วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


Let’s go เลย เมืองต้อง (ห้าม) พลาด....!!

เป็นหนึ่งในจังหวัดเป้าหมายของการเปิดเที่ยวบินเพิ่มความสะดวกสบายให้กับนักเดินทางที่ต้องการจะย่นระยะเวลาการเดินทางให้สั้นลง เพื่อจะได้มีเวลาเหลือพอที่จะท่องเที่ยวเกี่ยวเก็บประสบการณ์แบบเต็มอิ่มได้มากขึ้น

น่าน–เลย–ร้อยเอ็ด 3 จังหวัดเล็กๆที่สายการบินแอร์เอเชีย เปิดเส้นทางบินใหม่ในช่วงต้นปี 2558 ที่ผ่านมา

เลย...เป็นหนึ่งในจังหวัดเป้าหมายที่แอร์เอเชียถือว่าเป็นเมืองเศรษฐกิจ มีนักท่องเที่ยวเข้ามาท่องเที่ยวถึงปีละ 2 ล้านคน เพราะเที่ยวได้ทุกฤดู ไม่ว่าจะร้อน ฝน หรือหนาว อาจจะมากหน่อยในช่วงหน้าหนาว

พูดถึงเมืองเลย หลายคนนึกอะไรไม่ออกก็จะนึกถึงเชียงคาน ถนนสายเล็กๆที่เต็มไปด้วยโรงแรมสุดชิคและบูธีคโฮเต็ลริมแม่น้ำโขง แต่จริงๆแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในเมืองเล็กๆแห่งนี้ยังมีอีกหลายที่

ล่าสุด ด้วยการเชื้อเชิญของสายการบินแอร์เอเชีย เลยได้มีโอกาสไปเที่ยว “ภูป่าเปาะ” หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ “ฟูจิเมืองเลย” เพราะเมื่อมองจากจุดชมวิวที่ภูป่าเปาะไปยังภูเขา ที่ชื่อว่า ภูหอ แล้วจะมีลักษณะคล้ายกับภูเขาไฟฟูจิ...ของญี่ปุ่น

ทางขึ้นภูป่าเปาะถูกจำกัดด้วยการห้ามรถยนต์ส่วนตัวขึ้น ต้องใช้บริการรถอีแต๊ก...เท่านั้น นัยว่าเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้คนในชุมชน

ชื่อของภูป่าเปาะ ถามคนท้องถิ่นได้ความว่า คำว่า “เปาะ” มาจากไม้ไผ่ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ไผ่เปาะ” ซึ่งมีอยู่มากในบริเวณนี้ จึงเรียกว่า “ภูป่าเปาะ”

รถอีแต๊ก...ค่อยแล่นขึ้นไปยังจุดชุมวิวที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์แบบพาโนรามาได้กว้างไกลถึง 360 องศา จึงสามารถขึ้นมาชมทั้งพระอาทิตย์ขึ้นและตกในจุดเดียวกันได้ เพียงแค่หันหลังกลับเท่านั้น

นอกจากภูหอแล้ว บริเวณภูป่าเปาะถ้ามองออกไปด้านหน้า ยังสามารถมองเห็นภูเขาในเขตอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง จากจุดเดียวกันได้ด้วย เช่น อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น, อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว อำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์, วนอุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม อำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี และถ้ำเอราวัณ อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู

เรียกว่ามาที่เดียวคุ้ม มองเห็นความสวยงามของภูเขาแต่ละลูกอย่างสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว...

ถ้ามีเวลาพอ ลงจากภูป่าเปาะแล้ว ไกด์ท้องถิ่นที่เป็นคนในชุมชน ภูมิใจนำเสนอ สวนหินผางามหรือคุนหมิงเมืองไทย ที่ห่างจากภูป่าเปาะแห่งนี้ เพียงแค่ 7 กิโลเมตร มีเวลาก็น่าจะแวะไปเที่ยวชมสักนิด แต่น่าเสียดายที่ทริปนี้เรามีเวลาน้อย ต้องกลับเข้าไปพักในอำเภอเชียงคาน ขอแปะโป้งไว้คราวหน้าก็ละกัน...

