วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โละบอร์ด-ระวัง ทำลายหลักฐาน

ให้รัฐมนตรีปลัดใหม่ เร่งรีบ-เข้าตรวจสอบ ความไม่ชอบมาพากล

“ยงยุทธ-ไก่อู” ประสานเสียงแจงโละ 3 บอร์ด ศธ.เหตุมีนอกมี ใน ไม่เกี่ยวโยกปลัด ศธ. แค่บังเอิญเกิดขึ้นเวลาเดียวกัน และ ถือเป็นการจัดบุคลากรให้เหมาะ กับความรู้ความสามารถ เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลขับเคลื่อน ด้าน สมาชิก ช.พ.ส.ที่ยื่นข้อมูลให้ คสช.ตรวจสอบการใช้งบของ สกสค.หวั่นมีการทำลายหลักฐานเอกสาร จี้ รมว.ศธ. และปลัด ศธ.คนใหม่ เร่งจัดทีมเข้าตรวจสอบโดยเร็ว

จากกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมทั้งสั่งปลดบอร์ดคุรุสภา บอร์ดคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และบอร์ดองค์การค้าของ สกสค. ซึ่งรวมถึง นางสุทธศรี วงษ์สมาน ที่ให้พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา นั้น

ต่อมาเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 18 เม.ย. นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี ด้านสังคม กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีคำสั่งปลดดังกล่าวว่า ต้องแยกคนละส่วน เรื่องคุรุสภา สกสค.สังคมกังขาคุยกันมานานแล้วในวงการการศึกษาว่ามีนอกมีในอะไรหรือเปล่า ดังนั้น การปรับเปลี่ยนตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพื่อเปิดให้มีการสอบสวน ประชาชนจะได้ทราบความจริงตกลงแล้วคืออะไรกันแน่

นายยงยุทธยังกล่าวถึงการโยกย้ายปลัดกระทรวง ศึกษาธิการเป็นเรื่องของความเหมาะสม ไม่มีข้อขัดแย้งไม่มีเกี่ยวกับความผิด ตัวปลัดฯเองก็ไม่ติดใจอะไรจะได้ไปทำงานเดิม เพราะโตมาในสภาการศึกษา มีความรู้ความสามารถด้านการวางแผนอย่างดี ย้ายไปเหมือนกลับมาอำลาชีวิตราชการตรงนั้น ดังนั้นคำสั่งให้ทั้ง 3 บอร์ดพ้นจากตำแหน่งกับเรื่องปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นคนละเรื่อง เพียงแต่บังเอิญเกิดขึ้นในเวลาเดียวกันเท่านั้น และตอนนี้ยังไม่ได้บอกชัดใครติดในข่ายทุจริตบ้าง เพียงแต่มีข้อมูล ก็อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ การที่นายกฯใช้มาตรา 44 ในเรื่องนี้เพื่อต้องการปรับปรุงการทำงานให้โปร่งใส มีประสิทธิผล บนหลักธรรมาภิบาล สะท้อนรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยเวลามีคนร้องเรียนทุจริต ที่ในอดีตเรื่องมักเงียบหาย และใครมีส่วนทุจริตก็ต้องจัดการ

ขณะที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเรื่องนี้เช่นกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มีแนวทางและนโยบายในการปฏิรูปด้านต่างๆ รวมทั้งด้านการศึกษา จึงจำเป็นที่จะต้องจัดบุคลากรให้เหมาะกับความรู้ความสามารถ ที่ผ่านมาฝ่ายการเมืองแต่งตั้งบุคลากรที่ไม่ตรงกับความสามารถ เช่น นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ก่อนหน้านี้มีความรู้และเติบโตมาจากสภาการศึกษา จึงปรับไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา หากมีการปรับเมื่อตอนที่ คสช.เข้ามาใหม่ๆ อาจถูกมองว่าเข้าไปแทรกแซง จึงได้ให้ระยะเวลาผ่านมาจน 6 เดือน ก็ได้เริ่มทำกัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์เห็นว่าถ้าหากปรับบุคลากรให้ตรงกับความรู้ความสามารถก็จะทำให้การปฏิรูปการศึกษารวดเร็วขึ้น

ส่วนเรื่องการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ของบอร์ดต่างๆนั้น พล.ต.สรรเสริญกล่าวว่า การให้คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จากนั้นก็ให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าไปตรวจสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริตจริงหรือไม่ แต่มีการร้องเรียนมา จึงให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ คงไว้เฉพาะตำแหน่งที่มีความจำเป็น ทั้งนี้ ยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจในมาตรา 44 อย่างสร้างสรรค์ ไม่ได้โยกย้ายแต่งตั้งไปตามทิศทางการเมือง เราคิดถึงแต่เหตุและผลของการปฏิรูปที่จะทำให้นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลขับเคลื่อนด้วยเหตุและผล เป็นคำตอบกับประชาชนได้ เรามักจะหลีกเลี่ยงคำว่าเพื่อความเหมาะสม เพราะคำว่าเพื่อความเหมาะสมเหมือนกับเป็นการตอบไปอย่างนั้น

