วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สปช.หนุนร่าง รธน. ตัดทอน อํานาจนักการเมือง

บวรศักดิ์ชี้ขจัดเผด็จการสภา สลายพรรคใหญ่-ผูกขาดภาค วันแรกฉลุยยังไม่ถึงปมร้อน

“บวรศักดิ์” นำขบวน กมธ.ยกร่างฯแจกแจงร่าง รธน.ฉบับใหม่ต่อ สปช. การันตีไม่มีธงล่วงหน้า เผยเจตนาชัดมุ่งหมายลดอำนาจเผด็จการเสียงข้างมากในสภา ไม่ ให้รัฐบาลมีเสียงเด็ดขาด เพิ่มอำนาจพลเมือง คานนักการเมืองด้วยการเลือกตั้งส่วนผสมแบบเยอรมัน พร้อมกำหนด ส.ส.ห้ามเป็น รมต.ในเวลาเดียวกัน มั่นใจมาตรฐาน รธน.ใหม่ไม่ต่ำกว่าปี 40 หรือ 50 แน่ “สุจิต” ย้ำที่มา ส.ว. 3 ทาง เปิดช่องนายกฯคนนอก “เอนก” ยัน จุดยืนสลายภาคนิยมพรรคการเมืองใหญ่ ขณะที่ สปช.หนุนลดอำนาจนักการเมือง เพิ่มอำนาจภาคประชาชน นายกฯย้ำยังเดินตามโรดแม็ป ตีกรรเชียงเรื่องทำประชามติ วอนอย่าวิจารณ์ รธน.จนเลยเถิด

บรรยากาศการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) วันแรกค่อนข้างราบรื่น ไม่มีการโต้เถียงดุเดือด เนื่องจากยังไม่ถึงประเด็นไฮไลต์เรื่องการเมือง นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลุกขึ้นชี้แจงร่ายยาวถึงเจตนารมณ์ของการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ต้องการลดทอนอำนาจเผด็จการรัฐสภา สร้างรัฐบาลแบบพรรคการเมืองผสมหลายพรรค และเพิ่มอำนาจพลเมือง

สภาคึก รปภ.เข้มรับศึกอภิปราย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 20 เม.ย.ที่รัฐสภา บรรยากาศก่อนการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่ออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) พิจารณาเสร็จแล้ว เป็นไปอย่างคึกคัก มีสมาชิก สปช.ทยอยเดินทางมาตั้งแต่เวลา 07.00 น. ขณะที่บริเวณรอบนอกอาคารรัฐสภา ไม่มีกลุ่มผู้มาชุมนุมคัดค้านหรือสนับสนุน สำหรับการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารรัฐสภา มีเจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาจำนวน 100 คน คอยตรวจตรารถยนต์ที่เข้า-ออกอย่างเข้มงวด ห้ามรถจักรยานยนต์ผ่านเข้าออกอย่างเด็ดขาด

“สมบัติ” นำ 57 สปช.ประกาศจุดยืน

กระทั่งเวลา 07.50 น. สมาชิก สปช. จำนวน 57 คน นำโดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. ได้ร่วมสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 พร้อมกล่าวปฏิญาณตน และคำประกาศเจตนารมณ์ว่า “ระหว่างการประชุม สปช. เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่คณะ กมธ.ยกร่างฯ นำเสนอต่อที่ประชุม สปช. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง ใช้ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ด้วยความสุจริตใจ เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง” จากนั้นได้ร่วมสักการะพระสยามเทวาธิราชเพื่อความเป็นสิริมงคลด้วย

“บวรศักดิ์” การันตี รธน.ไร้พิมพ์เขียว

ต่อมาเวลา 09.00 น. จึงเริ่มการประชุม สปช. มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อรับฟังความเห็นและให้ข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญตามที่ กมธ.ยกร่างฯส่งมาให้พิจารณาตามมาตรา 36 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว โดยนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รายงานต่อที่ประชุมว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความคิดเห็นของ สปช.ถึง 90% แม้ถ้อยคำอาจต่างกันบ้าง แต่หลักการและสาระสำคัญยังอยู่ การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่มีการปกปิด ไม่มีพิมพ์เขียว พิมพ์ชมพู ตามที่มีการกล่าวอ้างเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของ กมธ.ยกร่างฯ ร่างรัฐธรรมนูญนี้มีเจตนารมณ์ 4 ข้อคือ 1. สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ 2. การเมืองใสสะอาดและสมดุล 3. หนุนสังคมให้เป็นธรรม 4. นำชาติสู่สันติสุข

ลดอำนาจเผด็จการเสียงข้างมาก

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาการเลือกตั้งทุกรูปแบบของไทยเอาแบบมาจากฝรั่งทั้งสิ้น ทั้งแบบเขตเดียวคนเดียว ระบบบัญชีรายชื่อ ที่นำมาใช้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้รัฐบาล สร้างภาวะผู้นำให้นายกรัฐมนตรี จนเกิดเผด็จการเสียงข้างมากเด็ดขาดของรัฐบาลที่สยายปีกไปแทรกแซงองค์กรตรวจสอบ ตลอดจนสื่อมวลชน อันเป็นที่มาของความขัดแย้งร้าวลึกทุกวันนี้ ดังนั้นการออกแบบระบบการเมืองใหม่ตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องหันมาใช้มาตรการ 2 ทางคือ 1. ทำให้รัฐบาลไม่ใช่เสียงข้างมากเด็ดขาด เป็นเผด็จการเพราะอำนาจนิยมอีกต่อไป 2. ทำให้พลเมืองเป็นใหญ่เพื่อคานกับการเมืองภาคนักการเมือง รัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมของเยอรมัน ที่เคยใช้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อไม่ให้เกิดเผด็จการแบบฮิตเลอร์ขึ้นมาอีก โดยให้มี ส.ส.ในระดับพอดีต่อความนิยมของประชาชน ไม่ได้เสียงมากเกินพอดี

