วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สะเทือนขวัญขั้วอำนาจ

สะเทือนขวัญขั้วอำนาจ

โดย หมัดเหล็ก
22 เม.ย. 2558 05:01 น.
  • Share:

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ประทับรับฟ้อง กรณีอัยการสูงสุดเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กับพวกรวม 21 คน ข้อหาฮั้วประมูลโครงการระบายข้าวรัฐต่อรัฐ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา และจะมีการนัดพิจารณาคดีนัดแรกในวันที่ 29 มิ.ย. ไล่ๆกับกรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวน อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในข้อหาก่อให้เกิดความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งกรณีของอดีต รมต.บุญทรง เพิ่งจะเป็นข่าวเมื่อวันสองวันที่ผ่านมานี้เอง

ทั้งสองคดีคาบเกี่ยวกัน คือมาจากผลพวงของโครงการรับจำนำข้าวทั้งสิ้น จากการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ความผิดฐานทุจริตยังไม่ได้เกิดขึ้นจากการรับจำนำข้าวโดยตรง แต่ไม่ว่าจะมีการวินิจฉัยออกมาอย่างไรก็ตาม ย่อมมีผลกระทบกับคุณสมบัติการเป็นนักการเมืองของผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งหมายถึงเส้นทางการเมืองในอนาคตด้วย

ไปพลิกดูบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่กำลังว่ากันอยู่ในสภา การเป็นอยู่คือ ของนักการเมืองในยุคต่อไปจะอยู่ด้วยความยากลำบากและระมัดระวังตัว จนแทบจะกระดิกอะไรไม่ได้ และต้องอยู่ในกฎเกณฑ์ดังกล่าวไปเป็นเวลาถึง 5 ปี เพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนดไว้ห้ามไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนครบเวลา 5 ปี

เวลานี้ ข้าราชการ หรือนักการเมือง ที่เคยร่วมงานกับขั้วอำนาจเก่า ตกที่นั่งลำบาก มีโอกาสถูกสอยจากองค์กรอิสระ ได้ตลอดเวลา ตัวอย่าง อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่กำลังเจอกับวิบากกรรมอยู่ในขณะนี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว ธาริต ก็เคยทำงานให้กับทั้งสองขั้วอำนาจ แต่เผอิญว่าไปอยู่ในช่วงที่มีคดีพิเศษเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญเข้า การออกตัวแรง ถือว่าเป็นข้อห้ามสำหรับการทำงานของข้าราชการ เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตขั้วไหนจะขึ้นมามีอำนาจ จะไปโทษข้าราชการว่าเช้าชามเย็นชามก็ไม่ได้

การโยกย้ายข้าราชการอีกระลอก ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการล้างบางข้าราชการเช่นกัน บวกกับสถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึม คาดว่าจะมีการล้างบางชนิดขุดรากถอนโคนกันครั้งใหญ่ในเร็วๆนี้

ยิ่งทำให้เกิดแรงกระเพื่อม

นักการเมืองก็ดูเหมือนว่าต้องรีบตัดสินใจ จะกัดฟันสู้อยู่ขั้วเดิม หรือจะเปลี่ยนขั้ว หรือจะไปอยู่กับขั้วที่สาม ให้สิ้นเรื่องสิ้นราว จนกระทั่งทางเลือกสุดท้ายคือ เล่นการเมืองแบบอิสระ ไปตายเอาดาบหน้า กับการตัดสินใจเว้นวรรคทางการเมือง เซฟตัวเองเอาไว้ก่อน

นิมิตหมาย อนาคตการเมืองไทย คงไม่โชติช่วงชัชวาลย์ เหมือนกับที่รัฐธรรมนูญต้องการจะเนรมิตให้เป็นไปตาม การเมืองในฝัน เพราะโลกความจริง การเมืองไทยก็ยังคือการเมืองแบบไทยๆ

การชิงอำนาจทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ยังเป็นแก่นแท้ของระบบการเมืองไทย ไม่ตายแต่ก็ไม่โต สร้างความขัดแย้ง เพื่อง่ายต่อการปกครอง เป็นสูตรสำเร็จ ที่ใช้กันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน.

หมัดเหล็ก
mudlek@hotmail.com

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้