ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    ย้อนรอยประวัติศาสตร์ทัพฟ้า ศึกยุทธเวหาที่คนไทยมิอาจลืม

    ไทยรัฐออนไลน์10 พ.ค. 2558 05:30 น.
    SHARE

    “กำลังในอากาศ เป็นโล่อันแท้จริงอย่างเดียว ที่กันมิให้การสงคราม มาถึงท่ามกลางประเทศของเราได้ ทั้งเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่งในการคมนาคมเวลาปกติ” จอมพลสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ พระบิดากองทัพอากาศ

    “เหนือนภาฟ้าไทย ใครรุกรานอธิปไตย กองทัพอากาศของไทยพลีชีพบูชา” ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอย้อนรอยประวัติศาสตร์สมรภูมิการรบเหนือน่านฟ้าของชาติไทยว่า กว่าจะมาเป็นกองทัพอากาศไทยในปัจจุบันนี้ อดีตเคยผ่านสมรภูมิรบไหนมาแล้วบ้าง ทั้งแบบรุก แบบรับ หรือแบบส่งกำลังพลไปช่วยเหลือ แต่หากจะให้ยกมาทั้งหมดนั้นคงจะยาวเกินไป จึงขอยกมาเสิร์ฟเป็นออเดิร์ฟ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับทราบถึงวีรกรรมที่บรรพบุรุษของชาติได้เคยผ่านมา ก่อนเข้าสู่เรื่องราวของสุดยอดเครื่องบินรบที่ใครหลายคนใฝ่ฝันในตอนต่อไป…

    Corsair

    ยุทธเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย

    หากย้อนไปในยุคล่าอาณานิคมระหว่างปี พ.ศ. 2430-2450 ประเทศไทยต้องสูญเสียดินแดนถึง 5 ครั้ง รวมเนื้อที่ทั้งหมดกว่า 480,000 ตร.กม. ในพื้นที่ลาวและกัมพูชาในปัจจุบันให้แก่ฝรั่งเศส ถึงแม้ว่ารัฐบาลไทยจะพยายามยื่นข้อเสนอปรับปรุงเส้นเขตแดนระหว่างไทยกับอินโดจีนฝรั่งเศสหลายครั้งแต่ก็ไม่เป็นผล

    ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสถูกเยอรมนีเข้ายึดครอง ทำให้มีกำลังทหารไม่เพียงพอที่จะรักษาพื้นที่อินโดจีนฝรั่งเศส จึงขอให้ไทยลงนามในสัญญาไม่รุกรานต่อกัน แต่ขณะเดียวกัน กลับยินยอมให้ญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานทัพในเวียดนามและกัมพูชาอันเป็นภัยคุกคามต่อไทย รัฐบาลไทยได้ไปเจรจาเพื่อขอปรับปรุงเส้นเขตแดนแม่น้ำโขงอีกครั้ง แต่ก็ถูกปฏิเสธ จึงสร้างความไม่พอใจให้แก่ปวงชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ถึงขนาดที่มีประชาชนนับหมื่นคนออกมาเดินขบวนเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส

    เครื่องบินคอร์แซร์

    ยุทธเวหาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย จึงอุบัติขึ้นเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2483 เมื่อ นายเรืออากาศตรี ศานิต นวลมณี ผู้บังคับหมวดบินที่ 1 ฝูงบินตรวจการณ์กองบินน้อยผสม อุดรธานี พร้อมด้วย จ่าอากาศโท ประยูร สุกุมลจันทร์ ผู้ทำหน้าที่พลปืนหลัง นำเครื่องบินคอร์แซร์ ขึ้นสกัดเครื่องบินโปเตซ 1 ลำ และเครื่องบินโมราน 5 ลำของฝรั่งเศส ที่บินล้ำน่านฟ้าเขตแดนไทยเข้ามาทางทิศใต้ของ จ.นครพนม การต่อสู้ในครั้งนั้นดำเนินไปอย่างดุเดือด จ่าอากาศโท ประยูร สามารถยิงเครื่องบินโมรานตก 1 ลำ จนกระทั่งกระสุนหมด นายเรืออากาศตรี ศานิต พยายามนำเครื่องบินกลับเข้ามาในเขต จ.นครพนม โดยมีเครื่องบินข้าศึกไล่ตามอย่างกระชั้นชิด ขณะเดียวกัน นักบินไทย 2 คน ได้นำเครื่องบินฮอว์ค 3 เข้าช่วยเหลือได้ทันท่วงที ก่อนที่การรบจะยุติลงโดยที่ฝ่ายไทยไม่ได้รับอันตรายหรือเสียหายแต่ประการใด