ห้าม ส.ส.เป็น รมต.-เพิ่มอำนาจพลเมือง

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า แม้ระบบนี้จะทำให้ได้รัฐบาลผสมนำไปสู่ความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาล แต่ กมธ.ยกร่างฯมีมาตรการคุ้มกันมาลดความเสี่ยงด้วยการกำหนดมาตรการต่างๆอาทิ 1. ห้ามการควบรวมพรรคการเมืองหลังเลือกตั้ง เพื่อเลี่ยงระบบนอมินี 2. ห้าม ส.ส.ลาออกไปอยู่พรรคอื่นแลกเงิน 3. ห้าม ส.ส.เป็นรัฐมนตรีในเวลาเดียวกัน เพื่อลดความอหังการของรัฐมนตรีไม่ให้ต่อรองกับรัฐบาล เพราะหากถูกปลดก็ไม่สามารถเป็น ส.ส.เพื่อมาสั่นคลอนรัฐบาลได้อีก 4. กำหนดให้นายกฯขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรได้ เพื่อส่งสัญญาณถึง ส.ส.ว่าถ้าก่อความวุ่นวายเพื่อต่อรองกับรัฐบาล ก็จะยุบสภาจริงๆไม่ใช่แค่ขู่ มาตรการเหล่านี้เป็นไปตามหลักความคุ้มกันของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นมาตรการของประเทศไทยแท้ ไม่มีในเยอรมัน ดังนั้นการเรียกระบบเลือกตั้งนี้ว่าระบบเลือกตั้งแบบเยอรมันจึงไม่ถูกต้อง นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังยกภาคพลเมืองให้มีความเข้มแข็งเพื่อถ่วงดุลภาคการเมืองของนักการเมืองในหลายทาง อาทิ การเพิ่มสิทธิเสรีภาพให้ประชาชน การมีสมัชชาพลเมืองจังหวัด สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบนักการเมือง การให้ประชาชนเป็นผู้จัดลำดับ ส.ส.บัญชีรายชื่อแทนพรรคการเมือง

การันตีมาตรฐานไม่ต่ำกว่า รธน.40 หรือ 50

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้จะเหลียวหลังไปแก้ปัญหาในอดีต และแลหน้าไปสร้างอนาคตให้ลูกหลาน ความขัดแย้งวุ่นวายกว่า 10 ปี จึงต้องจบลงด้วยการสร้างความปรองดองอย่างมีระบบ ไม่ใช่มุ่งแต่การนิรโทษกรรม ต้องมีการหาสาเหตุข้อเท็จจริงของความขัดแย้ง เจรจากับคู่ขัดแย้งอย่างมีระบบ หาคนผิดมาดำเนินคดี และกันผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ไม่ใช่ผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนและสำนึกผิดแล้วออกไป โดยการอภัยโทษ เยียวยาผู้เสียหาย เมื่อเกิดความเป็นธรรมขึ้น ความขัดแย้งก็จะยุติลง อะไรที่ดีในรัฐธรรมนูญปี 40 และ ปี 50 คณะกรรมาธิการยกร่างฯเก็บไว้หมด กล่าวได้ว่าบทบัญญัติที่ดี 70% ในรัฐธรรมนูญปี 50 ยังมีอยู่ในร่างฉบับนี้ มาตรฐานของรัฐธรรมนูญนี้ต้องไม่ต่ำกว่าปี 40 และ ปี 50 ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯต้องการให้ประชาชนเป็นใหญ่ในอนาคต ขณะเดียวกันต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ยอมรับร่างยังไม่สมบูรณ์ 100%

นายบวรศักดิ์กล่าวว่า แม้คณะกรรมาธิการยกร่างฯจะพยายามอย่างสุดความสามารถในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่เชื่อว่าร่างนี้ยังไม่สมบูรณ์ 100% ดังนั้นการรับฟังความเห็นของ สปช.และประชาชนทั่วประเทศ จึงเป็นความปรารถนาที่แท้จริงของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ หวังว่าการรับฟังความเห็น 7

วันนี้จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ทั้งนี้ ภายหลังนายบวรศักดิ์ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้ว ได้มอบหมายให้ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงรายละเอียดในแต่ละเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไป

กำหนดสิทธิพลเมือง ลดเหลื่อมล้ำ

จากนั้นนายปกรณ์ ปรียากรณ์ กมธ.ยกร่างฯ ได้ชี้แจงถึงภาคสิทธิพลเมืองที่เสริมสร้างให้ประชาชนเป็นใหญ่ ว่า พลเมืองมีสิทธิไปทำหน้าที่ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ โดยคุ้มครองสิทธิพลเมืองตั้งแต่ทารกในครรภ์ และเข้าถึงการบริการสาธารณสุขจากรัฐโดยเท่าเทียม ทั่วถึง มีมาตรฐาน ในกรณีที่ ได้รับความเสียหายจากการบริการสาธารณสุขของรัฐจะได้รับการชดเชยความเสียหาย ส่วนด้านการศึกษาที่ให้เด็ก เยาวชน เข้าถึงอย่างเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ และขยายการศึกษาโดยการสนับสนุนของรัฐทั้งสายสามัญและสายอาชีพ จาก 12 ปีเป็น 15 ปี ส่วนพลเมืองวัยทำงานให้คุ้มครองเสรีภาพในการประกอบอาชีพให้รับค่าจ้างเป็นธรรม มีสวัสดิการและหลักประกันตามที่กฎหมายกำหนด ที่สำคัญห้ามไม่ให้รัฐเนรเทศบุคคลที่มีสัญชาติไทย สำหรับสิทธิชุมชนถือเป็นรากฐานของประชาธิปไตย ให้สิทธิพลเมืองในชุมชนปกป้อง ฟื้นฟู อนุรักษ์ ศิลป-วัฒนธรรม ภูมิปัญญาและสิ่งแวดล้อมของชุมชน

