แผนฟื้นฟู การบินไทย "ทะยานต่อไป" หรือ "ร่อนลงจอด"

ข่าว

    แผนฟื้นฟู การบินไทย "ทะยานต่อไป" หรือ "ร่อนลงจอด"

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

      20 เม.ย. 2558 05:01 น.

      หากมองย้อนถึงสถานะของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ สายการบินไทย เมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน ต้องบอกว่า “การบินไทย” ถือเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจชั้นนำ ที่อุดมไปด้วยบุคคลหัวกะทิระดับประเทศ และยังมีหน้ามีตาเป็นหนึ่งในสายการบินระดับโลก ที่สร้างความภูมิใจให้คนไทยทั้งชาติอีกด้วย

      แต่มาถึง ณ วันนี้ สถานการณ์กลับแตกต่างจากสมัยก่อนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อสายการบินแห่งชาติ รัฐวิสาหกิจอันดับหนึ่งของประเทศ ต้องกลายสภาพไปเป็นรัฐวิสาหกิจที่ย่ำแย่ ขาดทุนต่อเนื่อง หลายหมื่นล้านบาท

      ยิ่งสถานภาพปัจจุบัน กลับพบว่าการบินไทยมีความเสี่ยงถึงขั้นล้มละลายกันเลยทีเดียว!!

      ที่บอกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องพูดเกินความจริง เพราะหากดูตัวเลขผลประกอบการมันไม่เคยโกหกใคร ย้อนไปตั้งแต่ปี 2551 การบินไทยเริ่มแสดงอาการป่วยออกมาให้เห็น จากการขาดทุนครั้งแรกในรอบ 48 ปี มีรายได้ 200,318 ล้านบาท ขาดทุน 21,314 ล้านบาท

      ต่อมาในปี 2552 เริ่มกระเตื้องมีกำไร 7,343.58 ล้านบาท ซึ่งกำไรก็ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน แต่มีกำไรมาจากตีราคาอัตราแลกเปลี่ยน และราคาน้ำมันที่ลดลง

      พอมาปี 2553 การบินไทยได้ทำตามแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูกิจการ จนทำให้มีกำไรต่อเนื่องเป็นปีที่สอง 15,349.69 ล้านบาท แต่พอปี 2554 กลับมาทรุดหนักขาดทุนอีก 10,196 ล้านบาท ส่วนปี 2555 พลิกกลับมามีกำไรอีกครั้ง 6,228 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ใน 2 ปีล่าสุด ปี 2556 กลับมาขาดทุน 12,047 ล้านบาท และปี 2557 ยิ่งทรุดหนักขาดทุนเพิ่มอีก 15,573 ล้านบาท


      “สายการบินแห่งชาติ” ค้ำคอ

      จากสภาพลุ่มๆ ดอนๆ และสาละวันเตี้ยลงเรื่อยๆของการบินไทย กลายเป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง เพราะเกี่ยวพันกับชะตากรรมพนักงานในองค์กรกว่า 24,000 คน แถมยังมีผลต่อธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ทั้งการท่องเที่ยว การเดินทางติดต่อธุรกิจ และสถานะการคลังของรัฐ โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

      และที่สำคัญกว่า คือการมีชื่อว่าเป็น “สายการบินแห่งชาติ” ซึ่งเปรียบเสมือนสมบัติของชาติคอยค้ำคออยู่ ฉะนั้นจึงปล่อยให้การบินไทยเผชิญอนาคตตามยถากรรมไม่ได้

      เพราะความสำคัญเหล่านี้ ทำให้ทุกฝ่าย ซึ่งรวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รู้ดี

      ดังนั้นในช่วงเดือน ก.ค.ปีที่แล้ว คสช.ได้สั่งให้มีการยกเครื่องปรับปรุงแผนการบินไทย และล้างบางบอร์ดการบินไทยขั้วอำนาจเก่าทันที ย้ายผู้บริหารระดับสูง 5 รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ พร้อมกันนั้นยังได้แต่งตั้ง พล.อ.อ.ศิวเกียรติ ชเยมะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพอากาศ ในขณะนั้น ขึ้นรักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ของการบินไทยพร้อมทั้งสั่งให้บอร์ดการบินไทยชุดใหม่จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อเร่งยุติการห้ามเลือดที่กำลังไหลออกของการบินไทย ก่อนที่จะออกหมดตัว

      โดยมีแผน 3 ระยะ นั่นคือ ระยะเร่งด่วนในปี 2557 มีเป้าหมายลดค่าใช้จ่ายลง 4,000 ล้านบาท และเพิ่มรายได้อีก 3,000 ล้านบาท และให้มีกำไรไตรมาสสุดท้าย ถัดจากนั้นเป็นแผนฟื้นฟูระยะกลางปี 2558-2559 และระยะยาว 5 ปี ให้การบินไทยกลับมาแข่งขันได้เต็มรูปแบบ