วันเดียวกัน พระชินวรณ์ หรือนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต รมว.ศึกษาธิการ โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประกาศคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 6 และ 7 ที่กล่าวอ้างว่าเพื่อปฏิรูปการศึกษาและให้การบริหารกระทรวงศึกษาธิการมีประสิทธิภาพ นั้น ถือว่าเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองการบริหารประเทศภายใต้ คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลจะใช้มาตรา 44 เพื่อสร้างสรรค์และปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังให้สมกับได้ชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติ ภายใต้การเรียกร้องของประชาชนให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง โดยเฉพาะการปฏิรูปการศึกษา คสช.และรัฐบาลไม่จำเป็นต้องรอข้อเสนอจาก สปช. เพราะจะไม่ทันกาล แต่ควรให้เป็นผลงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์บ้าง

พระชินวรณ์ระบุอีกว่า ขอเสนอว่าควรชูธงเรื่องปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง อาทิ เรื่องคุณภาพการศึกษา การปฏิรูปครู การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ สมัยตนเป็นรัฐมนตรีก็นำเรื่องเหล่านี้มาดำเนินการปรับปรุง รวมถึงการต่อยอดกองทุนครูแห่งแผ่นดิน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว อย่าให้การออกคำสั่งครั้งนี้เป็นเพียงวังวนตัวบุคคลเหมือนที่ผ่านมา ที่ไม่กล้าหาญพอเหมือนเรื่องท้องถิ่น แทนที่จะให้มีการเลือกตั้งใหม่และใช้มาตรา 44 ควบคุมไม่ให้มีการซื้อเสียงขายสิทธิ กลับกลัวแล้วให้อยู่รักษาการต่อไป เกรงว่ากรณีนี้จะเหมือนกันอีก เพราะความกลัวเป็นความเสื่อม จึงขอให้กำลังใจ พล.อ.ประยุทธ์เดินหน้าปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจังต่อไป

ส่วนความคิดเห็นของบุคคลต่างๆ ต่อคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ในครั้งนี้ อาทิ นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ อดีตประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าไม่ขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสั่งปลดบอร์ดคุรุสภาในครั้งนี้ว่าเกิดจากอะไร แต่อย่างน้อยตนก็จะได้มีเวลาในการพักฟื้นร่างกายหลังการผ่าตัดมากขึ้น

ขณะที่นายเยี่ยมยอด ศรีมันตะ ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ อดีตกรรมการ สกสค. ก็ขอเรียกร้องให้ รมว.ศธ. และปลัด ศธ. เร่งตรวจสอบความไม่ชอบ มาพากลในการดำเนินโครงการต่างๆ ของผู้บริหารสำนักงาน สกสค. คุรุสภา และองค์การค้าฯ อย่างเร่งด่วน และหากพบใครคนใดเข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาดทั้งทางวินัย แพ่ง และอาญา รวมถึงเสนอแนะด้วยว่า นอกจากให้เลขาธิการ สกสค. และเลขาธิการคุรุสภา หยุดการปฏิบัติหน้าที่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ รมว.ศธ.และ ปลัด ศธ.คนใหม่ต้องทำก็คือ รีบโยกย้ายข้าราชการระดับ ผอ.และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านเอกสารสัญญาโครงการต่างๆไปปฏิบัติหน้าที่ในด้านอื่นแทน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบทำได้รวดเร็ว และตรงไปตรงมา

ขณะที่นายสมคิด หอมเนตร สมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ซึ่งเป็นผู้ยื่นข้อมูลให้ คสช. และอีกหลายหน่วยงานขอให้มีการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการดำเนินโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ วงเงิน 360 ล้านบาท ของ สกสค. มีความคิดเห็นว่า การยุบบอร์ด สกสค. คุรุสภา และองค์การค้าของ สกสค. รวมไปถึงการให้เลขาธิการ สกสค.หยุดปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้มีการตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานนั้น ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะได้ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการต่างๆที่ผ่านมา ที่อาจจะไม่มีความโปร่งใส เพราะที่ผ่านมาตนพยายามยื่นหลักฐาน และชี้ให้เห็นว่าเกิดความไม่ชอบมาพากล แต่ทุกอย่างดูเหมือนจะถูกตรวจสอบล่าช้ามาก ซึ่งนับจากนี้เชื่อว่ากระบวนการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะทำได้รวดเร็วขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่รู้สึกเป็นห่วงในขณะนี้ก็คือ หวั่นเกรงว่าอาจจะเกิดกรณีการทำลายเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวกับการทุจริตเกิดขึ้น จึงอยากฝากให้ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ และ นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.คนใหม่ เร่งจัดทีมเข้าไปตรวจสอบและสอบสวนเรื่องต่างๆ โดยเร็วที่สุด

“ยงยุทธ-ไก่อู” ประสานเสียงแจงโละ 3 บอร์ด ศธ.เหตุมีนอกมี ใน ไม่เกี่ยวโยกปลัด ศธ. แค่บังเอิญเกิดขึ้นเวลาเดียวกัน และ ถือเป็นการจัดบุคลากรให้เหมาะ กับความรู้ความสามารถ เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลขับเคลื่อน 19 เม.ย. 2558 05:11 19 เม.ย. 2558 05:11 ไทยรัฐ