สแกนผู้นำทุกระดับ

ต่อมาเวลา 10.15 น. นายสุจิต บุญบงการ รองประธาน กมธ.ยกร่างฯ กล่าวชี้แจงในหมวดผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดีว่า กมธ.ยกร่างฯมีโจทย์ที่จะต้องแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นก่อนเดือน พ.ค.2557 คือการที่มีผู้นำมีอำนาจมากเกินไป จนใช้อำนาจโดยมิชอบนำไปสู่การเมืองแบบเผด็จการรัฐสภา ก่อให้เกิดการใช้นโยบายที่ผิดพลาดนำความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและการค้าของประเทศชาติรวมทั้งการคอร์รัปชันที่แพร่ขยายกว้างขวาง ฉะนั้นจึงต้องแก้ไขเพื่อได้ผู้นำทางการเมือง ทั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกรัฐมนตรี ส.ส.และ ส.ว. รวมถึงผู้บริหารท้องถิ่น ที่มีประวัติและพฤติกรรมตามรัฐธรรมนูญกำหนด เช่น ไม่เคยหลีกเลี่ยงภาษี จึงต้องมีการสอบภาษีย้อนหลัง ไม่เคยทำผิดทางอาญาจนถึงคำพิพากษาถึงจำคุกหรือ พ้นโทษมายังไม่ถึง 5 ปี และยังมีบทบัญญัติเรื่องคุณธรรม จริยธรรม กำหนดให้ผู้นำทางการเมืองต้องทำและคำนึงถึงประโยชน์ชาติ ไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตัว ส่วนการเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วนแบบผสมเพื่อสะท้อนความต้องการของพลเมืองในการใช้สิทธิเลือกตั้ง พร้อมแก้ไขปัญหาซื้อเสียง

ที่มา ส.ว. 3 ทาง เปิดช่องนายกฯคนนอก

นายสุจิตกล่าวว่า ส่วน ส.ว.มีรูปแบบที่ต่างกัน โดยแบ่งที่มาของ ส.ว.ออกเป็น 3 กลุ่ม 1. เลือกกันเองในส่วนของอดีตข้าราชการ 2. การสรรหาของกลุ่มวิชาชีพ 3. ให้คณะกรรมการกลั่นกรองแต่ละจังหวัดคัดกรองผู้สมัครสาขาอาชีพก่อนให้เลือก เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่าง ส.ส. และ ส.ว. ขณะที่ ครม.ถ้ายึดหลักในระบบรัฐสภา นายกฯไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส. เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาวิกฤติขึ้นอีก โดยรัฐธรรมนูญบัญญัติชัดว่าหากเลือกจาก ส.ส.ใช้เสียงเพียงแค่กึ่งหนึ่ง แต่ถ้าเลือกจากคนนอกต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสภา ส่วนความสมดุลในอำนาจระหว่าง ครม.กับสภาฯระบุให้ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากรัฐบาลแพ้ผลโหวต อายุของ ส.ส.จะหมดไปและให้มีการเลือกตั้งใหม่ สุดท้ายนักการเมืองยังต้องถูกตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐและภาคพลเมืองตามที่รัฐธรรมนูญระบุ

สลายขั้วพรรคใหญ่ยึดภาคนิยม

ด้านนายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กมธ.ยกร่างฯ ชี้แจงในเรื่องการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย ทั้ง เสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือฝ่ายที่สาม ผ่านแนวทางที่ออกแบบไว้หลายประการ ตั้งแต่ ความต้องการให้มีรัฐบาลผสม เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 51 ก่อให้เกิดความขัดแย้ง นองเลือด ส่วนการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จะทำให้การเลือกตั้งแต่ละภาค ไม่เกิดการผูกขาด และเกิดความปรองดองระหว่างภาค คือ ส.ส. ภาคใต้ และ กทม.จะไม่เป็นของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมด ส.ส.ภาคเหนือ และภาคอีสาน จะไม่เป็นของพรรคเพื่อไทยหมดอีกต่อไป และได้เปิดให้มีตัวแทนจากประชาชนมีส่วนร่วมทั่วถึงจากการกำหนดให้มีองค์กรใหม่ เช่น สมัชชาพลเมือง สมัชชาคุณธรรม การให้ประชาชนมีบทบาทมาก จะทำให้เกิดการปรองดองระหว่างประชาชนกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ลดการเดินลงสู่ท้องถนน

สปช.ถามความชัดเจน “ประชามติ”

จากนั้นเวลา 11.30 น. เข้าสู่วาระการพิจารณาอภิปรายเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของสมาชิก สปช. โดยเริ่มพิจารณาอภิปรายในบททั่วไป 7 มาตรา มีนายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการวิป สปช. เป็นผู้อภิปรายคนแรก โดยนายอลงกรณ์กล่าวว่า รัฐธรรมนูญนี้จะต้องตอบโจทย์อนาคตของประเทศ และออกแบบแก้ปัญหาให้ได้คือ 1.ความแตกแยก 2.การทุจริต 3.ความเหลื่อมล้ำ 4.ความล้าหลัง 5.ความถดถอยของประสิทธิภาพของประเทศ สปช.มีความเชื่อมั่นว่าเราไม่ใช่ร่างทรงของใคร มีความเป็นอิสระไม่มีการครอบงำ และจะต้องทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชามติให้ได้ การทำประชามติมีความสำคัญ เป็นการสร้างความชอบธรรมและการยอมรับของประชาชน ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของและต้องปกป้อง มิเช่นนั้นเราไม่สามารถจะเข้าสู่อนาคตที่มั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนได้ ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯต้องมีความกล้าที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปสู่มือและสู่อ้อมกอดของประชาชนให้ได้

หนุนลดทอนอำนาจนักการเมือง

กระทั่งเวลา 12.00 น. จึงเริ่มเข้าสู่การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ภาค 1 พระมหากษัตริย์และประชาชน โดยเปิดโอกาสให้ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านต่างๆ ของ สปช.ได้อภิปรายแสดงความเห็น โดยมีประธานคณะกรรมาธิการ 6 คณะอภิปรายแสดงความเห็น ส่วนใหญ่พูดสนับสนุนหลักการลดอำนาจภาคการเมืองกำหนดให้พลเมืองเป็นใหญ่ เพิ่มอำนาจให้ภาคพลเมือง ท้องถิ่น และชุมชนมากขึ้น รวมไปถึงการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบมากขึ้น มีสิทธิได้รับบริการด้านสาธารณสุขอย่างครอบคลุมและมีคุณภาพ ขณะที่นายคุรุจิต นาครทรรพ รองประธานคณะ กมธ.ปฏิรูปพลังงาน ระบุว่า เป็นห่วงเรื่องการตั้งสภาตรวจสอบภาคพลเมืองประจำจังหวัด เกรงว่าจะซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว อาทิ ป.ป.ช.จังหวัด สตง.จังหวัด จึงไม่มั่นใจว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ ควรนำงบประมาณไปเพิ่มประสิทธิภาพให้หน่วยงานเดิมจะดีกว่า ขอให้ กมธ.ยกร่างฯทบทวนอย่าเขียนอะไรที่แฝงไปด้วยความกลัว จนเกินพอดี มิเช่นนั้นรัฐธรรมนูญอาจไปไม่ถึงเป้าหมาย