      ส่วนไส้ในของแผนฟื้นฟูฉบับแรก ประกอบด้วยการแก้ไข 4 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงการบริหาร การสร้างรายได้ การลดค่าใช้จ่าย รวมถึงแก้ไขโครงสร้างทางการเงิน ซึ่งมีการทั้งลดจำนวนพนักงาน ยกเลิกเที่ยวบินที่ขาดทุน การขาย การปรับปรุงระบบการขาย และขอเงินจากกระทรวงการคลังมาเสริมสภาพคล่อง และให้ย้ายสายการบินไทยสมายล์ แอร์เวย์ ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการบินไทย ไปที่ท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อแข่งกับสายการบินต้นทุนต่ำ

      ลุ้นดีดีใหม่นำพาฝ่าวิกฤติ

      ประกอบกับขณะนั้น การบินไทยยังอยู่ในสภาพไร้หางเสือ ไม่มีดีดีตัวจริงคอยบัญชาการ ทุกฝ่าย จึงเห็นพร้อมว่าจำเป็นต้องหามืออาชีพเข้ามากอบกู้การบินไทยก่อน โดยหวยไปออกชื่อ “จรัมพร โชติกเสถียร” อดีตกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเคยคร่ำหวอดวงการตลาดทุน ตลาดเงิน และมีความรู้เรื่องไอที มาช่วยฝ่าทางตัน หาทางออก ให้กับสายการบินแห่งชาติ

      หลังจากรับตำแหน่งทางการเมื่อ 4 ธ.ค.2557 ภารกิจใหญ่อันดับแรก คือการผลักดัน เร่งทำแผนฟื้นฟูกิจการการบินไทยที่ค้างคามาจากผู้บริหารชุดก่อนให้เสร็จ และผ่านการพิจารณาซุปเปอร์บอร์ดให้รวดเร็ว เพื่อนำการบินไทยไปสู่การปรับโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด

      โดยมีการจ้างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาช่วยจัดทำรายละเอียดจนแผนฟื้นฟูผ่านไฟเขียวจากซุปเปอร์บอร์ดสำเร็จ เมื่อวันที่ 27 ม.ค.ที่ผ่านมา แผนนี้มีชื่อเรียกว่า “Shrink to Growth” หรือ “หดตัวเพื่อเติบโต”

      ซึ่งหมายถึงว่า ในระยะสั้นการบินไทยจำเป็นต้องมีการลดขนาดองค์กรเพื่อลดรายจ่าย และ จากนั้นจะมีการพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แก้ไขจุดอ่อนให้กลับมาแข็งแรง พร้อมแข่งขันกับธุรกิจการบินที่ดุเดือดขึ้น โดยมีเป้าหมายหยุดขาดทุนปี 2558 จากนั้นปี 2560 จะกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดและยั่งยืน

      แต่การผลักดันไปสู่ปฏิบัติไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการบินไทยมีปัญหาสะสมมายาวนาน เหมือน “ดินพอกหางหมู”

      โดยเฉพาะการมีต้นทุนสายการบินที่สูงมาก เมื่อเทียบกับคู่แข่ง ทำให้การแข่งขันทำราคาแข่งขัน กับสายการบินอื่นๆทำได้ยาก จึงเป็นที่มาทำให้ตั๋วการบินไทยราคาแพงกว่าคู่แข่ง จนทำให้มีคนใช้บริการน้อยกว่าที่ควรเป็น ซึ่งต้นเหตุมาจากจำนวนพนักงานที่มีมากกว่าเกินกว่างาน ทำให้มีค่าจ้างส่วนนี้มาก และนำมาซึ่งแผนการปรับลดพนักงานลง 20% หรือประมาณ 5,000 คน เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดองค์กรที่จะต้องลดไซส์ลง

      ตัวอย่างเช่น การบินไทยมีเครื่องบินเพียง 90 ลำ แต่ใช้พนักงานด้านปฏิบัติการบินถึง 3,500 คน ขณะที่สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์มีเครื่องบินมากกว่า 120 ลำ แต่ใช้พนักงานแค่ 1,500 คน นอกจากนี้พนักงานหลายส่วนก็ทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ อย่างฝ่ายช่างก็มีผลงานน้อยกว่าสายการบินลุฟต์ฮันซ่าถึง 6 เท่าตัว

      ขณะที่กลยุทธ์การจัดหาเครื่องบินที่ผิดพลาด ก่อนหน้านี้มีการสั่งซื้อเครื่องบินขนาดใหญ่จำนวนมากสำหรับวิ่งเส้นทางไกลและกินน้ำมัน ซึ่งไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การบินปัจจุบันที่เน้นเครื่องบินขนาดเล็กและประหยัดน้ำมัน ส่งผลให้มีเครื่องบินจอดทิ้งไว้จำนวนมาก

