ปปช.ฟัน'ธาริต' ยึด'40.9ล.' 'ร่ำรวยผิดปกติ'

ข่าว

    ปปช.ฟัน'ธาริต' ยึด'40.9ล.' 'ร่ำรวยผิดปกติ'

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      20 เม.ย. 2558 05:20 น.

      เรียกให้แจงขุมทรัพย์ บัญชี-บ้าน-ที่ดิน-รถ เจ้าตัวโวยโดนเช็กบิล เหตุสั่งฟ้องผู้มีอำนาจ

      ป.ป.ช.มีมติอายัดทรัพย์ “ธาริต” 40 ล้าน ฐานร่ำรวยผิดปกติ แช่แข็งสมบัติเมีย 10 รายการ ทั้งบัญชีเงินฝาก-บ้าน-ที่ดิน-รถหรู “สรรเสริญ” ชี้ อนุ กก.ไต่สวนสอบพบมีทรัพย์สินมากเกินฐานะ และมีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายโอนซุกซ่อนขุมทรัพย์ ส่งหนังสือเรียกยื่นบัญชีเพิ่มใน 30 วัน พร้อมแจงที่มาที่ไป จ่อส่งเรื่อง ศอตช. รับลูกต่อ อดีตอธิบดีดีเอสไอโวย ป.ป.ช.หวังผลตั้งแท่นชงนายกฯงัด ม.44 เชือด รู้ตัวตกเป็นเป้าถูกเช็กบิลดิสเครดิต เหตุทำคดีการเมืองพัวพันผู้มีอำนาจทั้งคดี “สั่งสลายม็อบ 99 ศพ-ทุจริตโรงพักฉาว-คดีกลุ่ม กปปส.” เด็ก ปชป.ตามบี้สอบรุกป่าเขาเสียดอ้า วิป สปช.คาด 180 สมาชิกจองกฐินถลก รธน. หมวดการเมือง-ปฏิรูป เป้ากระสุนตก “สมบัติ” ขยี้โอเพ่นลิสต์ป่วน รบ.อายุสั้น จัดคิวกล่อม กมธ.ทบทวนประเด็นร้อน

      หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เตรียมดำเนินการเอาผิดข้าราชการ 100 คนที่เกี่ยวพันกับการทุจริต และได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวสั่งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ ล่าสุดคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติสั่งอายัดทรัพย์นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอกว่า 40 ล้านบาท ฐานส่อร่ำรวยผิดปกติ

      ป.ป.ช.อายัดทรัพย์ “ธาริต” 40 ล้าน

      เมื่อวันที่ 19 เม.ย. นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช.แถลงมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.วันที่ 16 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาคดีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีการร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งมีการตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนขึ้นมาพิจารณาเมื่อวันที่ 30 ต.ค.2557 มีนายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน จากการไต่สวนเบื้องต้นพบว่านายธาริตมีทรัพย์สินจำนวนมากเกินกว่าฐานะที่ข้าราชการจะพึงมี และยังมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะมีการโอนยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติ ดังนั้นที่ประชุม ป.ป.ช.จึงมีคำสั่งให้อายัดทรัพย์สินของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ และนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภริยา จำนวน 40,954,720 บาท ได้แก่ เงินฝาก ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และยานพาหนะ ไว้เป็นการชั่วคราว ตามมาตรา 78 พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542

      สั่งห้ามเคลื่อนไหวเงินฝาก–ที่ดิน

      นายสรรเสริญกล่าวว่า ทรัพย์สินที่ถูกอายัดทรัพย์ของนายธาริต มี 4 รายการ ประกอบด้วย ทรัพย์สินของธาริต จำนวน 1,706,441 บาท ได้แก่ 1.บัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 1 บัญชี 2.บัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 4 บัญชี 3.บัญชีเงินฝากธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) 1 บัญชี 4.ที่ดินใน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท 1 แปลง เนื้อที่ 2 ไร่ 38 ตารางวา 5.ทรัพย์สินในตู้นิรภัยของธนาคารไทยเครดิต เพื่อรายย่อย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักธุรกิจรัชดาภิเษก ตู้นิรภัยเลขที่ 047 ตามสัญญาเช่าตู้นิรภัยลงวันที่ 20 ธ.ค.55

      แช่แข็งสมบัติในชื่อเมีย 39 ล้าน

      นายสรรเสริญกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีรายการทรัพย์สินของนางวรรษมล เพ็งดิษฐ์ ภริยา ที่ ป.ป.ช.อายัดไว้ 10 รายการ มูลค่า 39,248,278 บาท ได้แก่ 1.บัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) 1 บัญชี 2.บัญชีเงินฝากธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 1 บัญชี 3.บัญชีเงินฝากธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) 4 บัญชี 4.บัญชีเงินฝากธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) 1 บัญชี 5.ที่ดิน อ.เมืองปทุมธานี จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 3 งาน 84 ตารางวา 6.ที่ดิน อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา จำนวน 3 แปลง เนื้อที่ 4 ไร่ 50 ตารางวา 7.บ้านเลขที่ 414 ต.หลักหก อ.เมืองปทุมธานี จำนวน 1 หลัง 7.บ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก 2 ชั้น เลขที่ 444 และสิ่งปลูกสร้างไม่มีเลขที่ จำนวน 5 หลัง หมู่ที่ 11 ต.หนองน้ำแดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา 9.รถยนต์ยี่ห้อ MERCEDES BENZ รุ่น E 250 ทะเบียน ญฉ 414 กรุงเทพมหานคร 10.รถยนต์ยี่ห้อ TOYOTA รุ่น ALPHARD ทะเบียน ฆฐ 515 กรุงเทพมหานคร