อภิปรายเสริมประเด็นไร้ป่วนโต้แย้ง

ต่อมาบรรยากาศการอภิปรายตั้งแต่ช่วงเวลา 14.00 น. จนถึงช่วงหัวค่ำ มีสมาชิก สปช.ลุกขึ้นอภิปรายอย่างกว้างขวาง เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีสมาชิก สปช.คนใดยกมือประท้วง หรืออภิปรายเสียดสี ส่วนใหญ่จะอภิปรายสนับสนุนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงการเสริมหรือเพิ่มเติมบางประเด็น อาทิ เรื่องสิทธิ และเสรีภาพสื่อมวลชน ที่นอกจากการตรวจสอบกันเองของสื่อมวลชนแล้ว ยังต้องการให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบด้วย เรื่องสิทธิพลเมืองในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ ทั้งกลไกจากสมัชชาคุณธรรมในระดับชาติ และสภาพลเมืองในระดับท้องถิ่น ส่วนเรื่องการเข้าถึงบริการสาธารณะ อยากให้มีองค์กรคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญ หลังจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้ไปแล้ว 1 ปี

ผู้พิการขอบ่น รธน.อีแอบย้อนยุค

กระทั่งเวลา 15.00 น. จึงมีสีสันขึ้นมาบ้าง เมื่อนายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ สมาชิก สปช. ได้ลุกขึ้นอภิปรายว่า ในบางมาตราของรัฐธรรมนูญยังไม่สะท้อนว่าจะทำให้เป็นสังคมสำหรับทุกคนได้อย่างไร แถมยังเขียนฟุ่มเฟือยแต่ไม่ครอบคลุมความหมาย และสิทธิประโยชน์ เช่น มาตรา 46
วรรค สาม มาตรา 59 และมาตรา 61 กมธ.ยกร่างฯ ควรนำ 3 มาตรามาเขียนไว้ในมาตรา 59 มาตราเดียวว่า “พลเมืองมีสิทธิเข้าถึงและใช้สิทธิประโยชน์ได้จากสภาพแวดล้อมสาธารณะ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สภาพแวดล้อมสาธารณะทางกายภาพ อาคาร สถานที่ ระบบขนส่ง การสื่อสารและเทคโนโลยี สาธารณะ” ก็ได้แต่กลุ้มใจ เพราะเพื่อนผู้พิการได้บอกว่า การเขียนรัฐธรรมนูญในมาตราดังกล่าว เป็นแบบอีแอบย้อนยุค เพราะในมาตรา 46 เป็นเรื่องครอบครัวตั้งแต่วรรคหนึ่งถึงวรรคห้า แต่เอาเรื่องคนพิการมาย้อนยุคใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา 46 วรรคหก

กมธ.ยกร่างฯ น้อมรับข้อเสนอ สปช.

เมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา หลังจากที่สมาชิก สปช.อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง นายมานิจ สุขสมจิตร รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ปิดท้ายการอภิปรายว่า ขอบคุณทุกความเห็นของสมาชิก สปช. ทุกความเห็นที่เสนอมาจะนำไปประกอบการพิจารณา เมื่อมีการเสนอขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำร่างรัฐธรรมนูญจะให้ถูกใจทุกคน 100% ไม่ได้ แต่จะทำให้ดีที่สุด สมกับที่ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป เพื่อสร้างพลเมือง เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาด หนุนสังคมให้เป็นธรรม และนำชาติสู่สันติสุข จากนั้นนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช. ได้สั่งปิดการประชุมเวลา 20.45 น. โดยใช้เวลาการอภิปรายร่วม 12 ชั่วโมง

ภาค ปชช.ยื่นหนังสือขอมีส่วนร่วม

ขณะที่ภาคประชาชนมีความเคลื่อนไหวต่อการร่างรัฐธรรมนูญอย่างคึกคัก เมื่อเวลา 08.55 น. เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ สภาธรรมาภิบาล สภาปฏิรูปพลังงานไทย เครือข่ายพ่อแม่เยาวชนเพื่อปฏิรูปการศึกษา นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี พร้อมสมาชิก เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อแสดงความจำนงให้ประชาชนมีส่วนร่วมคัดเลือกตัวแทนบุคคลในองค์กรอิสระ อาทิ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากมองว่าองค์กรดังกล่าวไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม สร้างความแตกแยกให้คนในชาติตั้งแต่ปี 2540

จากนั้นเดินทางไปยังสำนักงานฝั่ง ก.พ. ใกล้ทำเนียบรัฐบาล ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในเรื่องเดียวกัน โดยมีนายสาธิต สุทธิเสริม เจ้าหน้าที่นิติกรชำนาญการ ศูนย์บริการประชาชน เป็นผู้รับเรื่อง

ญาติวีรชนพฤษภา 35 แห่ให้กำลังใจ

เวลา 11.00 น. คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 นำโดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ และนายนิพนธ์ แก้วมณี ได้เดินทางเข้าพบนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจ พร้อมขอบคุณที่ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประชาชน ถือว่าประชาชนได้รับประโยชน์มาก ขณะที่นายบวรศักดิ์กล่าวขอบคุณ พร้อมรับปากว่ากรณีที่ญาติวีรชนขอความเป็นธรรมในเรื่องการเยียวยา จะเสนอไปยังรัฐบาลต่อไปว่าการเยียวยาจะต้องเป็นไปอย่างเสมอภาค ไม่ใช่เยียวยาให้เฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี 2553 เท่านั้น