      นอกจากนี้ การบินไทยยังมีแบบของเครื่องบินมากเกินความจำเป็น ปัจจุบันมีถึง 11 แบบ ต่างกับสายการบินทั่วไปควรมี 5-6 แบบ ทำให้มีต้นทุนการซ่อมบำรุงรักษาสูงจึงเป็นที่มาให้ต้องเร่งลดแบบเครื่องบินเหลือเพียง 8 แบบ รวมถึงทยอยเลหลังขายขาดทุนเละเทะ

      บริหารขาดสภาพคล่องหนัก

      อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปีที่ผ่านมาการบินไทยขาดทุนมหาศาล เพราะการวางกลยุทธ์ในการสั่งซื้อน้ำมันล่วงหน้า (เฮดจิ้ง) จนกลายเป็นการบริหารต้นทุนที่ผิดพลาด

      เพราะมีการสั่งซื้อล่วงหน้ามากเกินความจำเป็น ทำให้เมื่อราคาน้ำมันปรับลดลง ต้นทุนของการบินไทย ไม่ลดลงตาม เนื่องจากยังใช้น้ำมันราคาสูงอยู่นั่นเอง แต่เรื่องนี้ก็ถือเป็นโชคร้าย เนื่องจากสายการบินทั่วโลกก็ใช้ และก่อนหน้านี้การบินไทยก็เคยได้กำไรจากการเฮดจิ้งมาแล้ว ซึ่งได้ส่งผลดีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง แต่เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวลดลงมากกว่าที่ประเมินไว้ก็จะส่งผลให้ขาดทุนได้เช่นเดียวกัน

      นอกจากนี้ยังวางแผนตารางบิน ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการตลาด และเมื่อผิดพลาดก็มีการปรับแผนล่าช้า ซึ่งแตกต่างจากสายการบินเอกชนอื่นที่ทำงานได้รวดเร็ว

      ส่วนกลยุทธ์การขาย สุดจะโบราณ ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยอดขายทำได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นเพราะปัจจุบันการบินไทยยังพึ่งระบบการขายตั๋วผ่านเอเย่นต์เป็นหลัก ซึ่งถือเป็นระบบที่ได้ผลดีในอดีต แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไป พฤติกรรมการซื้อใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีนิยมมากขึ้น จึงต้องหาทางพัฒนาการขายผ่านอินเตอร์เน็ตให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงการขายตั๋วเชิงรุก มุ่งขายตรงให้กรุ๊ปทัวร์ กลุ่มข้าราชการ องค์กรบริษัทเพิ่มขึ้น

      อีกปัญหาใหญ่ที่ขวางหน้าการปรับโครงสร้างการบินไทย คือปัญหาโครงสร้างทางการเงิน

      อย่างที่ทราบว่าผลจากการดำเนินงานของการบินไทยที่ขาดทุนมาหลายไตรมาสติดต่อกัน ส่งผลให้การบินไทยเริ่มขาดสภาพคล่องในการทำธุรกิจ และเมื่อปีที่แล้ว คณะกรรมการการบินไทยเองเคยเสนอขอกู้เงินกระทรวงการคลัง 27,000 ล้านบาท เพื่อรับมอบเครื่องบิน และใช้หมุนเวียนในช่วงปี 2557-2558 รวมถึงเพื่อช่วยรักษาอัตราส่วนเงินสดต่อรายได้ไว้ 15% หรือสูงเป็น 2 เท่า ของค่าใช้จ่ายที่จะอยู่ประมาณ 8%

      แต่ถึงตอนนี้เรื่องยังเงียบอยู่ เพราะการจะผลักภาระให้การบินไทยไปกู้ธนาคารออมสิน ก็ถูกแรงต้านจากพนักงานออมสิน หรือหากคลังให้กู้เอง ก็ต้องทนอุดหูกับเสียงก่นด่าว่า เอาภาษีชาติไปใช้หนี้ให้กับสายการบินเทวดา และยังไม่สามารถการันตีได้ด้วยว่า เอาเงินไปใช้แล้ว จะแก้ไขปัญหาได้สำเร็จหรือไม่

      ระบบจัดซื้อจัดจ้างมีปัญหา

      ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นอีกแหล่งผลประโยชน์ใหญ่ของเงินการบินไทย ที่เกิดการรั่วไหล และการแทรกแซงผลประโยชน์จากกลุ่มผู้มีอำนาจมาก