    ต่อมากองทัพอากาศได้ส่งฝูงบินขึ้นไปโจมตีทางอากาศในนครเวียงจันทน์ ซึ่งปฏิบัติการในครั้งนี้ ดำเนินการโดยเครื่องบินคอร์แซร์ มี นายเรืออากาศตรี ศานิต เป็นนักบิน และ จ่าอากาศเอก เฉลิม ดำสัมฤทธิ์ เป็นพลปืนหลัง ซึ่งในระหว่างปฏิบัติภารกิจเครื่องบินคอร์แซร์ได้ถูกระดมยิงจากภาคพื้น ทำให้ จ่าอากาศเอก เฉลิม เสียชีวิตทันที ขณะที่ถังเชื้อเพลิงถูกยิงทะลุทำให้เครื่องบินเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงนายเรืออากาศตรี ศานิต ถูกยิงเข้าที่หัวเข่าและโดนไฟลวก จึงพยายามนำเครื่องบินกลับมายังเขตแดนไทย และท้ายที่สุดต้องโดดร่มลงที่หนองน้ำของบ้านพานพร้าว อ.ท่าบ่อ จ.หนองคาย โดยนายเรืออากาศตรี ศานิต ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกนำตัวมารักษาที่โรงพยาบาลทหารในกรุงเทพฯ ก่อนจะเสียชีวิตในอีกไม่กี่วันต่อมา

    ภาพโปสเตอร์ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา

    ปรับโครงสร้างกองทัพอากาศใหม่ 5 กองบิน !

    ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์พิพาทกับอินโดจีนฝรั่งเศสขึ้นนั้น เป็นเหตุให้กองทัพอากาศไทยได้เรียนรู้และปรับเปลี่ยนโครงสร้างกองกำลังทางอากาศใหม่ โดยประกอบไปด้วย 5 กองบิน ได้แก่ กองบินใหญ่ภาคเหนือ กองบินใหญ่ภาคใต้ กองบินหนุน กองบินน้อยผสมที่ 75 และกองบินน้อยผสมที่ 40

    ในขณะนั้นเอง ถึงแม้ว่าฝรั่งเศสจะมีกองกำลังทางอากาศที่ได้เปรียบกว่าไทย เนื่องจากว่าฝรั่งเศสมีเครื่องบินขับไล่แบบใหม่ คือ เครื่องบินแบบโมราน โซลนิเยร์ 406 เป็นเครื่องบินขับไล่ที่นั่งเดี่ยว มีความเร็วสูงสุดระหว่าง 480-500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนไทยนั้น มีเครื่องบินขับไล่อยู่ทั้งหมด 6 ฝูงบิน โดยเครื่องบินที่เป็นกำลังสำคัญในการรบ คือ เครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 2 เครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 3 เครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 75 ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีสมรรถนะสูงสุดของไทยในขณะนั้น ความเร็วสูงสุด 435 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกจากนี้ ก็ยังมีเครื่องบินโจมตีคอร์แซร์ เครื่องบินโจมตีนาโงยา และเครื่องบินทิ้งระเบิดมาร์ติน

    เครื่องบินขับไล่ฮอว์ค 3 เหลือเพียงลำเดียวในโลก

    สดุดีวีรชนทหารหาญ แห่งกองบินน้อยที่ 5

    ในอดีตบ้านเมืองเกิดศึกสงครามมากมาย ครั้งนี้ก็เช่นกัน...ก่อนรุ่งสางของวันที่ 8 ธ.ค. 2484 กองกำลังของประเทศญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ตัวเมืองประจวบคีรีขันธ์ ก่อนแยกกำลังออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ยึดสถานีตำรวจและสถานีรถไฟในตัวเมือง ส่วนอีกกลุ่ม เข้ายึดกองบินน้อยที่ 5 ซึ่งมีพื้นที่ด้านซ้ายติดอ่าวประจวบฯ ด้านขวาติดอ่าวมะนาว โดยญี่ปุ่นวางแผนจะตีขนาบจากทั้งสองด้าน

    ทั้งนี้ ทหารญี่ปุ่นเป็นฝ่ายได้เปรียบกว่า เนื่องจากอาศัยความมืดเข้าวางกำลังพลตลอดแนวสนามบิน ไม่ว่าเหล่าทหารหาญของไทยจะใช้ความพยายามที่จะนำเครื่องบินฮอว์ค 3 เครื่องบินคอร์แซร์วิ่งขึ้น แต่ก็ถูกขัดขวางโดนยิงจนบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายนาย อย่างไรก็ตาม นายเรืออากาศตรี แม้น ประสงค์ดี เป็นผู้เดียวที่นำเครื่องบินฮอว์ค 3 วิ่งขึ้นได้สำเร็จ และพุ่งเป้าจะไปทิ้งระเบิดที่เรือลำเลียงข้าศึก แต่กลับมีความมืดเป็นอุปสรรคสำคัญ ทำให้ไม่สามารถทิ้งลงเป้าหมายได้

    ชิ้นส่วนของเครื่องบินโอดะ (Ki-27 Nate) ของญี่ปุ่นในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา
    Hawk III