จี้เผยร่าง รธน.พร้อมทำประชามติ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) แถลงข่าว “ครึ่งทางรัฐธรรมนูญ ตั้งสติก่อนหลงทาง” โดยนายภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ สมาชิก สชป. กล่าวว่า ในระหว่างที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำลังประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญอยู่นั้น ทางภาคประชาชนก็มีการศึกษาร่างรัฐธรรมนูญเช่นกัน พบว่ายังไม่ตอบโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มอำนาจประชาชน ดังนั้นจึงมีข้อเสนอไปยังผู้เกี่ยวข้องช่วยทบทวน ส่วนที่มาของวุฒิสภาและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน รวมไปถึงนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เพื่อให้ประชาชนได้เป็นผู้เลือกนายกฯเอง

ขณะที่นายจำรูญ สวยดี สมาชิก สชป. กล่าวว่า จากการติดตามการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นพบว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความเข้าใจในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย ควรนำร่างรัฐธรรมนูญออกมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้วิพากษ์วิจารณ์ผ่านเวทีสาธารณะ ต่อจากนั้นควรทำประชามติว่าจะรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญต่อไป

“ประยุทธ์” ย้ำอีกยังเดินตามโรดแม็ป

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเหตุระเบิดที่ลานจอดรถใต้ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นมีหลักฐานว่าโยงกับการเมืองและความมั่นคง จะกระทบกับโรดแม็ปหรือไม่ว่า อย่ามาถาม ถ้าถามมาก็บอกทุกครั้งแล้วว่า โรดแม็ปคือโรดแม็ป ต้องดูว่าปัญหาต่างๆ จะทำให้โรดแม็ปเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่ ถ้าไปต่อไม่ได้ จะทำกันอย่างไร ถ้าต้องการปฏิรูปก็จำเป็นจะต้องมีกลไกพิเศษขึ้นมา เพราะถ้าจะปล่อยให้เป็นแบบเดิม มันก็คงได้ผลแบบเดิม บางคนบอกว่าให้เอารัฐธรรมนูญปี 40 หรือปี 50 มาใช้บ้าง ไม่ต้องไปเขียนใหม่ให้เมื่อยตุ้ม แต่อยากถามว่าแล้วมันทำได้หรือไม่ อย่างความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันก่อนวันที่ 22 พ.ค.57 ในเรื่องว่าควรปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ขอร้องว่าอย่านำเรื่องนี้มาปนกัน อย่านำมาทวงถามกับตนว่าจะปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้งก็ได้ เพราะตนควบคุมอำนาจมาแล้ว มันคนละเวลากัน ไม่ต้องการทำอะไรให้วุ่นวาย พยายามทำทุกอย่างให้เดินหน้าไปได้

ตีกรรเชียงประชามติรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่าช่วงจังหวะเวลาใดที่จะใช้อำนาจของหัวหน้า คสช.ตัดสินว่าจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ให้ผ่านช่วงเวลา 7 วันนี้ที่ สปช.อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญไปก่อน จะต้องไปดูว่าจำเป็นต้องมีขั้นตอนที่ว่าหาก สปช.เสนอให้ไปแก้ไขหรือ ครม.เสนอให้ไปแก้ไข และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญแยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขหรือไม่ ถ้าไม่แก้แล้วยืนยันจะส่งต่อไปจะมีปัญหาอะไรหรือไม่ ตอนนี้ต้องรับฟังทั้งหมด เพราะอยู่ในขั้นตอนของการรับฟังความคิดเห็นจาก สปช.ก่อน จากนั้นจะต้องมาฟังความคิดเห็นจาก ครม.และ คสช. หลังจากวันที่ 19-20 พ.ค. จะเสนอขึ้นไปทั้ง 2 ทางให้รู้ว่าควรจะต้องทำอย่างไร ตนยังไม่อยากใช้อำนาจอะไรตรงนี้ หลังจากนี้ก็จะส่งความคิดเห็นทั้งหมดไปยัง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญตามเวลาที่กำหนด จะแก้หรือไม่อยู่ที่ กมธ.ยกร่างฯ ถ้าไม่แก้แล้วดันต่อไปก็ต้องมาดูว่าจะได้รับการยอมรับหรือไม่ ก็ต้องมาว่ากันอีกที

ยกเคสมอบตัวก่อการร้ายทิ่มหมัดตรง

เมื่อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่ากลุ่มการเมืองที่ยังพยายามดิ้นรนอยู่ในขณะนี้จะไม่สามารถเอาชนะโรดแม็ปที่วางไว้ได้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ถ้าให้ผมใช้อำนาจทั้งหมด ผมก็มั่นใจอยู่แล้ว แต่ก็คงถามว่าจะเกิดเหตุการณ์วุ่นวายอะไรขึ้นหรือไม่ อย่าให้ผมจำเป็นจะต้องใช้แบบนั้น มันยังมีอีกหลายวิธีการ แต่ประชาชนจะต้องอยู่กับผม” สื่อก็ช่วยกันหามาตรการไปกดดันอีกฝ่ายหนึ่งบ้าง ไม่ใช่มากดดันตนข้างเดียว พอตรวจสอบก็ร้องว่าไม่เป็นธรรม กล่าวหาว่าเล่นเพียงข้างเดียว ยืนยันว่าข้างอื่นก็เล่นอยู่ เช่น ในเรื่องการก่อการร้ายต่างๆทางฝ่าย กปปส. มีการมอบตัวต่อศาลทั้งหมด แล้วถึงมีการประกันตัวออกมา ส่วนอีกข้างไม่มอบตัวถ่วงเวลาจนถึงที่สุดถึงจะเข้ามอบตัว พอเสร็จก็ประกันตัวออกมา แล้วก็มาโวยวายข้างนอกว่าไม่เป็นธรรมไม่ยุติธรรมเรื่องนี้เห็นชัดว่ามีความแตกต่าง ไม่ใช่ว่าเข้าข้างใคร ทุกคนต้องตัดสินให้ได้ว่าอะไรคือถูกอะไรคือผิด คำว่าเสรีภาพ ความเท่าเทียม หรือสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว ประเทศชาติไปไม่ได้