      เรียกมาแจงที่มาขุมทรัพย์

      นายสรรเสริญกล่าวว่า ขณะเดียวกันคณะกรรมการ ป.ป.ช.ยังมีคำสั่งให้นายธาริต เพ็งดิษฐ์ แสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ภายใน 30 วัน ตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 79 ด้วย พร้อมกับเชิญให้นายธาริตมาชี้แจงถึงที่มารายการทรัพย์สินต่างๆ หากสามารถพิสูจน์เรื่องที่มาของทรัพย์สินได้ชัดเจน ก็จะยกเลิกการอายัดทรัพย์ แต่ถ้าไม่สามารถพิสูจน์ที่มาทรัพย์สินได้ว่ามีที่มาอย่างไร จะดำเนินการส่งเรื่องต่อศาลเพื่อพิจารณายึดทรัพย์ต่อไป ป.ป.ช.มีเวลา 1 ปี ที่อายัดทรัพย์สินของนายธาริตไว้ได้ ในช่วง 1 ปีนี้ป.ป.ช.ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าทรัพย์สินของนายธาริตมีที่มาโดยถูกต้องหรือไม่

      ส่งต่อแจ้งผลคดีให้ ศอตช.ทราบ

      เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ รายชื่อข้าราชการที่เกี่ยวพันกับการทุจริตที่ ป.ป.ช.ส่งไปให้ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) รอบแรกไม่มีชื่อนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมอยู่ด้วย แต่รายชื่อข้าราชการทุจริตรอบสองที่ ป.ป.ช.จะส่งให้ ศอตช. จะมีชื่อนายธาริตอยู่หรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับมติที่ประชุม ป.ป.ช.จะพิจารณาว่าจะส่งไปหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนปกติ เมื่อ ป.ป.ช.มีมติคดีสำคัญคดีใดออกมาก็ต้องแจ้งเรื่องให้ ศอตช.ทราบอยู่แล้ว เมื่อแจ้งไปแล้ว ขึ้นอยู่กับ ศอตช.จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

      อดีตสรรพากรโดนด้วยอายัด 19 ล้าน

      นายสรรเสริญกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีคำสั่งอายัดทรัพย์นายสุวัฒน์ จารุมณีโรจน์ อดีตนักวิชาการสรรพากรชำนาญการพิเศษ สำนักงาน สรรพากรพื้นที่กรุงเทพมหานคร 27 กรณีการร่ำรวย ผิดปกติ เป็นจำนวน 19 ล้านบาท ได้แก่ เงินฝาก เงินลงทุน ทรัพย์สินในตู้นิรภัยกับธนาคาร และยานพาหนะ หลังจากที่มีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนเรื่องดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ก.พ.2558 มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน โดย ป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่า นายสุวัฒน์ มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่า จะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินดังกล่าว จึงมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของนายสุวัฒน์ จารุมณีโรจน์ และผู้เกี่ยวข้องอีก 4 คน ไว้ชั่วคราว และมีคำสั่งให้นายสุวัฒน์ แสดงบัญชีทรัพย์สินของตนเอง คู่สมรส และบุคคลอื่นที่ถือทรัพย์สินไว้แทน ภายใน 30 วัน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 79 ด้วย

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายสุวัฒน์ เป็นอดีตข้าราชการซี 8 กรมสรรพากร ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีทุจริตคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม 4,200 ล้านบาท จากการไต่สวนพบว่า มีเงินที่ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม นำฝากเข้าบัญชีเงินฝากของนายสุวัฒน์ จำนวน 171,547,545 บาท และยังมีเงินหมุนเวียนในบัญชีทั้งสิ้น จำนวน 227,473,845 บาท

      ให้ “ธาริต” ยื่นบัญชีย้อนหลังถึงปัจจุบัน

      นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า หลังจากนี้ ป.ป.ช.จะทำหนังสือถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมดีเอสไอ ให้มายื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินฯ เพิ่มเติมตามระบบ เพื่อให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินย้อนหลังตั้งแต่ช่วงที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินครั้งล่าสุดถึงปัจจุบัน เพื่อนำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีที่บัญชีทรัพย์สินที่นายธาริตยื่นมาก่อนหน้านี้ว่ามีความผิดปกติ บกพร่องหรือไม่
      เผยพิรุธเคลื่อนย้ายทรัพย์สินจำนวนมาก

