วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนเป็นแค่พลเมืองชั้นสอง

ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประชาชนเป็นแค่พลเมืองชั้นสอง

  • Share:

วันนี้การอภิปราย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้หลอนในอดีต ฉบับ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ย่างเข้าสู่วันที่สามแล้ว คงจะไม่ได้น้ำไม่ได้เนื้อสักเท่าไร เพราะจองคิวอภิปรายกันมากมายถึง 165 คน 7 วัน 7 คืน เลยได้อภิปรายกันคนละ 20 นาที ยังไม่ทันหายคันปากก็หมดเวลาแล้ว

ดร.บวรศักดิ์ ประธานยกร่างฯ แถลงแก้ข่าวในสภาปฏิรูปฯว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีพิมพ์เขียว ฟังแล้วค่อยสบายใจหน่อย คสช.จะได้แก้ไขง่ายขึ้น ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะพาประชาธิปไตยไทยเข้ารกเข้าพงไปอย่างน่าเป็นห่วงยิ่ง

ดร.บวรศักดิ์ แถลงถึง “แนวคิด” ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ว่า ยึดเจตนารมณ์ 4 ประการ คือ สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นำชาติสู่สันติสุข และ ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ระบบการเมือง กำหนดไว้เพื่อ ป้องกันปัญหาระบบเผด็จการรัฐสภา หรือ เสียงข้างมาก โดยให้ความสำคัญกับ ภาคพลเมือง ที่จะมาคานอำนาจฝ่ายการเมือง

ฟังเพลินๆก็ดูดี แต่เมื่อนำเอา บทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญ มาเทียบกับ เจตนารมณ์ที่แถลง กลับเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

เริ่มตั้งแต่เจตนารมณ์แรก “สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่” ก็ไม่จริง เพราะมี ส.ส. ส.ว. ที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน แต่มี “คุณแอบ” เลือกเอาไว้ล่วงหน้า แล้วเอาชื่อมาให้ประชาชนลงคะแนน ไม่ว่าเลือกซ้ายเลือกขวา ก็หนีไม่พ้น “หวยล็อก” อยู่ดี อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือ

อย่าง การเลือกตั้งวุฒิสมาชิก หรือ ส.ว. ที่สื่อเรียกกันว่า “ลากตั้ง” ไม่ว่ามองมุมไหนมันก็ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ร่างรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้มี ส.ว.200 คน มาจาก การเลือกตั้งทางอ้อม 123 คน อีก 77 คน มาจากการเลือกตั้งใน 77 จังหวัด จังหวัดละ 1 คน โดยมี คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้คัดเลือก ทำให้ ส.ว.ทั้งหมดไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน แต่มีคนเลือกมาให้เสร็จ อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือ

การเลือกตั้ง ส.ส.ก็เช่นเดียวกัน ส.ส. 450 คน มาจาก การเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนเพียง 250 คนเท่านั้น ส่วนอีก 200 คน เป็น ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งก็คือการเลือกตั้งทางอ้อมอีกนั่นเอง โดยหัวหน้าพรรคหรือแกนนำพรรคเป็นผู้เลือก จะเอาใครลง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ แล้วส่งมาให้ประชาชนเลือกอีกที แม้จะทำให้ดูเก๋ไก๋ด้วย ระบบโอเพ่นลิสต์ แต่เนื้อในก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยอยู่ดี

นี่หรือครับ การสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่

แค่ เจตนารมณ์แรก ก็ ทำลายเจตนารมณ์ที่สอง เรื่องการเมืองใสสะอาดและสมดุล เพราะระบบและกระบวนการทางการเมืองที่สร้างขึ้นมาใหม่ ทำให้การเมืองไทยไม่ใสสะอาดและไม่สมดุลดังเจตนารมณ์ แถมยัง ทำลายเจตนารมณ์ที่สาม ที่ว่าจะ หนุนสังคมที่เป็นธรรม เพราะวิธีการเลือกตั้งทางอ้อมแบบนี้ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมขึ้นในสังคม อำนาจในการกำหนดตัวบุคคลไปอยู่ที่ “กลุ่มบุคคล” เพียงกลุ่มเดียว ไม่ใช่ประชาชน

ระบบสรรหาในเมืองไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นที่รู้กันอยู่ว่า ไม่ใช่ระบบสรรหาที่แท้จริง แต่เป็น “หน้ากาก” ที่ถูกออกแบบมาใส่ให้ดูดีเท่านั้น อำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่ผู้มีอำนาจสั่งการจะเลือกใคร ผมก็นึกไม่ถึงว่า ดร.บวรศักดิ์ จะนำระบบสรรหาศรีธนญชัยแบบไทยๆ มาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เพื่อใช้เลือกตั้ง ส.ว.ด้วย

งานนี้ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี ยอมปล่อยผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปใช้ สุดท้ายก็จะ ทำลายเจตนารมณ์ที่สี่ คือ ทำลายสันติสุขของชาติ เพราะ ระบบการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบให้ซับซ้อน ไม่โปร่งใส ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ผ่านการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จะทำร้ายการเมืองไทยให้เละเทะยิ่งกว่าเก่า

และ “พลเมืองไทย” นอกจากจะไม่ได้เป็นใหญ่อย่างที่ ดร.บวรศักดิ์ คุยโม้แล้ว ยังเป็นได้แค่ “พลเมืองชั้นสอง” เพราะไม่มีอำนาจเลือกตั้งโดยตรง ไม่รู้ไปลอกชาติไหนมา.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้