อาจอยู่ยาวไม่รู้ได้พักเมื่อไหร่

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ว่า จะเชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาพูดคุยหรือลงสัตยาบัน เพื่อความสงบเรียบร้อย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ปุดโธ่ กฎหมายยังไม่รับกันเลย จะให้มาลงนามอะไร มันไม่ใช่การทำสงครามในต่างประเทศ มันไม่ได้รบกันถึงขนาดนั้น” เมื่อถามว่าตอนนี้มีปัจจัยอะไรที่นายกฯถึงคิดว่าเมื่อเลือกตั้งแล้วจะไม่มีรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ได้มีปัจจัยอะไร แต่วิเคราะห์จากสถานการณ์ วันนี้ขนาดยังไม่เลือกตั้งทะเลาะกันไปมา แต่อาจจะเลือกตั้งก็ได้ การบริหารประเทศต้องมีการวิเคราะห์ และวางแผนล่วงหน้าไม่ใช่แค่ตอบสื่อไปวันๆ และที่ตนทำทั้งหมด คิดไว้ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.57 ที่ผ่านมาและคิดไปถึงขนาดที่ถึงเวลาที่ตนจะได้พักผ่อน แต่ก็ยังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

นิรโทษกรรมต้องรับผิดก่อน

เมื่อถามว่า เมื่อรัฐธรรมนูญออกมาจะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า จะไปบังคับให้ใครยอมรับไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะยอมรับหรือไม่ เขารักประเทศไทยกันหรือเปล่า ต้องการจะให้ลดความขัดแย้งกันหรือไม่ มันถึงจะนำไปสู่เรื่องอื่นๆต่อไปได้ แต่ถ้าคิดว่าถ้าจะไป
ได้ต้องมีการนิรโทษกรรมก่อนมันจะเป็นไปได้อย่างไร วันนี้ยังไม่รู้จะยอมรับความผิดกันเลย ก็ขอให้ยอมรับความผิดกันก่อน ใครผิดใครถูกก็ว่ากันมา แล้วถึงจะไปยังขั้นตอนนิรโทษหรือสร้างความปรองดอง

“บิ๊กตู่” ลั่นไม่ละเว้น ขรก.โกงกิน

เมื่อเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ครม.ถึงกรณีการโยกย้ายข้าราชการว่า อย่าเพิ่งไปสนใจมากนัก ตนได้รวบรวมจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการตรวจสอบ หลายกรณีมีการชี้มูลความผิดแล้ว ที่เหลือจะอยู่ในขั้นตอนการไต่สวน ซึ่งเราต้องให้ความเป็นธรรมเพราะหากยังไม่จบสิ้นคดีความก็จะเป็นปัญหาในอนาคต แต่ไม่ละเว้นอยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามถึงเหตุผลการโยกย้ายข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า อันนั้นเป็นส่วนที่ได้รับการร้องเรียนมามาก แต่ข้าราชการ 4-5 คนของกระทรวงศึกษาธิการที่ถูกย้ายไม่มีความผิดอะไร ปรับเพื่อความเหมาะสม เจตนาต้องการปฏิรูป ไม่ได้ปรับโดยเอาคนของตัวเองไปใส่ เมื่อถามว่าจะกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่กระทบหรอก เพราะเท่าที่คุยกับ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ ไม่เห็นจะมีอะไร ก็แฮปปี้ดี ส่วนกระแสข่าวการปรับย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลังนั้นในที่ประชุม ครม.วันนี้ไม่ได้มีการพูดกัน

ไล่บี้อดีตบิ๊ก ขรก.ออกเอกสารปลอม

เมื่อถามว่า จะโยกย้ายข้าราชการกรมที่ดินที่เอื้อประโยชน์ให้เกิดการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ในส่วนของกรมที่ดินเวลานี้กำลังสอบสวนอยู่ และต้องย้อนไปหลายกรม หลายอธิบดี ทั้งเรื่องการออกโฉนดและ นส.3 โดยวันนี้ต้องทำ 2 อย่างคือ คนที่เข้ามาซื้อสิทธิ์การครอบครองพื้นที่ และคิดว่าถูกต้องก็มีเพราะมีโฉนด มี นส.3 ก.เอกสารถูกต้องครบทุกประการ ลงทุนเป็นพันๆล้าน ทำให้เชื่อมั่นว่าถูกต้องจึงตัดสินใจซื้อ ดังนั้นต้องไปดูหากผิดแล้วเอกสารเหล่านั้นออกมาได้อย่างไร ต้องย้อนไปหลายส่วน ทั้งในส่วนของกรมที่ดิน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กฎหมายเรื่องที่ดิน ผังเมือง การประกาศพื้นที่ป่า บางพื้นที่ออกมาทีหลัง วันนี้มีปัญหาหลายพื้นที่ เมื่อถามว่าถ้าพบว่าข้าราชการที่เกษียณอายุราชการไปแล้วมีส่วนเกี่ยวข้องสามารถเอาผิดได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้าผิดก็ต้องผิด ตราบใดที่คดียังไม่หมดอายุความ ถึงใครก็ลงโทษหมดจะย้อนไปถึงไหนก็แล้วแต่

สั่ง ครม.ทำการบ้านร่าง รธน.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังประชุม ครม.ว่า นายกฯสั่งให้ทุกกระทรวงกลับไปดูร่างรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ยกร่างฯเสนอ และให้ ครม.ไปดูว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารราชการของแต่ละกระทรวง ต้องมีรายละเอียดชัดเจนและจะสามารถทำให้การบริหารราชการเป็นไปได้จริงหรือไม่ ทั้งนี้ ให้แต่ละกระทรวงเสนอความคิดเห็นภายในวันที่ 14 พ.ค. ไปที่คณะทำงานที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เป็นประธาน และจะจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่าง ครม.และ คสช.ในวันที่ 19 พ.ค.จากนั้นจะจัดทำเป็นหนังสือแจ้งไป กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อไปสู่ขั้นตอนในการแปรญัตติ ที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจเชิญ ครม.และ คสช.ไปชี้แจงว่าต้องการแก้ไขในประเด็นใด

ผุด คกก.ปฏิรูปเงินเดือน ขรก.

พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐ โดยประเด็นที่จะต้องแก้ไขได้แก่ ฐานของเงินเดือนขั้นสูงสุดของข้าราชการแต่ละประเภท ทั้งทหาร ตำรวจ เลขาธิการองค์กร ศาล ตุลาการ และอัยการ ยังมีมาตรฐานที่ไม่เป็นไปตามลำดับ หรือลักลั่น นายกฯ จึงได้กำหนดให้มีคณะกรรมการชุดดังกล่าวเพื่อทำให้ฐานเงินเดือนเกิดความเหมาะสมตามสัดส่วนทุกประเภท นายกฯ ไม่อยากให้สังคมเกิดความกังวลและห่วงใย ดังนั้นจะวางรากฐานเรื่องนี้ไว้สำหรับอนาคตและรัฐบาลชุดต่อๆไป แต่จะไม่ได้ใช้ภายในรัฐบาลชุดนี้ ที่ผ่านมาอย่างเงินเดือนของทหารเปรียบเทียบกัน ผู้บัญชาการกองพล เงินเดือนน้อยกว่านายอำเภอ นายกรัฐมนตรี เงินเดือนน้อยกว่าศาล ถือเป็นการจัดระเบียบเงินเดือนทั้งระบบ

ครม.เคาะ 11 กสทช.ทำหน้าที่ต่อ

พล.ต.สรรเสริญกล่าวด้วยว่า นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ได้เล่าให้ที่ประชุมฟังถึงเรื่องที่นายสุทธิพล ทวีชัยการ ลาออกจากคณะกรรมการ กสทช. จึงต้องสรรหาใหม่ ปรากฏว่าสรรหาได้ 4 รายชื่อและส่งให้ สนช.พิจารณา แต่ สนช.มีมติ 138 ต่อ 13 เสียงไม่รับรายชื่อทั้งหมด รายชื่อเหล่านั้นต้องส่งมา ครม.ให้พิจารณาเลือก นายกฯขอฟังความเห็นจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จึงมีมติสรุปว่า ถ้า ครม.ตกลงใจเลือกชื่อ 1 ใน 4 ก็จะลักลั่น เพราะเป็นรายชื่อที่ สนช.ไม่รับ ดังนั้น ครม.จึงมีมติให้หัวหน้าคสช.ไม่เลือกคนใดเลย และให้ กสทช. 11 คนที่เหลือ ทำหน้าที่ต่อไปในวาระ 1 ปีเศษๆ

ออก ก.ม.กวาดล้างขอทาน

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.นพ. ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลการประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมเห็นชอบอนุมัติร่าง พ.ร.บ.ควบคุมการขอทาน ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอ โดยมีสาระสำคัญห้ามมิให้บุคคลใดทำการขอทานในลักษณะ 1.ขอทรัพย์สินผู้อื่นด้วยวาจา ข้อความ หรือแสดงกิริยาอาการใดๆ หรือด้วยวิธีการใด ทั้งนี้โดยมิได้มีการตอบแทนด้วยวิธีการทำงานอย่างใดหรือด้วยทรัพย์สินใด แต่ไม่รวมถึงการขอกันระหว่างญาติมิตรหรือการเรี่ยไร 2.การกระทำใดที่ทำให้ผู้อื่นเกิดความสงสารและมอบทรัพย์สินให้โดยไม่ได้มีการตอบแทนด้วยการทำงานอย่างใดหรือด้วยทรัพย์สินใด อีกทั้งยังห้ามไม่ให้มีการแสดงในที่สาธารณะ การขอรับทรัพย์สินตามความสมัครใจ ต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นก่อน เช่น เล่นดนตรีในที่สาธารณะต้องขออนุญาตก่อน โดยจะมีกฎกระทรวงกำหนดพื้นที่ต่อไป และหากพบขอทานที่เป็นคนต่างด้าวให้ส่งกลับประเทศต้นทาง ถ้าเป็นคนไทยจะพิจารณาส่งฝึกอบรมและฝึกอาชีพให้ตามความเหมาะสม

ป.ป.ช.โต้ดิสเครดิต “ธาริต”

ที่สำนักงาน ป.ป.ช. จ.นนทบุรี นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีอายัดทรัพย์จำนวน 40.95 ล้านบาทของนายธาริต และนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ว่า การอายัดทรัพย์ชั่วคราวได้พิจารณาและตรวจสอบอย่างละเอียดตามหลักฐาน และพบว่ามีพฤติกรรมเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจึงอายัดทรัพย์ชั่วคราว เป็นไปตามกฎหมายป.ป.ช.ซึ่งนายธาริตมีสิทธิ์ที่จะมาชี้แจงทรัพย์สินภายใน 30 วันตามกฎหมาย หากชี้แจงได้ทรัพย์ที่ถูกอายัดก็ต้องคืนไป เมื่อถามว่า นายธาริตระบุว่าได้รับหนังสือแจ้งเรื่องอายัดทรัพย์สินเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ที่ผ่านมาและครบกำหนด 30 วันในวันที่ 20 เม.ย.นี้ แต่ได้ยื่นหนังสือขอขยายเวลาการเข้าชี้แจง คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาอย่างไร นายปานเทพตอบว่า เชื่อว่าคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องดังกล่าวคงรายงาน กรณีที่นายธาริตขอขยายเวลาเข้าชี้แจงต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ในวันอังคารที่ 21 เม.ย.นี้ ตามกฎหมายผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นขอขยายเวลาเข้าชี้แจงได้อีก 30 วัน ส่วนจะให้ขยายเวลาหรือไม่ก็แล้วแต่มติที่ประชุมคณะกรรมการ ทั้งนี้ ไม่ได้ดิสเครดิต เป็นการไต่สวนตามกฎหมายและพิจารณาตามหลักฐาน