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่มาของการไต่สวนนายธาริต กรณีการร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจาก ป.ป.ช.ได้ตรวจสอบข้อมูลในบัญชีทรัพย์สินของนายธาริตช่วงที่ผ่านมา และพบว่า มีพฤติการณ์น่าสงสัยเรื่องการร่ำรวยผิดปกติ จึงตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนมาตรวจสอบเมื่อปลายเดือน ต.ค.2557 จากการไต่สวนของ ป.ป.ช.พบพฤติการณ์เข้าข่ายน่าสงสัยเรื่องการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินหลายรายการออกไปเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ช่วงที่ถูกย้ายออกจากตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ และช่วงที่มีผู้มาร้องเรียนให้ตรวจสอบพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ อาทิ การถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากในบัญชีธนาคารจำนวนมาก การเคลื่อนย้ายหลักทรัพย์ และการเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า เข้าข่ายมีความผิดปกติ จึงต้องอายัดทรัพย์สินส่วนที่เหลือของนายธาริตไว้ก่อน ไม่ให้มีการเคลื่อนไหว เพื่อเรียกตัวนายธาริตมาชี้แจงถึงที่มาทรัพย์สินทั้งหมด และเหตุผลการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินในช่วงที่ผ่านมา และหลังจากนี้อาจจะมีการพิจารณาอายัดทรัพย์สินของนายธาริตเพิ่มเติมตามมาอีก

      ลุ้นยึดทรัพย์ตามรอย “สุพจน์”

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการอายัดทรัพย์สินของนายธาริตครั้งนี้ ถือเป็นการอายัดทรัพย์สินของข้าราชการระดับสูงเป็นครั้งที่สองต่อจากกรณีนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ที่เคยถูก ป.ป.ช.อายัดทรัพย์สินไว้ตรวจสอบเป็นจำนวน 64.9 ล้านบาท และมีการเรียกนายสุพจน์มาชี้แจงถึงที่มาของทรัพย์สิน แต่นายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงได้จน ป.ป.ช.มีมติว่านายสุพจน์ร่ำรวยผิดปกติ และส่งเรื่องต่ออัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการส่งฟ้องศาล พิจารณายึดทรัพย์สินนายสุพจน์จำนวน 64.9 ล้านบาท กระทั่งในที่สุดศาลแพ่งได้มีคำสั่งยึดทรัพย์สินนายสุพจน์จำนวน 46 ล้านบาท ตกเป็นของแผ่นดิน

      “ธาริต” จ่อยื่นหนังสือเคลียร์ข้อกล่าวหา

      เมื่อเวลา 12.00 น.นายธาริต เพ็งดิษฐ์ ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินนายธาริตและภรรยารวมมูลค่า 40,954,720.58 บาท เนื่องจากมีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าจะมีการโอน ยักย้าย แปรสภาพ หรือซุกซ่อนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการร่ำรวยผิดปกติว่า ตนพร้อมให้ตรวจสอบ ซึ่งได้รับทราบคำสั่ง ป.ป.ช.ในการอายัดทรัพย์ชั่วคราวในทางทะเบียนเพื่อการตรวจสอบมาประมาณ 1 เดือนแล้ว เช่นเดียวกับที่ตนเคยมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินผู้ต้องหาไว้ในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ มั่นใจสามารถชี้แจงที่มาทรัพย์สินได้ทุกรายการ การที่ ป.ป.ช.มีคำสั่งอายัดทรัพย์เป็นเพียงการอายัดชั่วคราวในทางทะเบียน เช่นเดียวกับที่ตนเคยมีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้ต้องหาไว้ในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ

      คาใจส่วนต่างยอดยื่นบัญชีมีไม่มาก

      นายธาริตกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ขอตั้งข้อสังเกตไว้ 2 ประการคือ 1.ในปี 52 ตนเข้ารับตำแหน่งข้าราชการระดับ 10 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) แสดงทรัพย์สินทั้งหมด 37.3 ล้านบาท เป็นเลขาธิการป.ป.ท.อยู่ 2 ปี จากนั้นมาเป็นอธิบดีดีเอสไอ 3 ปี ผ่านไป 5 ปี ทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้าน ขอถามว่าเป็นการร่ำรวยผิดปกติอย่างไร ตัวเลขแรกเมื่อครั้งที่ตนรับตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ท.ยื่นบัญชี 37.3 ล้านบาท มาถึงวันนี้มูลค่าที่ ป.ป.ช.สั่งอายัด 40.9 ล้านบาท ไม่ได้ต่างกันมาก แต่ทันทีเมื่อพ้นตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอก็มีผู้ร้องเรียนและ ป.ป.ช.ก็ตรวจสอบจนมามีคำสั่งอายัดทรัพย์สินชั่วคราว

      ฟ้องคดีผู้มีอำนาจเหตุถูกเช็กบิล

      นายธาริตกล่าวต่อว่า ข้อสังเกตประการที่ 2 เชื่อว่าที่ถูกร้องตรวจสอบทรัพย์สิน และ ป.ป.ช.มีมติออกมาลักษณะนี้ เป็นหนึ่งในขบวนการดิสเครดิต ตนเป็นเป้าหมายลำดับต้นอยู่แล้ว เป็นเป้าหมายสำคัญที่จะถูกเช็กบิล เพราะสมัยดำรงตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอได้ทำคดีสำคัญๆหลายคดี ทำให้คนเหล่านั้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ไม่พอใจตนอย่างมาก เช่น คดีสั่งสลายการชุมนุมทางการเมืองหรือคดี 99 ศพ คดีทุจริตก่อสร้างโรงพัก 396 แห่ง คดี กทม.ต่อสัญญารถไฟฟ้าบีทีเอสส่วนต่อขยาย คดีอุ้มฆ่านักธุรกิจอัลรูไวลี และคดีที่สำคัญมากที่สุดคือคดีของกลุ่ม กปปส.ซึ่งผู้มีอำนาจที่พูดถึงล้วนตกเป็นผู้ต้องหาในคดีเหล่านี้ทั้งสิ้น และได้มายื่นฟ้องตนกว่า 30 คดี รวมทั้งได้ร้องต่อ ป.ป.ช.ด้วย หลังจากนั้น คสช.ก็มีคำสั่งให้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ ยืนยันจะต่อสู้ตามระบบกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลอย่างถึงที่สุด เชื่อว่ามติ ป.ป.ช.ออกมาลักษณะนี้เป็นหนึ่งในขบวนการดิสเครดิตตน

