamborghini Aventador LP750-4 รุ่นพิเศษ SV หรือ Super Veloce ตำนานความเร็วที่ถูกสานต่อท่ามกลางประวัติศาสตร์อันยาวนานของแบรนด์กระทิงดุซึ่งเต็มไปด้วยเรื่องราวของการทำความเร็ว ประสิทธิภาพและความงดงาม รถ Lamborghini Aventador LP750-4 รุ่นพิเศษ SV หรือ Super Veloce ถูกปรับปรุงตัดทอนน้ำหนักส่วนเกินและเสริมเติมแต่งแอร์โรพาร์ทในจุดสำคัญ น้ำหนักที่ลดลงเกิดจากการเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบาพวกคาร์บอนไฟเบอร์ที่บานประตู ฝากระโปรงหน้า-หลัง ช่องดักอากาศ รวมถึงหางหลังขนาดกะทัดรัด น้ำหนักที่ถูกเอาออกไป 50 กิโลกรัม ทำให้เครื่องยนต์ V12 สำแดงความดุดันได้ดีขึ้นไปอีกขั้น ในส่วนของเครื่องยนต์แบบ 12 กระบอกสูบไม่มีระบบอัดอากาศ เค้นเรี่ยวแรงออกมาได้มากถึง 750 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 690 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 2.8 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เบาะผู้โดยสารตอนหน้าและเบาะคนขับปรับมาเป็นเบาะที่มีรูปลักษณ์คล้ายกับเบาะรถแข่ง ระบบให้ความบังเทิงเริงรมย์ใน LP700-4 ถูกถอดออก รวมถึงพรมปูพื้นและฉนวนป้องกันเสียงแปลกปลอมจากภายนอกก็ยังถูกเอาออกเพื่อลดทอนน้ำหนัก ระบบรองรับสไตล์รถสนามที่แข็งโป๊กใช้โช้คอัพแบบ Pushrod ปรุงแต่งใหม่ให้กลายมาเป็นแบบ Adaptive Magneto Rheological Suspension หรือ MRS เป็นโช้คอัพแม่เหล็กแบบปรับระดับได้ที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์เพื่อการปรับช่วงล่างไปตามสภาพถนนและโหมดการขับเคลื่อน ระบบบังคับเลี้ยวหรือพวงมาลัย Lamborghini Aventador LP750-4 Super Veloce ใช้พวงมาลัยไฟฟ้า Lamborghini Dynamic Steering หรือ LDS ควบคุมด้วยหน่วยประเมินผลอิเล็กทรอนิกส์ ทำหน้าที่แปรผันน้ำหนักไปตามความเร็วแบบขับช้าน้ำหนักเบาขับเร็วก็หน่วงให้หนักขึ้นไปตามความเร็ว ล้ออะลูมินั่มอัลลอยลายก้านซี่ถี่ยิบล้างยาก ขอบล้อหน้า 20 นิ้วกับขอบล้อหลังที่ว่ากันถึง 21 นิ้วใหญ่โตมโหระทึกกันไป ล้อ Lambo ตัวแสบคันนี้ยังเป็นแบบ Center Lock แบบล้อรถแข่งโดยใช้นอตล้อตัวเดียวขนาดยักษ์ยึดติดกับหน้าแปลนของดุมล้อ ยาง Pirelli รุ่น P Zero Corsa เติมเต็มสมรรถนะของการยึดเกาะ การเลี้ยวและเบรกได้ดี รวมถึงระบบเบรกแบบจานดิสเบรกคาร์บอนเซรามิก พร้อมคาร์ลิปเปอร์ 6 พอตหน้า 4 พอตหลัง สาแก่ใจกันไปสำหรับชุดเบรกราคามโหฬาร ระบบแอร์โรไดนามิกที่ดีขึ้นสามารถสร้างแรงกดตัวถังได้มากขึ้นถึง 150% จากการออกแบบชิ้นส่วนของสปอยเลอร์หน้า-หลังกับวิงหลังใหม่หมด ช่องรับอากาศด้านหน้านอกจากจะช่วยสร้างแรงกดแล้วยังเหนี่ยวนำเอากระแสลมไประบายความร้อนให้กับจานดิสเบรกคาร์บอนอีกด้วย ส่วนช่องรับอากาศด้านข้างตัวถังมีการปรับวัสดุด้วยการหุ้มกรอบด้วยชิ้นงานคาร์บอน สปอยเลอร์หลังที่บริเวณชายล่างยังมีของที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือครีบรีดอากาศ diffuser ของจำเป็นในรถซุปเปอร์คาร์ที่ใช้ลดกระแสลมหมุนวนส่วนท้าย ห้องโดยสารเน้นโทนสีดำ-แดง กรอบมาตรวัดหุ้มด้วยงานคาร์บอนไฟเบอร์โชว์ลาย เบาะหนังกลับที่ดูแลรักษายาก มาตรวัดแบบ TFT - Thin Film Transistor เวอร์ชั่นล่าสุดทำให้คนขับมีความรู้สึกคล้ายกำลังควบคุมยานรบในหนังสตาร์วอร์สยังไงยังงั้น