สำหรับเชียงคานแล้วบรรยากาศยามค่ำไม่ต้องพูดถึง สรวลเสเฮฮาประสาพี่ๆน้องๆ ก่อนแยกย้ายกันไปนอนแบบอิ่มสบาย หัวใจอุ่นแล้วเช้ามืดพลาดไม่ได้กับกิจกรรมตักบาตรยามเช้า ที่ดูเหมือนจะเป็นประเพณีของการมาเที่ยวเชียงคานอย่างลบไม่ออกเสียแล้ว

ใส่บาตรเสร็จก็ได้เวลาโซ้ย!! กันละทีนี้ ข้าวเปียกเส้น กาแฟ ปาท่องโก๋ เจ้าเก่า ตั้งอยู่หน้าโรงแรมที่พัก เรียกว่าไม่ต้องเดินไปไหนไกล แค่ข้ามถนนไป 5 ก้าวก็ถึงร้านแล้ว

รองท้องกันเรียบร้อย ก็ได้เวลาออกเดินทางไปยัง “อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง” อีกหนึ่งไฮไลต์ที่เมืองเลยเขาภูมิใจนำเสนอ

ออกเดินทางไปตามเส้นทาง เลย-ภูเรือ ถนนคดเคี้ยวเล็กน้อย ยังไม่ทันได้เมารถ เลยหมู่บ้าน

เสี้ยวเหนือ ไปนิดเดียว เราก็มาถึงสามแยกปากทางเข้า ห้วยกระทิง ซึ่งเป็นบริเวณท้ายน้ำ ของอ่างเก็บน้ำ “น้ำหมาน” แหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงคนเมืองเลย ขึ้นเขาไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร ก็จะถึงจุดชมวิวอ่างเก็บน้ำ ซึ่งมองลงไปด้านล่าง นอกจากฟ้ากับน้ำแล้ว ยังมีแพเล็กๆลอยนิ่งอยู่เป็นจำนวนมาก

น้องลินิน ...พีอาร์สาวสวยของแอร์เอเชีย บอกว่า “เดี๋ยวเราจะลงไปกินข้าวกันในแพข้างล่างนะคะ” เห็นบรรยากาศแล้วนึกถึงสมัยเด็กๆเคยไปล่องแพที่เมืองกาญจน์บรรยากาศคล้ายๆกัน ต่างกันที่อากาศที่ห้วยกระทิงดูจะเย็นกว่าเมืองกาญจน์หลายองศาอยู่

ทยอยกันลงแพจนครบ ได้เวลาแพออก บางคนเซลฟี่ตัวเอง บางคนถ่ายรูปวิวจากบนแพ สาวๆไฮโซดูออกจะตื่นเต้น แต่สำหรับสาวบ้านๆ หัวใจลูกทุ่งอย่างเรา รู้สึกอิ่มเอมทุกครั้งในบรรยากาศแบบนี้

ถามพี่คนขับเรือที่ลากแพเราออกไปกลางอ่างเก็บน้ำ ได้ข้อมูลว่าแพที่จอดเรียงรายอยู่นี้เป็นของชาวบ้าน มีประมาณ 200 แพ ส่วนใหญ่จะเหมาเป็นค่าเช่าแพส่วนหนึ่ง แพใหญ่ก็ 800 แพเล็กก็ 600 ไม่จำกัดเวลา สั่งอาหารมากินในแพได้เมนูก็ลูกทุ่งๆ ที่อร่อยเด็ดเห็นจะเป็นส้มตำปลาร้า รสนัว...สุดๆ

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่มาเที่ยวที่ห้วยกระทิงมักจะเช่าแพเพื่อออกไปเล่นน้ำ แล้วจอดแช่ คนกินก็กินไป คนเล่นน้ำก็เล่นไป บางทีก็มีเรือมาขายผลไม้ ขายของขบเคี้ยวให้ด้วย เก๋ไปอีกแบบ...