      โวยหวังผลตั้งแท่น “บิ๊กตู่” ใช้ ม. 44 ฟัน

      “จากบทบาทอธิบดีดีเอสไอที่เข้าไปรับผิดชอบคดีสำคัญหลายคดี ทำให้ถูกฟ้องมากถึง 30 คดีและศาลตัดสินยกฟ้องไปแล้ว 19 คดี จึงมั่นใจในศาลยุติธรรม ทุกคดีพร้อมต่อสู้จนถึงชั้นฎีกา เชื่อมั่นว่าจะได้รับความเป็นธรรมแน่นอน ส่วนที่ ป.ป.ช.เพิ่งแถลงข่าวสันนิษฐานว่าอาจเป็นการแถลงข่าวให้นายกฯมีคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ออกจากราชการระหว่างอายัดทรัพย์สินและอาจเป็นเพราะรายชื่อข้าราชการพัวพันกับการทุจริต 100 รายชื่อ ที่ส่งให้นายกฯพิจารณาดำเนินการทางวินัยเมื่อวันที่  17 เม.ย. ไม่มีชื่อผมปรากฏอยู่ เพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.ยังไม่มีเรื่องไหนชี้มูลความผิด ดังนั้นเรื่องนี้อาจเป็นเป้าหมายที่ ป.ป.ช.แถลงมติเรื่องผม” นายธาริตกล่าว

      “วัชระ” บี้ต่อสอบรุกป่าเขาเสียดอ้า

      นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอชื่นชม ป.ป.ช.ที่ทำงานรวดเร็ว เพราะสมัยที่เป็นอธิบดีดีเอสไอ นายธาริตทำตามใบสั่งกลั่นแกล้งนายชวน หลีกภัยและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 44 คน ในคดีเงินบริจาครายละ 20,000 บาทให้เป็นคดีพิเศษ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร อธิบดีดีเอสไอคนที่แล้วยอมรับว่าเป็นเรื่องการเมืองและสั่งไม่ฟ้องทั้งหมด ส่วนกรณีนายธาริตและภรรยาร่วมกันปลูกสร้างฟิออเรพาร์ครีสอร์ท ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ตนได้ยื่นเรื่องให้อธิบดีกรมป่าไม้และกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ตรวจสอบว่ารุกล้ำป่าสงวนแห่งชาติเขาเสียดอ้าหรือไม่ นานมาแล้วยังไม่มีคำตอบถ้า ป.ป.ช.จะขอร้องให้ ปปง.ช่วยยึดทรัพย์อีกแรงจะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดิน

      ป.ป.ท.ลุยสอบต่อ ขรก.โกงลอต 2

      ด้านนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และในฐานะเลขาธิการศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เตรียมส่งรายชื่อข้าราชการพัวพันการทุจริตเพิ่มเติมรอบ 2 ให้กับ ศอตช.พิจารณาว่า ตรงนี้ถือเป็นนโยบายของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธาน ศอตช.ให้ไว้ว่าจะต้องดำเนินการตรวจการทุจริตอย่างต่อเนื่อง เสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.พิจารณาทุกเดือน ตราบใดที่พบว่ายังมีการทุจริตทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ไม่กลั่นแกล้งใคร ตามที่นายกฯสั่งการมา ส่วนรายชื่อข้าราชการ 100 คนที่ส่งให้นายกฯก่อนหน้านี้เป็นเรื่องที่นายกฯจะตัดสินใจดำเนินการต่อไป พอผู้บังคับบัญชาสั่งการมาอย่างไรเราต้องปฏิบัติตาม

      แฉเด้งบิ๊ก ศธ.ล้างมาเฟียวงการศึกษา

      ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้น นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยว่า จะช่วยทำให้กระบวนการตรวจสอบความไม่โปร่งใสภายใน ศธ.คล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น อาทิ โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ  จ.เชียงใหม่ วงเงิน 360 ล้านบาทของสำนักงาน สกสค.พบว่ามีความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นจริง ที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนความไม่โปร่งใสใน ศธ.จำนวนมาก เป็นกระทรวงลำดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเกี่ยวข้องกับสำนักงานสกสค. คุรุสภา และองค์การค้าของ สกสค.จากข้อมูลพบว่าทั้ง 3 หน่วยงานนี้ จะมีคนทำงานเป็นกลุ่มก้อน อยู่ในเครือข่ายเดียวกัน เกาะกลุ่มแสวงหาผลประโยชน์ไปด้วยกัน เมื่อรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่จึงมีอำนาจต่อรอง จนคนอื่นไม่สามารถต้านทานพลังอำนาจได้ กลายเป็นกลุ่มมาเฟียในวงการศึกษาในที่สุด แรกเริ่มรวมกลุ่มกันเพื่อตอบสนองหาผลประโยชน์ฝ่ายการเมืองมานานนับ 10 ปี แต่ระยะหลังยังแสวงหาประโยชน์ให้กับคนในกลุ่มก้อนของตัวเองด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินพยายามจะสาวไส้คนพวกนี้แต่ทำได้ลำบากมาก

      ศาลนัดตรวจพยานคดีจีทูจีข้าว 29 มิ.ย.