ปัดหวังใช้ ม.44 เขี่ยพ้นเก้าอี้

นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีการร่ำรวยผิดปกติ กล่าวว่า การไต่สวนเรื่องนี้คณะอนุกรรมการไต่สวนทำงานกันโดยละเอียด รอบคอบ ให้ความเป็นธรรมต่อผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้กลั่นแกล้ง หรือเป็นประเด็นการเมือง ข้อมูลที่ ป.ป.ช.ได้มายังมีตัวเลขความเคลื่อนไหวอื่นๆอีก ไม่ใช่มีแค่ตัวเลขที่นายธาริตตั้งข้อสังเกตตามที่เป็นข่าวเท่านั้น ซึ่งในวันที่ 22 เม.ย. คณะอนุกรรมการไต่สวนจะประชุมพิจารณากรณีดังกล่าวอีกครั้ง ผู้สื่อข่าวถามว่า นายธาริตระบุว่า การที่ ป.ป.ช.เผยแพร่ข่าวดังกล่าวในช่วงนี้ เพราะต้องการให้หัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 สั่งให้พ้นราชการ นายปรีชาตอบว่า การที่ ป.ป.ช.ไม่ได้เปิดเผยเรื่องนี้ให้เป็นข่าวตั้งแต่แรก เพราะไม่ต้องการให้ถูกหยิบมาเป็นประเด็นทางการเมือง ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ได้ขอเอกสารเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานต่างๆเพื่อให้เกิดความชัดเจนในข้อเท็จจริง เมื่อทุกอย่างมีความชัดเจนและนิ่งแล้ว จึงเห็นควรให้เผยแพร่ข่าว ยืนยันไม่มีประเด็นการเมือง เมื่อนายธาริตถูกย้ายมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว คงไม่มีเหตุให้ทำไปเพื่อให้ถูกโยกย้ายหรือพ้นจากตำแหน่งอีก

ยัน “ธาริต” โยกทรัพย์สินหนี

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.มีข้อสงสัยว่านายธาริตมีเงินเกินฐานะข้าราชการทั่วไป จึงตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาตรวจสอบ และระหว่างการตรวจสอบพบว่านายธาริตมีการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินบางส่วนออกไปทำให้ ป.ป.ช.ต้องออกคำสั่งอายัดทรัพย์ที่เหลือของนายธาริตไว้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ว่ามีการโยกย้ายทรัพย์สินไปที่ใด หรือบุคคลใด กระบวนการหลังจากนี้จะให้นายธาริตมาชี้แจงถึงที่มาทรัพย์สินที่ถูกอายัด ถ้าชี้แจงได้ ป.ป.ช.จะคืนทรัพย์สินดังกล่าว แต่ถ้าชี้แจงที่มาไม่ได้ ป.ป.ช.จะส่งสำนวนคดีต่ออัยการสูงสุด เพื่อฟ้องต่อศาลแพ่งให้วินิจฉัยยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

พธม.ขึ้นศาลขอสู้คดีชุมนุม

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลแขวงดุสิต ถนนบรมราชชนนี ศาลนัดสอบคำให้การจำเลยคดีที่พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 เป็นโจทก์ฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กับพวกและกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ เป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันฝ่าฝืนประกาศและข้อกำหนดห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลเข้าหรือให้ออกจากบริเวณพื้นที่หรือสถานที่ีที่กำหนด ตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 54 จำเลยและพวกชุมนุมที่เชิงสะพานชมัยมรุเชฐและเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งอยู่ในเขตประกาศเป็นพื้นที่มีเหตุการณ์กระทบต่อความมั่นคงฯโดยร่วมกันปราศรัยโจมตีรัฐบาลเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา ทั้งนี้ จำเลยทั้ง 10 คนขอให้การปฏิเสธ ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 19 มิ.ย.58 เวลา 09.00 น.

อสส.สั่งเลื่อนฟ้องคดีชายชุดดำ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานคดีที่อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายกิตติศักดิ์ หรืออ้วน สุ่มศรี กับพวก 5 คน ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธเครื่องกระสุนปืนและวัตถุระเบิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ.2490 และพกพาอาวุธในที่ชุมชน กรณีเมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 จำเลยกับพวกยังแต่งกายชุดดำร่วมกันมีเครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ปืนเอ็ม 16 ปืนเอชเค 33 พร้อมเครื่องกระสุนไปที่แยกคอกวัว ถนนตะนาว ถนนประชาธิปไตย แขวงบวรนิเวศน์ เขตพระนคร ต่อมาวันที่ 11 ก.ย.57 เจ้าหน้าที่จับกุมจำเลยทั้ง 5 คนได้ แต่นัดนี้อัยการขอเลื่อนนัดเนื่องจากเปลี่ยนพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบสำนวน รวมถึงอัยการสูงสุดอยู่ระหว่างพิจารณาความเห็นแย้งของดีเอสไอ เพื่อให้สั่งฟ้องจำเลยทั้ง 5 คนในฐานก่อการร้ายแทนข้อหาเดิม ศาลจึงเลื่อนนัดออกไปเป็นวันที่ 18 พ.ค.58 เวลา 13.30 น.

ตุลาการค้านปรับโครงสร้างศาล

อีกเรื่องที่ศาลฎีกา นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวหลังประชุมคณะกรรมการตุลาการและคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม ถึงกรณี สปช.ยกร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับโครงสร้างศาลยุติธรรมว่า ที่ประชุมพิจารณาแล้วไม่เห็นด้วยหลายประเด็น อาทิ มาตรา 218 วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ที่ให้กำหนดระยะเวลากระบวนพิจารณา มาตรา 219 วรรคหก ในเรื่องหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษาเกี่ยวกับการลงโทษทางวินัยผู้พิพากษา มาตรา 222 เรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล มาตรา 225 เรื่ององค์กรบริหารงานบุคคลของผู้พิพากษา มาตรา 226 เรื่องอายุราชการผู้พิพากษาที่ให้เกษียณอายุที่ 65 ปี และมาตรา 241 เรื่องอำนาจของผู้พิพากษาเกี่ยวกับคดีเลือกตั้งและเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง รวมถึงเรื่องคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งประเด็นทั้งหมดจะเสนอต่อ สปช.พิจารณาต่อไป

“บวรศักดิ์” นำขบวน กมธ.ยกร่างฯแจกแจงร่าง รธน.ฉบับใหม่ต่อ สปช. การันตีไม่มีธงล่วงหน้า เผยเจตนาชัดมุ่งหมายลดอำนาจเผด็จการเสียงข้างมากในสภา ไม่ ให้รัฐบาลมีเสียงเด็ดขาด เพิ่มอำนาจพลเมือง 21 เม.ย. 2558 05:58 21 เม.ย. 2558 12:01 ไทยรัฐ