วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

7วันอันตราย “เกมเปิด” ชิงเหลี่ยมกติกาสูงสุด : ปะทุธาตุแท้ บอมบ์รัฐธรรมนูญ

ปิดฉากมหาสงกรานต์ชุ่มฉ่ำ กลับสู่โหมดวิถีชีวิตปกติ

แต่ที่ยังตลบอบอวล โดยสถานการณ์ควันหลงจากเหตุ “คาร์บอมบ์” ลานจอดรถชั้นใต้ดิน ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเฟสติวัล เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ที่ตูมตามกันตั้งแต่คืนก่อนเทศกาลวันหยุดยาว

ตามเค้าลางที่หน่วยความมั่นคงเฝ้าระแวงระวังกันอยู่แล้ว จากสถิติย้อนหลังช่วงหลายปีหลังๆมา มักจะเลือกปฏิบัติการ ป่วนกันในห้วงเทศกาลแห่งความสุข จ้องเวลาที่คนกำลังเผลอสนุกสนาน

แล้วมันก็มาตามนัดจริงๆ

แต่รอบนี้ไม่เลือกเป้าในเมืองกรุงอย่างที่แล้วมา เปลี่ยนไปลงมือปฏิบัติการกันที่เกาะสมุย

พื้นที่นอกเหนือการคาดหมาย

มันจึงเป็นระเบิดที่กระตุกเครื่องหมายคำถามตามมารอบทิศ ชนิดที่ช่วง 2–3 วันแรก หน่วยข่าวของทหารกับทีมสืบสวนของตำรวจสรุปกันไปคนละทิศคนละทาง

ต่างคนต่างฟันธง อ้างอิงเหตุจูงใจไปคนละเรื่อง

ตามโจทย์เบื้องต้นเลย เอาแค่ 2 ปมเฉพาะหน้า

คำถามแรก ทำไมต้องเจาะจงก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งว่าไปแล้วก็คือเขตอิทธิพล ฐานการเมืองใหญ่ ของ “พระสุเทพ ปภากโร” หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.

มันเท่ากับล้วงคองูเห่า ตบหน้างูจงอาง

คำถามต่อมา ตามหลักฐานพบว่า รถที่ใช้ก่อเหตุคาร์บอมบ์ เป็นรถที่โดนปล้นมาจากจังหวัดยะลา ตามเส้นทางกว่าจะถึงพื้นที่เป้าหมายคือเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ต้องผ่านด่านความมั่นคงของทหาร ตำรวจ ไม่รู้กี่ด่านต่อกี่ด่าน และยังต้องบรรทุกเรือเฟอรี่ข้ามฝั่ง

หลุดรอดสายตาหน่วยความมั่นคงไปได้อย่างไร

นั่นไม่เท่ากับว่า อะไรทำให้ต้องเสี่ยงวางแผนยากขนาดนั้น ทั้งๆที่สัญลักษณ์ทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าอย่างหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ก็อยู่ใกล้กว่า ลงมือง่ายกว่าเยอะ

แค่นี้ก็หาเหตุมาประกอบคำอธิบายประเด็นแรงจูงใจยากแล้ว

และตามรูปการณ์ที่ไล่จับต้นชนปลายกันให้วุ่นวาย

ทีแรกเลยแนวโน้มเหมือนจะเป็นงานง่าย เพราะหลังเกิดเหตุไม่เท่าไหร่ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ได้ล็อกตัวนายนรินทร์ อ่ำหนองบัว หรือ “เอ็ม เสื้อแดง” ที่โพสต์เฟซบุ๊ก “จัดหนักที่สุราษฎร์” ก่อนเกิดเหตุตามมาจริงๆ

เข้าตำรา ใส่เสื้อแดง แขวนกระดิ่งวิ่งราว

แต่ต่อมาจากการเค้นสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประกอบกับหลักฐานที่ยืนยันได้ ตำรวจก็ออกมาระบุว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพราะเป็นเฟซบุ๊กที่ถูกทำขึ้นใหม่

