วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ทอปกาปึ วังหลวงแห่งอาณาจักรออตโตมัน

ถ้าพูดถึงประเทศตุรกี ผมเชื่อว่าคนที่ไปท่องเที่ยวมาแล้ว คงจะรู้สึกประทับใจไม่น้อย ด้วยความแตกต่างของอารยธรรม และสถาปัตยกรรม รวมถึงความเจริญในปัจจุบัน เป็นความผสมผสาน และยังเห็นได้ว่าทั้งหมดยังอยู่ร่วมกันในวันนี้

เมืองอิสตันบูล ถือเป็นเมืองใหญ่สุดและเป็นอดีตเมืองหลวง แม้ปัจจุบันจะย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่ อังการา แล้วก็ตาม แต่อิสตันบูลก็ยังคงเป็นเมืองหลักที่สำคัญ และเป็นประตูสู่ประเทศตุรกี เพราะเมืองนี้ยังเป็นศูนย์รวมทางเศรษฐกิจ การค้า เมืองแฟชั่น การกีฬา รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ

อิสตันบูล นั้น ในอดีตเคยเป็นเมืองหลวงเก่าของอาณาจักรโรมัน ชื่อว่า กรุงคอนสแตนติโนเปิล เมื่อประมาณ 1,700 ปีที่ผ่านมา เกิดความเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด ถือเป็นเมืองที่เป็นที่สุดของโลกในยุคนั้น จึงทำให้สถาปัตยกรรมต่างๆ ในอิสตันบูล ที่ยังคงอยู่ในปัจจุบัน สอดคล้องกับความเจริญในยุคการเป็นเมืองหลวงของโรมันตะวันออก เช่น อาคาร ลานกลางแจ้ง บ่อเก็บน้ำ หรือแม้กระทั่งโบสถ์เซนต์โซเฟีย เป็นต้น จวบจนถึงปี ค.ศ. 1453 ถึงได้เพลี่ยงพล้ำเสียดินแดนให้กับชาวออตโตมัน จึงได้ปรับเปลี่ยนหน้าตาของเมืองหลวงโรมันตะวันออกแห่งนี้ กลายเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรออตโตมันนั่นเอง

ในช่วงนี้กินระยะเวลากว่า 400 ปี ในการครอบครองของอาณาจักร ออตโตมัน จึงทำให้กรุงคอนสแตนติโนเปิล เปลี่ยนโฉมหน้าสถาปัตยกรรมแบบโรมัน กลายเป็นสถาปัตยกรรมแบบออตโตมันอยู่ทั่วไปตลอดทั้งเมือง และอาณาจักรออตโตมัน ก็ได้ล่มสลายลง เมื่อปี ค.ศ. 1923 และหนึ่งในสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่ และตอกย้ำความเป็นออตโตมันอย่างชัดเจน นั่นก็คือ พระราชวังทอปกาปึ

พระราชวังทอปกาปึ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1459 โดยสุลต่านเมห์เม็ด ที่ 2 ที่ทรงพิชิตมีชัยชนะเหนือกรุงคอนสแตนติโนเปิล จากจักรวรรดิ ไบเซ็นไทน์ ได้ จึงรีบสร้างวังขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงแม้ในช่วงนั้นยังเกิดความไม่สงบอยู่บ้างก็ตาม โดยทรงออกแบบพระราชวังให้เป็นลานกว้างๆ และแบ่งออกเป็นสี่ลานย่อยในพระราชวัง เพื่อแยกเป็นกลุ่มๆ ตามวัตถุประสงค์ของการใช้งาน โดยพระราชวังแห่งนี้ เมื่อสร้างเสร็จเป็นที่พำนักของผู้คนและเจ้าหน้าที่ได้ถึง 4,000 คน ใช้พื้นที่บริเวณเนินเขาเตี้ยๆ คู่ขนานไปกับชายฝั่งทะเลและช่องแคบบอสฟอรัส พระราชวังทอปกาปึ มีการบูรณะหลายครั้ง เช่น ในปี ค.ศ. 1509 ได้เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ จึงมีการบูรณะ และในปี ค.ศ. 1665 ก็เกิดเพลิงไหม้จึงมีการบูรณะอีกครั้ง ภายในพระราชวังแห่งนี้ มีส่วนสำคัญๆ หลายส่วน นอกจากเป็นส่วนที่พำนักของเจ้าครองนครอาณาจักรออตโตมันแล้ว ยังมีมัสยิด โรงพยาบาล โรงอาหารขนาดใหญ่ โรงกษาปณ์ โรงเรียน และอื่นๆ อีกหลายส่วน พระราชวังทอปกาปึแห่งนี้ เริ่มหมดความสำคัญลงเมื่อปลายศตวรรษที่ 17 เนื่องจากสุลต่านพระองค์หลังๆ ได้มีการสร้างพระราชวังแห่งใหม่ และนิยมที่จะเสด็จไปประทับที่พระราชวังแห่งใหม่ ซึ่งเรียกว่า พระราชวังโดลมาบาเช่ อยู่บนฝั่งช่องแคบบอสฟอรัส และพระราชวังโดลมาบาเช่ แห่งนี้ สร้างคล้ายแบบพระราชวังในยุโรปที่ยิ่งใหญ่ และมีการจัดแต่งแบบทันสมัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายมากขึ้น รวมถึงสถาปัตยกรรมของพระราชวังแห่งใหม่ ก็ดูทันสมัยมากกว่า

จวบจนในปี ค.ศ. 1921 พระราชวังทอปกาปึ ก็ปิดฉากการเป็นพระราชวังเก่าลงอย่างสมบูรณ์แบบ กลายมาเป็นพิพิธภัณฑ์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน ค.ศ. 1924 และให้อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ในปัจจุบันนั้น ถือเป็นหนึ่งสถานที่ที่คุณจะต้องไป เมื่อเดินทางไปท่องเที่ยวที่ อิสตันบูล โดยพระราชวังแห่งนี้ได้เปิดให้เข้าชมในหลายๆ ส่วน เพื่อแสดงถึงความรุ่งเรืองในอดีต และที่สำคัญในบางห้องได้แสดงถึงความรุ่งเรืองในสมัยอาณาจักรออตโตมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของเครื่องใช้ อาวุธต่างๆ และบางห้องแสดงถึงเครื่องราชสมบัติ และเพชรพลอยต่างๆ ที่มีมากมายในสมัยออตโตมันรุ่งเรือง

ถ้าใครยังไม่เคยไป อิสตันบูล ผมคิดว่าเมืองนี้เป็นอีกเมืองที่น่าสนใจแวะไปเยือนนะครับ แค่ดูพระราชวังทอปกาปึอย่างเดียว ก็คุ้มสุดคุ้มแล้ว

ณวัฒน์ อิสรไกรศีล

ถ้าพูดถึงประเทศตุรกี ผมเชื่อว่าคนที่ไปท่องเที่ยวมาแล้ว คงจะรู้สึกประทับใจไม่น้อย ด้วยความแตกต่างของอารยธรรม และสถาปัตยกรรม รวมถึงความเจริญในปัจจุบัน เป็นความผสมผสาน และยังเห็นได้ว่าทั้งหมดยังอยู่ร่วมกันในวันนี้ 20 เม.ย. 2558 11:32 20 เม.ย. 2558 15:09 ไทยรัฐ


advertisement