    กระทั่งรุ่งเช้า สนามบินและโรงเก็บเครื่องบินถูกญี่ปุ่นยึดครองได้สำเร็จ เป็นเหตุให้ผู้บังคับกองบินต้องสั่งเผากองบังคับการบิน คลังยุทธภัณฑ์ และอาคารหมวดเสนารักษ์ เพื่อไม่ให้เหลือไว้เป็นประโยชน์แก่ข้าศึก ก่อนอพยพถอยไปอยู่เชิงเขาล้อมหมวก

    ขณะที่รัฐบาลไทยเห็นพ้องว่าไม่มีหนทางใดที่จะต้านทัพญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน จึงลงมติให้ฝ่ายไทยหยุดยิงและยอมให้ญี่ปุ่นเดินทัพผ่านได้ ทั่วประเทศได้รับคำสั่งหยุดยิง ยกเว้น กองบินน้อยที่ 5 ซึ่งถูกทหารญี่ปุ่นล้อมอยู่ ทำให้ขาดการสื่อสารกับภายนอก กองบินน้อยที่ 5 จึงยังคงตรึงกำลังต้านญี่ปุ่นอยู่อย่างต่อเนื่อง กระทั่งรุ่งขึ้นโทรเลขคำสั่งให้หยุดยิงถูกส่งถึงมือ นาวาอากาศตรี หม่อมหลวง ประวาศ ชุมสาย ผู้บังคับกองบินน้อยที่ 5 ช่วงเวลาแห่งการปกป้องเอกราชและอธิปไตยไทย จึงยุติลง

    เหตุการณ์ในครั้งนั้น มีทหารไทยพลีชีพ 38 นาย ตำรวจ 1 นาย ยุวชนทหารที่มาช่วยลำเลียงกระสุน 1 นาย และครอบครัวของข้าราชการ 2 คน รวมเป็น 42 คน บาดเจ็บ 27 คน ทหารญี่ปุ่นเสียชีวิต 217 นาย และในวันที่ 8 ธ.ค. ของทุกปี ที่บริเวณอนุสาวรีย์วีรชนกองบิน 5 จ.ประจวบฯ จะมีพิธีวางพวงมาลาสดุดีวีรกรรมและบำเพ็ญกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับตลอดมา

    เครื่องบินรบสมรรถนะสุดเจ๋งที่ชายไทยหลายคนฝันอยากจะขับเอฟ 16
    กริพเพนลำนี้ รัฐบาลสวีเดนมอบให้เป็นที่ระลึก โอกาสครบรอบ 100 ปีการบินของบุพการีทหารอากาศ

    สามนักบินผู้กล้าหาญ แห่งวัฒนานคร

    ในขณะเดียวกัน นอกจากประเทศญี่ปุ่นจะส่งกำลังพลทั้งทางบกและทางน้ำเข้าโจมตีประเทศไทยแล้ว ยังมีการส่งเครื่องบินโจมตี กิ-30 จำนวน 9 ลำ พร้อมทั้งเครื่องบินขับไล่ กิ-27 จำนวน 11 ลำ มาบินคุ้มกัน จากฐานบินในอินโดจีนฝรั่งเศส เข้าโจมตีสนามบินวัฒนานคร จ.ปราจีนบุรี ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตพื้นที่ จ.สระแก้ว

    ทำให้สามทหารเสือผู้กล้าแห่งวัฒนานคร ได้แก่ นายเรืออากาศเอก ไชย สุนทรสิงห์ , นายเรืออากาศเอก ชิน จิระมณีชัย และนายเรืออากาศ สนิท โพธิเวชกุล ตัดสินใจนำเครื่องบินฮอว์ค 3 จำนวน 3 ลำ เข้าปะทะกับข้าศึกอย่างหาญกล้า ทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่าเครื่องบินของฝ่ายตรงข้ามมีสมรรถนะเหนือกว่าและมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัวก็ตาม กระทั่งในที่สุด เครื่องบินของเหล่าผู้กล้าทั้ง 3 ลำ ได้ถูกยิงตกทำให้นักบินทั้ง 3 นายเสียชีวิตทันที

    วีรกรรมยุทธเวหาที่เอื้อนเอ่ยมาทั้งหมดนี้ นับเป็นความกล้าหาญของลูกทัพฟ้าที่ยอมสละชีพ เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชนที่คนไทยทุกคนมิอาจลืมเลือน

    ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอน้อมเชิดชูเกียรติเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพเพื่อเอกราชและปกป้องอธิปไตยของชาติให้คงอยู่สืบไป.

    ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพ จาก พิพิธภัณฑ์กองทัพอากาศไทย

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    กองทัพอากาศล่าอาณานิคมอินโดจีนฝรั่งเศสสงครามโลกครั้งที่ 2ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์กองบินน้อยที่ 5วัฒนานครวีรกรรมนักบินเครื่องบินรบไทยเกียรติประวัติกองทัพอากาศสงครามสมรภูมิข่าวไทยรัฐออนไลน์

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้