ใครไปเมืองเลยแล้วอยากไปเที่ยวในบรรยากาศบ้านๆที่อ่างเก็บน้ำห้วยกระทิง ก็ไม่ยากเพราะที่นี่อยู่ห่างตัวเมืองแค่ 20 กิโลเมตรเท่านั้น นั่งรถจากตัวเมืองมาได้แบบชิลๆเลย

ปิดท้ายก่อนกลับ กทม. ด้วยการแวะดูวัฒนธรรมดั้งเดิมของเมืองเลยกันที่วัดโพนชัย อำเภอด่านซ้าย ที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์ผีตาโขน” ที่จัดแสดงนิทรรศการเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของผีตาโขนที่เชื่อกันว่าเป็นการละเล่นพื้นบ้านที่สืบทอดมาแต่โบราณกาล

งานบุญผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งของงานบุญหลวง ที่ถือว่าเป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่นที่รวมเอางานบุญพระเวส และงานบุญบั้งไฟ ให้เป็นงานบุญ เดียวกัน งานบุญพระเวสจัดเพื่อให้ฟังเทศน์มหาชาติ ส่วนงานบุญบั้งไฟจัดขึ้นเพื่อถวายบูชาเทวดาที่อารักขาเมือง ผีตาโขนคือผู้ออกมาสร้างสีสันและความครื้นเครงในขบวนแห่ ส่วนชื่อของผีตาโขนนั้นเล่าต่อกันมาว่าน่าจะมาจากการสวมหน้ากากคล้ายหัวโขนนั่นเอง

ผีตาโขนนี้มีทั้ง ผีผู้ชายและผีผู้หญิง อุปกรณ์ที่ใช้ทำผีตาโชนก็ง่ายๆเป็นวัสดุพื้นบ้าน เช่น หัวของผีตาโขน ทำจากหวดนึ่งข้าวเหนียวมาหักพับขึ้นให้มีลักษณะคล้ายหมวก หน้าทำจากโคนก้านมะพร้าวถากเป็นรูปหน้ากาก เย็บต่อกับส่วนหัว แล้วเจาะช่องตา จมูกทำจากไม้เนื้ออ่อนแกะสลักเป็นรูปร่างต่างๆ คล้ายกับจมูกคน ปัจจุบันนิยมทำยาวเป็นงวงช้าง จมูกทำจากไม้เนื้ออ่อนแกะสลักเป็นรูปร่างต่างๆ เขาทำจากปลีมะพร้าวแห้งมาตัดให้ได้ขนาดที่ต้องการแล้วติดที่ข้างหวด การตกแต่งลวดลายเมื่อก่อนนิยมใช้สีธรรมชาติ เช่นปูนขาว ปูนแดง ขี้เถ้าขมิ้น เขม่าไฟ ปัจจุบันนิยมสีน้ำมันเพราะสะดวกและมีสีสันสดใส จากนั้นจะนำเศษผ้ามาเย็บต่อกับหวดและหน้ากากให้ผ้าคลุมมิดไหล่ ความยากอยู่ที่การลงลวดลายในหัวผีตาโขน ซึ่งต้องใช้ฝีมือและความสามารถทางศิลปะไม่น้อยทีเดียว งานนี้บรรดาสื่อเล็ก สื่อใหญ่ได้มีโอกาสทำผีตาโชนเล็กของตัวเองเป็นที่ระลึกก่อนขึ้นเครื่องบินแอร์เอเชีย ไฟลต์สุดท้ายของวันกลับ กทม.

เมืองน่ารักขนาดนี้ จะเลยไปก็กระไรอยู่ เพราะฉะนั้น Let’s go เลย...กันเลยดีกว่าค่ะ...

18 เม.ย. 2558 10:39 18 เม.ย. 2558 10:40 ไทยรัฐ