BMW M4 MOTO GP SAFETY CAR
รถ Safety Car ในสนามแข่งถือเป็นหน้าตาของรายการแข่งรถชั้นนำมาช้านานแล้ว สำหรับการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก Moto GP ในปีนี้ แบรนด์ BMW ยังคงส่งรถ Safety Car เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันโดยใช้สำหรับการวิ่งนำในรอบ Warm Up รวมถึงการวิ่งออกมานำขณะที่ตีธงเหลืองทั้งสนามเมื่อเกิดอุบัติเหตุในการแข่งขัน ถือเป็นภารกิจในการอำนวยความปลอดภัยให้กับนักแข่งและรถแข่งทุกคันในสนาม สำหรับ BMW M4 Moto GP Safety Car มาในร่างทรงสีดำสนิทคาดแปะสติกเกอร์ลาย M ที่ด้านข้างตัวถัง แถมยังทำตัวเป็นรถตำรวจเท่ๆ ด้วยการติดตั้งสัญญาณไฟไซเรนบนหลังคาคาร์บอน โดยแหล่งกำเนิดแสงไฟมาจากหลอด LED ที่มีความคมชัดสว่างสูง ชิ้นส่วนพวกแอร์โรพาร์ทก็ถูกปรับให้แปลกตาขึ้น เช่น สปอยเลอร์หน้าที่มีลิ้นหน้าแบบคาร์บอน กระจกมองข้าง ฝากระโปรงและหลังคาคาร์บอนไฟเบอร์ ล้ออัลลอยขอบ 19 นิ้วกับจานเบรกคาร์บอนเซรามิก ระบบกันสะเทือนก็ยังถูกปรับใหม่ทั้งๆ ที่ของเดิมก็หนึบเป็นตุ๊กแกอยู่แล้ว โช้คอัพพร้อมสปริงชุดใหม่ที่ถูกปรับเซตค่ายืด-ยุบใหม่หมด เครื่องยนต์ตัวใหม่เป็นเครื่องเบนซินแถวเรียง 6 สูบ เทคโนโลยีใหม่ในด้านการออกแบบกับชิ้นส่วนภายในที่ต้องรับแรงในระดับที่ไม่ปกติ มันคือเครื่องยนต์ประสิทธิภาพสูงที่แผนก M จงใจสร้างให้มีคาแรกเตอร์ของเครื่อง M แท้ๆ เทอร์โบสมรรถนะสูง ทำให้เครื่องสามารถรีดเค้นทั้งแรงม้าและแรงบิดในเกือบทุกย่านของรอบเครื่องยนต์ การทำงานประกอบไปด้วยระบบ High Precision Injection หรือระบบฉีดเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ระบบวาล์วแปรผันต่อเนื่อง Double Vanos / ValveTronic รวมกับชุดอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ ใช้เทคโนโลยี TwinPower Turbo ระบบวาล์วแปรผันในรอบต่ำ ช่วยเพิ่มจังหวะโอเวอร์แลป เพื่อทำให้ไอเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาไหม้ในวัฏจักรก่อนหน้านี้ กลับมาเผาไหม้ซ้ำอีกครั้ง เป็นการลดมลพิษที่จะเจือปนไปกับไอเสียและช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง

ระบบจ่ายเชื้อเพลิงจึงทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และสั่งจ่ายเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็นต่อการจุดระเบิดเท่านั้น ในรอบการทำงานสูงๆ ของเครื่องยนต์ ระบบ Double Vanos จะลดจังหวะของการโอเวอร์แลป เพื่อลดการสูญเสียไอดี จากการเลื่อนขึ้นลงของลูกสูบที่ย่านรอบเครื่องสูงๆ ในรอบสูง Double Vanos จะช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงแบบไม่จำเป็น ส่วน ValveTronic รับหน้าที่เปลี่ยนระยะยกตัวของวาล์วไอดี สำหรับการเพิ่มปริมาณอากาศ ให้มีความสมดุลกับการจุดระเบิด โดยเฉพาะในรอบสูง Double Vanos จะทำงานด้วยแรงดันน้ำมันเครื่องที่ควบคุมการสั่งจ่ายน้ำมันด้วยโซนินอยวาล์ว สำหรับระบบ ValveTronic จะทำงานด้วยกลไกปรับเปลี่ยนระยะยกด้วยเซอร์โวมอเตอร์ ระบบวาล์วแปรผันทั้งหมด ยังผ่านการควบคุมด้วยสมองกล ECU ระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ใน M4 ผนวกการหมุนของข้อเหวี่ยงที่ขึ้นรูปด้วยกรรมวิธีแรงดันสูงหรือฟอร์ซ เค้นกำลังออกมาได้ 430 แรงม้า การปลดปล่อยกำลังของเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ อยู่ในย่าน 5,750-7,000 รอบต่อนาที แรงบิดมีให้ตั้งแต่ 1,700 รอบต่อนาทีไปจนถึง 4,750 รอบต่อนาที ช่วยเสริมในจุดของแรงม้าสูงสุดได้ใกล้เคียงกับเครื่อง V8 ตัวก่อน สำหรับชุดอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดเล็ก ที่อยู่ใกล้กับฝาสูบด้านบน เทอร์โบทั้งสองตัวจัดวางแปะอยู่ข้างตัวเครื่องด้วยการใช้เทคนิค แบบ Bi-Turbo โดยเทอร์โบ 1 ตัวรับหน้าที่ 3 กระบอกสูบในการอัดอากาศ เป็นเทอร์โบแบบ TWO MONO Scroll การแยกเทอร์โบให้รับผิดชอบฝั่งละ 3 สูบ ทำให้มันไม่ต้องรับภารกรรมการทำงานมากนัก

เทอร์โบในเครื่องยนต์ M ตัวใหม่ สามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพและตลอดเวลาแม้จะโดนอัดอย่างต่อเนื่องในสนามแข่งรถ กลีบเทอร์ไบน์รวมถึงแกนสามารถหมุนในรอบที่เร็วถึง 200,000 รอบต่อนาที โดยมันจะสามารถคงรอบเอาไว้ที่ 120,000 รอบต่อนาที ไม่ให้ตกลงไปด้วยการทำงานของเวสเกตแบบไฟฟ้า ท่อไอดีถูกออกแบบให้มีความไหลลื่นเพื่อความเป็นระเบียบของอากาศขณะไหลผ่าน ท่อไอดีของ M ออกแบบให้แทบจะไม่มีจุดคอด โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์ขนาดกะทัดรัด ที่ติดอยู่ใกล้กับท่อไอดี เพื่อช่วยในด้านการตอบสนองของเทอร์โบ ช่วยทำให้มั่นใจได้ว่า อากาศร้อนจะไม่ถูกอัดกลับเข้าไปยังห้องเผาไหม้แบบซ้ำๆ เทอร์โบคู่ของเครื่องยนต์ M แบบ 6 สูบเรียงตัวนี้ประหยัดเชื้อเพลิงขึ้นอีก 30% ลดการปล่อย CO2 ลงอีก 70 กรัมต่อ 1 กิโลเมตร น้ำหนักของเครื่องยนต์ทั้งตัวเบากว่าเครื่อง V8 ตัวเก่า น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ที่หายไปถูกแทนที่ด้วยเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์กับท่อทางเดินต่างๆ ที่เพิ่มเข้ามา สำหรับอ่างน้ำมันเครื่องนั้นทำจากแมคนีเซียมอัลลอยที่มีราคาแพงลิบ ปั๊มน้ำมันเครื่องแบบใหม่ กับท่อยังถูกปรับการทำงานโดยเฉพาะในด้านของความแข็งแกร่งทนทานต่ออุณหภูมิและแรงที่เข้ามากระทำ ที่เจ๋งก็คือ เครื่องยนต์ M4 ตัวนี้สามารถจูนอัพเพิ่มแรงม้าให้ออกมาเป็นรุ่นพิเศษที่แรงกว่า M รุ่นปกติ เครื่องยนต์ตัวใหม่มีอัตราส่วนกำลังอัด 102.:1 สร้างแรงม้าสูงสุดที่ 430 แรงม้าในรอบเครื่องยนต์ 5,500-7,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร หรือ 55 กิโลกรัมเมตรที่ 1,750-5,500 รอบต่อนาที อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.1 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดอยู่ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง Optional M Driver’s Package เพิ่มเติมความเร็วปลายให้ไปถึง 280 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้อย่างสบายๆ