      นายธนฤกษ์ นิติเศรณี ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคดีการทุจริตโครงการระบายข้าวหมายเลขดำ อม.ที่ 25/2558 ที่นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุด (อสส.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ที่ 1 และนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ที่ 2 กับพวก อีก 19 ราย ร่วมกันเป็นจำเลยรวม 21 ราย ฐานทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ว่า องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองทั้ง 9 คน มีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 9 เม.ย.เห็นว่าคดีครบองค์ประกอบความผิด และอยู่ในเขตอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาฯ จึงให้ประทับฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณา และมีมติให้ตนเป็นเจ้าของสำนวนคดี โดยนัดตรวจพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่ายวันที่ 29 มิ.ย.เวลา 09.00 น. จำเลยทั้งหมดจะต้องเดินทางมาศาลในวันดังกล่าว

      “สมบัติ” ขยี้โอเพ่นลิสต์ป่วน รบ.อายุสั้น

      อีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา 2 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวก่อนการประชุมวางกรอบการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ในวันที่
      20-26 เม.ย.ว่า ภาพรวมร่างแรกรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ยกร่างฯเสนอมา มีโครงสร้างคล้ายกับรัฐธรรมนูญ 2540 จึงวิตกในหลายประเด็น เช่น ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมหรือแบบโอเพ่นลิสต์ ที่ไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้มแข็งเกินไป ต้องการให้ได้รัฐบาลผสม แต่เรามีประสบการณ์เลวร้ายกับรัฐบาลผสมที่มักมีปัญหาอยู่ไม่ครบวาระ ยิ่งกำหนดให้กลุ่มการเมืองส่งผู้สมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้ จะกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ถ้าการต่อรองเพื่อรับผลประโยชน์ไม่ลงตัว จึงไม่ถือว่าปฏิรูปประเทศ แต่ยังเป็นการถอยหลัง ส่วนการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีไม่ต้องเป็น ส.ส.จะกระทบต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจ ขณะที่การถอดถอนนักการเมือง ตามมาตรา 254 ต้องใช้เสียงถอดถอน 3 ใน 5 ของสมาชิกรัฐสภาถือว่ามากเกินไปจะปฏิบัติจริงได้ยาก

      ปิดช่องนายกฯใช้อำนาจเหนือรัฐสภา

      นายสมบัติกล่าวอีกว่า ขณะที่มาตรา 182 การเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่แสดงถึงการไว้วางใจการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ ให้รัฐบาลเสนอกฎหมายมายังรัฐสภาได้ โดยระบุเป็นกฎหมายสำคัญ ซึ่งฝ่ายค้านต้องยื่นญัตติภายใน 48 ชั่วโมง หากไม่ยื่นจะถือว่าเห็นชอบตามกฎหมาย การเขียนบทบัญญัตินี้ถือว่าอันตราย เพราะหากเกิดกรณีเสนอร่าง พ.ร.บ.ที่คล้ายกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และไม่มี ส.ส.เข้าชื่อยื่นญัตติเพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกฯใน 48 ชั่วโมง จะถือว่าร่าง พ.ร.บ.นั้นผ่านการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบจากสภาฯไปโดยปริยาย จะรุนแรงยิ่งกว่าการออกพระราชกำหนด ทำให้รัฐบาลมีอำนาจเหนือรัฐสภา ประเด็นนี้ต้องกลับไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เนื้อหาข้อกังวลดังกล่าวตนจะอภิปรายด้วยตัวเอง เมื่อถามว่า มีการคาดการณ์ว่าการอภิปรายของ สปช.จะนำไปสู่การคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ นายสมบัติกล่าวไม่มีความเห็น แต่มีประเด็นเนื้อหาในรัฐธรรมนูญไม่มาก ที่ สปช.มีความคิดเห็นแตกต่าง เชื่อว่า กมธ.ยกร่างฯจะทบทวน และมีการปรับเปลี่ยนแก้ไขบ้าง

      เขย่าขอถกเพิ่มเวลาก่อนเริ่มถลก รธน.

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุม กมธ.ปฏิรูปการเมืองช่วงเช้า สมาชิกหารือกันเรื่องการปรับเวลาการอภิปรายของ สปช.เป็นคนละ 15 นาที ส่วน กมธ.แต่ละคณะ ประธาน กมธ.มีเวลาคนละ 30 นาที เสียงส่วนใหญ่จึงไม่พอใจการปรับเวลาอภิปรายดังกล่าว ที่ให้ กมธ.ปฏิรูปการเมืองได้เวลาเท่ากับ กมธ.คณะอื่นของ สปช. โดยนายดิเรก ถึงฝั่ง รองประธาน กมธ.คนที่ 1 กล่าวว่า จะนำเรื่องหารือที่ประชุม สปช.เพื่อขอเวลาอภิปรายเพิ่ม ในวันที่ 20 เม.ย. เพราะเวลาที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการชี้แจงได้อย่างละเอียด และที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 315 มาตรา มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองทั้งสิ้น 141 มาตรา หรือเกือบครึ่งหนึ่งของทั้งหมด อย่างน้อยควรให้สิทธิ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ได้อภิปรายประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง และให้สมาชิก กมธ.ปฏิรูปการเมืองอีก 5 คน ร่วมอภิปรายในประเด็นรายละเอียดอีกคนละ 25 นาที นอกจากนี้ มีผู้เสนอให้ปรับลดเวลา การชี้แจงของ กมธ.ยกร่างฯที่มีอยู่ 15 ชั่วโมงลงด้วย