      ทั้งการจัดซื้อเชิงยุทธศาสตร์ คือการจัดซื้อขนาดใหญ่ เช่น ซื้อเครื่องบิน ซื้ออุปกรณ์ภายในเครื่อง อะไหล่ รวมไปถึงการลงทุนอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดต้องทำโครงการจัดซื้อเสนอขออนุมัติต่อคณะกรรมการ และส่งต่อไปเพื่อขออนุมัติจากกระทรวงคมนาคม คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และขออนุมัติต่อ ครม. ซึ่งกระบวนการเหล่านี้มีความยุ่งยาก ไม่มีอิสระ และเปิดโอกาสให้มีการแทรกแซงจากนักการเมืองได้ทุกขั้นตอน

      ที่สำคัญมักมีนายหน้าที่เป็นคนใกล้ชิดคนใหญ่คนโต มาคอยคั่นกลางกินเปอร์เซ็นต์

      ส่วนการจัดซื้อขนาดเล็ก หรือพวกการจัดซื้อทั่วไป เช่น อาหาร ของใช้ในเครื่อง และวัสดุอื่นๆ แม้จะเล็ก แต่ก็มีการซื้อรวมๆกว่าปีละหมื่นล้านบาทนั้น ก็มีการจัดซื้อไม่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งมักมีการวางสเปกให้มีเอเย่นต์นายหน้ามาผูกขาด ทำให้ต้นทุนการบินไทยสูงอย่างไม่จำเป็น

      จุดอ่อนอีกด้านของการบินไทย คือ การบริหารจัดการที่ขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบริหารสินทรัพย์ของการบินไทย อย่างธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (Non-Core)

      เช่น การถือหุ้นในธุรกิจเชื้อเพลิง หุ้นในธุรกิจโรงแรม เช่น โรงแรมอมารีแอร์พอร์ต โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน โรงแรมโนโวเทลสุวรรณภูมิ การให้บริการภาคพื้นในสนามบิน หุ้นสายการบินนกแอร์ รวมถึงทรัพย์สินเกี่ยวข้องกับการบิน อาคารสำนักงาน ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ต่างๆที่การบินไทย ซึ่งเป็นขุมทรัพย์มูลค่าหลายแสนล้านบาท แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีการแยกบริหารจัดการได้ชัดเจน บางธุรกิจไม่จำเป็นจะต้องถือครอง หรือเป็นหุ้นส่วนด้วย ก็น่าจะมีการขายที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อลดภาระและหารายได้มาเสริมสภาพคล่อง

      นอกจากนี้ ด้วยสภาพการที่การบินไทยเป็นองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งรวมทุกฝ่ายงานเข้าไว้ในบริษัทเดียว ทำให้การบริหารงานยังขาดความคล่องตัวในการทำงาน การเสนอทางออกด้วยการจัดตั้งหน่วย ธุรกิจ หรือ BU โดยแยกบัญชี แยกรายได้ รายจ่ายออกจากการบินไทย ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ

      เพราะส่วนหนึ่งนอกจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเนื้องานแล้ว ยังช่วยหารายได้ให้กับการบินไทยได้

      AAAAAAAA

      ปัญหาเหล่านี้ ล้วนเป็นสารพัดปัญหาของการบินไทย ซึ่งหลายฝ่ายก็คาดหวังว่า แผนฟื้นฟูฉบับใหม่นี้ จะช่วยแก้วิกฤติ และขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในการบินไทยได้

      แต่อย่างที่รู้ว่าปัญหาการบินไทย ไม่ใช่เรื่องแก้ได้ง่ายๆ เพราะเป็นองค์กรที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับคนหลายกลุ่ม ดังนั้น การเข้าไปทลายขุมทรัพย์ก็ย่อมถูกแรงต่อต้านของกลุ่มผู้เสียประโยชน์ตามมา

      ฉะนั้นการฝ่าวิกฤติการบินไทย ครั้งนี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจ และเสียสละของทุกฝ่าย พนักงานจากเดิมที่ทำงานชิลๆ อาจต้องออกแรงแข็งขันให้เต็มศักยภาพ

      ฝ่ายผู้มีอำนาจอาจต้องลดการแทรกแซง เห็นประโยชน์ส่วนตัวน้อยลง หรือลดสิทธิประโยชน์ตัวเองลงบ้าง ขณะที่กลุ่มคู่ค้าที่เคยโกยกำไร และได้ประโยชน์จากการจัดซื้อ หรือค้าขายกับการบินไทยมานาน ก็ช่วยลดลงหน่อย

      ไม่เช่นนั้น แผนฟื้นฟูที่ทำมาแม้ดีจริง แต่หากถูกขัดขวาง ไม่ได้รับความร่วมมือ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร

      จึงต้องกลับมาถามกันเองว่า ในเมื่อสโลแกนของการบินไทยบอกว่า “รักคุณเท่าฟ้า”

      แล้วคุณล่ะ “รักการบินไทยกันเท่าไร”.

      อ่านเพิ่มเติม...

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันอาทิตย์ที่ 5 ธันวาคม 2564 เวลา 01:44 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์