FORD FOCUS RS 2016
นี่คือ Focus เวอร์ชั่นแรงสุด RS ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อจาก Ford ซึ่งสามารถผกผันแรงบิดไปยังล้อข้างต่างๆ หรือกระจายส่งแรงบิดไปยังล้อหลัง 70% ซึ่งเป็นสิ่งที่วิศวกรของ Ford จงใจทำให้ออกมาเป็นแบบนั้นสำหรับนักขับที่ชอบทำ Power Slide โดยใช้กรรมวิธีการควบคุมคันเร่งให้พอเหมาะพอดีที่จะดริฟท์ได้อย่างบรรเจิด แรงบิดถ่ายเทไปมาได้ระหว่างล้อหน้าและล้อหลังด้วยระบบคลัตช์อิเล็กทรอนิกส์ โดยปรับเปลี่ยนไปตามล้อเพื่อควบคุมอาการอันเดอร์สเตียร์ การใช้ระบบขับเคลื่อนแบบทุกล้อและการส่งแรงบิดแบบอิสระควบคุมด้วยไฟฟ้าทำให้ RS ตัวใหม่ เข้าโค้งได้เร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการทำความเร็วทางตรงก็ยังมีการยึดเกาะที่แนบแน่นมากกว่า RS รุ่นที่ผ่านมา ระบบส่งกำลังที่ได้รับการปรับให้สามารถทำงานผสานกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแถมยังช่วยลดต้นทุนในการพัฒนาและผลิตออกมาขายในจำนวนที่ไม่มากนัก ระบบ Active Rear Wheel Drive ใน Focus RS 2015 เป็นเทคโนโลยีที่มีความล้ำอนาคตของ Ford ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในรถสปอร์ต 5 ประตูคันนี้ เพิ่มความสามารถในการถ่ายเทกำลังแรงบิดไปยังล้อคู่หลังหากเกิดสูญเสียการยึดเกาะที่ดี

Ford แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า Focus RS 2016 จะมีเรี่ยวแรงมากถึง 320 แรงม้า จากเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบ ขนาด 2.3 ลิตร อัดอากาศด้วยเทอร์โบแปรผัน เครื่องยนต์ ECO-Boost ยังมีการติดตั้งท่อร่วมไอดีใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ฝาสูบและไลเนอร์ใหม่ เทอร์โบประสิทธิภาพสูงตัวใหม่และอินเตอร์คูลเลอร์ที่มีขนาดโตขึ้นอีกด้วย เจ้า Ford Focus RS MK3 มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักเพิ่มขึ้น และมีการควบคุมที่ดีขึ้นมากจากระบบขับเคลื่อนแบบทุกล้อ โดยจะออกขายในปี 2016 ด้วยราคาค่าตัวประมาณ 30,000 ปอนด์สเตอร์ลิง (ยังไม่รวมภาษีนำเข้า)

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

ส่องรถใหม่ในยุโรปประจำเดือนเมษายน 21 เม.ย. 2558 14:22 22 เม.ย. 2558 03:40 ไทยรัฐ