      ต่อมาเวลา 13.00 น. ภายหลังการประชุม นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง ให้สัมภาษณ์ว่า เช้าวันที่ 20 เม.ย.ก่อนการประชุม จะยื่นหนังสือถึงนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช.เพื่อขอเพิ่มเวลาอภิปรายของประธาน กมธ.เป็น 45 นาที ส่วนสมาชิก สปช.อยากให้เพิ่มจากเดิมที่ได้ 15 นาที

      ห่วงมัดมือชกทูลเกล้านายกฯคนนอก

      นายสมบัติกล่าวอีกว่า ยังกังวลสำหรับประเด็นนายกฯคนนอกที่อาจจะไม่ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 172 เนื่องจากมาตรา 173 กำหนดว่าถ้าเวลาผ่านไป 30 วัน นับจากประชุมครั้งแรก แล้วไม่มีผู้ใดได้คะแนนเสียงถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ให้ประธานรัฐสภานำชื่อผู้ได้รับเลือกเป็นนายกฯ ที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง ขึ้นกราบบังคมทูลเกล้าฯ ภายใน 15 วัน หมายความว่า เราจะมีนายกฯคนนอก โดยที่ไม่ต้องใช้คะแนนถึง 2 ใน 3 ได้ใช่หรือไม่ มองว่ารัฐธรรมนูญจะต้องเป็นพลวัต ไม่ใช่เขียนแค่วันนี้ แต่ต้องดูอนาคตและมีความยืดหยุ่น ไม่ใส่รายละเอียดที่ผูกมัดตัวเองมากเกินไป ส่วนการแปรญัตติขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ หลังจากวันที่ 26 เม.ย.ให้ กมธ.ไปพูดคุยกับสมาชิก กมธ.คณะอื่นเพื่อมาร่วมลงชื่อ เพราะลำพังใช้เสียงใน กมธ.ปฏิรูปการเมืองเพียงชุดเดียวคงไม่พอ

      จัดคิวเข้มกล่อมชุดยกร่างฯทบทวน

      ด้านนายวันชัย สอนศิริ โฆษกคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า ที่ประชุมได้กำหนดกรอบเนื้อหาการอภิปรายว่า สมาชิกจะพูดประเด็นใดบ้าง มีการวางบุคคลให้ตรงกับเนื้อหา คุณสมบัติ เพราะสมาชิกแต่ละคนมีประสบการณ์การเมืองแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือเป้าหมายการอภิปราย ต้องโน้มน้าวให้ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯเห็นด้วย ยอมรับในเหตุผลของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง เพื่อจะนำไปสู่เป้าหมายในการยื่นญัตติเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ

      นายบุญเลิศ คชายุทธเดช โฆษกคณะ กมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. ระบุว่าวันที่ 20 เม.ย.จะหารือกับสมาชิก สปช.เพื่อขอให้ประธาน สปช.ขยายเวลาการประชุม ให้ดำเนินไปจนถึงเวลา 24.00 น. เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนได้อภิปรายอย่างเต็มที่ ก่อนหน้านี้ได้คุยกับประธาน สปช.แล้วก็ไม่ขัดข้อง

      แห่จองกฐินซักหมวดการเมือง-ปฏิรูป

      นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการประจำสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวว่า จนถึง 17.00 น. วันที่ 19 เม.ย.มีสมาชิกมาลงชื่อขออภิปรายแล้ว 80 คน ช่วงเช้าวันที่ 20 เม.ย.ก่อนการประชุมจะมีสมาชิกมาลงชื่อเพิ่มอีกจำนวนมาก คาดว่าจะมีผู้ลงชื่ออภิปรายทั้งหมด 150-180 คน โดยใน 80 คน ดังกล่าวส่วนใหญ่ขออภิปรายประเด็นการเมือง หมวดปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ส่วนที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะเสนอเพิ่มเวลาอภิปรายเป็นความต้องการบางส่วนของคณะ กมธ.ใน สปช. วิป สปช.กำหนดไว้ลงตัว แต่อาจจะยืดหยุ่นเวลา เช่น จากเดิมอาจเลิกประชุมเวลา 21.00 น. จะเป็น 23.00-24.00 น. เป็นต้น

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการอภิปรายสมาชิกสปช.นัดทำพิธีสักการะพระสยามเทวาธิราชและพระบรมราชาอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 ในเวลา 07.45 น. เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำหน้าที่ จากนั้น เวลา 07.50 น. สมาชิก สปช.จะอ่านคำประกาศเจตนารมณ์ของ สปช. ว่าจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน

      รธน.ระบุต้องมีสภาขับเคลื่อนปฏิรูป

      นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ให้สัมภาษณ์ถึงเวลา 08.00 น. วันที่ 20 เม.ย. กมธ.ยกร่างฯจะประชุมเตรียมการขั้นสุดท้าย ทำใจไว้แล้วว่าคงถูกซักมากทุกประเด็นโดยเฉพาะภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง แม้ว่าสื่อและสังคมภายนอกจะพูดเรื่องนี้น้อย ทุกประเด็นมีแรงกดดัน ยืนยันว่ากมธ.รับฟังความเห็นแตกต่างและข้อเสนอปรับแก้เพื่อไปตัดสินใจในช่วง 60 วันสุดท้ายคือ วันที่ 25 พ.ค.-23 ก.ค. ส่วนเหตุผลที่ต้องกำหนดที่มาสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศให้มาจาก สปช.60 คน เพราะต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิรูปประเทศ ยืนยันภาค 4 จำเป็นต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 57 มาตรา 35(7) กำหนดให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมยั่งยืน และในมาตรา 35 (10) ยังระบุว่าให้มีกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญให้สมบูรณ์ต่อไป

      “อ๋อย” ยุ สปช.กล้าๆถล่ม รธน.

      นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีต รมว.ศึกษาธิการ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงการประชุม สปช.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญว่า เท่าที่อ่านร่างเหมือน กมธ.ยกร่างฯรับโจทย์ให้ไปออกแบบโรงพยาบาล แต่กลับออกแบบมาเป็นคุก ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ยึดหลักนิติธรรม อำนาจไม่เป็นของประชาชน กำลังสร้างระบบเผด็จการถาวร สร้างกติกาทำให้การเลือกตั้งไม่มีความหมาย ประชาชนกำหนดอะไรไม่ได้ รัฐบาลหลังการเลือกตั้งบริหารประเทศไม่ได้ ส่งผลประเทศล้าหลัง ชะงักงัน จมปลักอยู่กับความขัดแย้งไม่สิ้นสุด หวังว่า สปช.จะกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาด้วยความรับผิดชอบ ไม่ช่วยกลบเกลื่อนปัญหาแบบขอไปที ไม่ควรพูดว่ายังไงก็เป็นฝาแฝดอินจัน ถ้าคนหนึ่งตายอีกคนก็จะตายไปด้วย ต้องทำให้ กมธ.ยกร่างฯ ไปยกร่างใหม่มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตย และไม่ควรดึงดันออกรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าต้องคว่ำก็ต้องคว่ำ เพื่อไม่ให้ชาติเสียหายมากกว่านี้

      “ปึ้ง” ขู่ไม่แก้ปมร้อนหมดโอกาสใช้

      ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้า สปช.ไม่แปรญัตติแก้ไขมาตราที่มาของนายกฯและ ส.ว. รวมถึงเงื่อนไขงี่เง่าหลายประเด็น ขอฟันธงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีโอกาสได้ใช้ เพราะเป็นฉบับที่แย่ที่สุดตั้งแต่ประเทศไทยมีประชาธิปไตย ส่วนกรณีนายวันชัย สอนศิริ โฆษกวิป สปช. กล่าวหานักการเมืองกว่า 5 พันคนทำให้เหลวแหลก ขอบอกว่าพวกตนเป็นนักการเมืองที่ประชาชนเลือกเป็นตัวแทนเข้ามา ไม่ใช่ได้รับการแต่งตั้งเหมือนพวกท่าน อวดอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่าน สปช.แน่ ถึงอย่างไรคงผ่านสภาลากตั้ง ไม่จำเป็นต้องเล่นปาหี่ให้ประชาชนดู เข้าข่ายเขียนเอง ชงเอง กินเอง ที่แท้มีพิมพ์เขียวยกร่างไว้แล้ว มาอภิปรายเป็นเพียงพิธีกรรม อาจจัดฉากแก้ไขมาตรานั้นมาตรานี้นิดหน่อยให้ดูดีเท่านั้น

      ปชป.ติงไม่อยากได้ รธน.ฉบับมโน

      นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการอภิปรายรัฐธรรมนูญร่างแรกรัฐธรรมนูญของ สปช.ว่า มีหลายประเด็นที่หลายฝ่ายเป็นห่วงว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญจะถอยหลังเข้าคลอง ทุกคนเสนอความเห็นล้วนปรารถนาดีอยากได้รัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ส่วนการปฏิเสธการรับฟังความคิดเห็นจากนักการเมือง โดยอ้างว่ามีแค่ 5,000 กว่าคน เป็นการปฏิเสธผู้เคยเป็นตัวแทนประชาชนตัวจริง การพูดดูหมิ่นผู้อื่นที่แสดงความเห็นต่างในร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ควรเกิดในยุคนี้ เพราะไม่อยากได้รัฐธรรมนูญฉบับมโนที่ใช้ไม่ได้จริง และต้องทำประชามติ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและป้องกันเหตุไม่ให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีกในอนาคต กมธ.ร่างฯและ สปช.ควรตระหนักในหน้าที่เพราะมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง เพียงแต่เป็นองค์กรเดียวในขณะนี้ ที่ได้รับสิทธิร่างกติกาของประเทศ จึงควรต้องรับฟังทุกความคิดเห็น

      “วัชระ” ซัด “บิ๊กป้อม” ดูถูกนักการเมือง

      นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุนักการเมืองที่ออกมาต้านรัฐบาล เพราะไม่มีงานทำว่า พล.อ.ประวิตรเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไม่ควรกล่าววาจาไม่ให้เกียรติอาชีพอื่น นักการเมืองถือเป็นอาชีพหนึ่งมีเกียรติ สุจริต ได้รับความไว้วางใจให้เป็นปากเสียงประชาชน มีทั้งดีชั่ว แต่แบบที่เป็นรัฐบุรุษ และแบบที่เป็นทรราชทหารก็ปะปนกันไป สุดแท้แต่ใครจะประพฤติแบบไหน เช่นเดียวกับอาชีพของ พล.อ.ประวิตร การที่ พล.อ.ประวิตรเข้าใจว่านักการเมืองไม่มีอาชีพ ไม่มีงานทำ ถือเป็นการดูถูกเพื่อนร่วมชาติอย่างยิ่ง เพราะเรายังมีงานทำประชาชนมาร้องเรียนผ่านนักการเมืองทุกวัน โดยเฉพาะเรื่องแก๊สแพง ราคายางถูก ราคาปาล์มถูก รัฐบาลได้ยินหรือไม่ อย่ามัวแต่นั่งระเริงอยู่ในห้องแอร์ แล้วสบประมาทนักการเมืองไปวันๆ

      “โคทม” ยำสารพัดจุดอ่อน

      ที่สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา นายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนฯ มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงหลังการประชุมถกแถลงร่างรัฐธรรมนูญว่า มีข้อเสนอว่ารัฐธรรมนูญควรสอดคล้องกับความเป็นใหญ่ของประชาชนหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของ มาจาก และเพื่อประชาชน ดังนั้นควรให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในทางนิติบัญญัติ ควรให้นายกฯมาจาก ส.ส.และให้ ครม.สามารถกำหนดนโยบายและบริหารราชการ รวมทั้งดำเนินการปฏิรูปให้เกิดความเป็นธรรมได้ โดยไม่ถูกควบคุมโดยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นจนเกินความสมดุล รวมทั้งควรลดอำนาจของราชการ เช่น การจัดการเลือกตั้ง ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรยึดติดว่าความคิดของตนจะดีที่สุดตลอดไป จนบัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในอนาคตกระทำได้ยากมาก

      ชาวบ้านผิดหวัง รบ.แก้ ศก.เหลว

      วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ 1,572 คน เมื่อวันที่ 17-19 เม.ย.ในหัวข้อ “ความสมหวังและผิดหวัง 6 เดือน รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” พบว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ร้อยละ 87.98 ไม่มีการชุมนุม ประท้วง ร้อยละ 80.53 การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และร้อยละ 73.09 การจัดระเบียบสังคม สิ่งที่เห็นว่าแย่ลง ร้อยละ 88.74 ค่าครองชีพ ราคาสินค้า ร้อยละ 84.16 การจำกัดสิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ และร้อยละ 79.96 การบังคับใช้กฎหมาย ออกกฎระเบียบมากเกินไป ขณะที่สิ่งที่ยังคงเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง ร้อยละ 91.98 เศรษฐกิจยังฝืดเคือง ร้อยละ 78.05 การศึกษาไทยยังไม่พัฒนา ร้อยละ 71.37 ปัญหาการเมืองแบ่งสีเลือกข้าง สิ่งที่สมหวัง ร้อยละ 86.26 บ้านเมืองสงบสุข ร้อยละ 84.54 บริหารประเทศด้วยความเด็ดขาด ร้อยละ 75.76 ปราบปรามการทุจริตจริงจัง ส่วนสิ่งที่ผิดหวัง ร้อยละ 78.24 การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ร้อยละ 73.79 การปฏิรูปการเมือง การสร้างความปรองดอง โดยภาพรวมร้อยละ 57.35 สมหวังมากกว่าผิดหวัง ร้อยละ 28.78 สมหวังและผิดหวังพอๆกัน และร้อยละ 13.87 ผิดหวังมากกว่าสมหวัง

      “บุญยอด” ปูดชั้นใต้ดินรัฐสภาใหม่ถล่ม

      เมื่อเวลา 19.30 น. นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่าได้รับการติดต่อจากข้าราชการระดับสูงของรัฐสภาที่กังวลต่อการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ย่านเกียกกาย จะไม่ได้มาตรฐานและไม่มีการตรวจสอบจากบุคคลภายนอก เพราะมีข่าวว่าผนังกำแพงชั้นใต้ดินของอาคารรัฐสภาที่กำลังก่อสร้างพังทลายมามากกว่า 2 ครั้งแล้ว บริเวณที่พังทลายจะเป็นที่พักของตำรวจรัฐสภา มีข้อสังเกตว่าเพราะดินอ่อน เนื่องจากอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริษัทรับเหมาก่อสร้างรู้องค์ประกอบเหล่านี้อยู่แล้ว จึงไม่ควรเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จากปัญหานี้ทำให้การก่อสร้างล่าช้าออกไปกว่ากำหนดเดิม จากที่นายสุวิจักษณ์ นาควัชระชัย อดีตเลขาฯสภายอมรับกับ คสช.ว่า สภาจะล่าช้าไปกว่า 200 วัน จะเสร็จในปี 2559 แต่ตอนนี้ถูกเลื่อน ไปปี 2560 แล้ว สภาต้องเสียงบประมาณเช่าอาคารเอกชน และค่ารถตู้รับส่งข้าราชการ จึงอยากให้ กรรมาธิการกิจการ สปช.ไปตรวจสอบมาตรฐานของอาคารนี้ด้วย

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม 2564 เวลา 17:13 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์