ที่สำคัญวันเกิดเหตุผู้ต้องสงสัยก็ขับแท็กซี่อยู่ในกรุงเทพฯ

หันไปที่ผู้ต้องสงสัย “ชายเสื้อน้ำเงิน” ในกล้องวงจรปิดของห้างเซ็ลทรัลฯ ก็เปิดหน้าแสดงตัวยืนยันความบริสุทธิ์ ไม่ได้เกี่ยวข้องแต่อย่างใด แค่แวะมาเที่ยวห้าง อีกทั้งยังขับรถไม่เป็น

ไล่ไปไล่มาก็เหลือปม รปภ.ของห้าง 7–8 คนที่ถูกล็อกตัวไปสอบเค้นในค่ายทหาร เพราะตามพื้นเพเป็นคน 3 จังหวัดชายแดนใต้

ซึ่งนั่นก็เป็นอะไรที่หลายฝ่ายภาวนาไม่อยากให้เป็นอย่างที่คิด

ผวาอิทธิฤทธิ์ของขบวนการก่อการร้ายที่ลามออกนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ มาถึงพื้นที่ท่องเที่ยวชายทะเลอันเป็นจุดขายของประเทศไทยที่โด่งดังไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์วกไปวนมา ทำท่าจะกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

โดยกระแสเทน้ำหนักมาที่ข่าวกรองของฝ่ายทหาร

ตามสัญญาณตีธงตั้งแต่ชั่วโมงแรก “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ให้ข่าวเลยว่า เป็นฝีมือของนักการเมืองกลุ่มอำนาจเก่า

จ้างขบวนการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้มาก่อเหตุต่อต้านรัฐบาล คสช.

รับกันเป็นทอดๆกับ “พระสุเทพ” ก็ฟันธงสถานการณ์ระเบิดความไม่สงบที่เกิดขึ้นช่วงนี้ เชื่อว่าเชื่อมโยงมาจากการสูญเสียอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่า พร้อมเอ่ยปากขอให้คนที่คิดร้ายกับบ้านเมืองหยุดได้แล้ว

อย่าเห็นแก่เงินเล็กๆน้อยๆที่จอมบงการในต่างประเทศจ้างมาทำร้ายคนไทยกันเอง

และสุดท้ายก็ต้อง “กลับลำตามธงตรงกัน” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คอนเฟิร์มเองเลยว่า ตำรวจให้น้ำหนักไปที่ประเด็นการเมือง

เนื่องจากเจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐาน และการข่าวที่เชื่อได้ว่ามีกลุ่มอดีตนักการเมืองที่มีชื่อเสียงในพื้นที่ภาคใต้ มีการเคลื่อนไหว มีส่วนรู้เห็นให้การช่วยเหลือสนับสนุนการก่อเหตุในครั้งนี้

แต่ตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ยังอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน

แน่นอน ตามรูปการณ์ทำให้ทนนิ่งอยู่ต่อไม่ได้ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ซุ่มกบดานมานาน ต้องขยับออกมาทวิตเตอร์ส่งข้อความจากแดนไกล

“ถึงพระสุเทพ เราหยุดมานานแล้ว แต่ท่านยังไม่หยุด ท่าน บอกท่านบวชแล้ว 9 เดือน อย่าบวชแต่กาย เพียงนุ่งผ้าเหลืองและโกนหัวเท่านั้น ควรเอาใจไปบวชด้วย เพราะท่านมุสาเป็นประจำ นึกว่านุ่งผ้าเหลืองแล้วจะเลิกมุสา เรารู้จักกันดีพอนะ”

“คนต่างประเทศ” ต้องรีบเบรกกระแสไม่ให้ไหลเข้าเนื้อขั้วอำนาจเก่า

เรื่องของเรื่อง โดยรูปคดีถ้าว่ากันตามพยานหลักฐานจริงๆ ก็ยังฟันธงอะไรไม่ได้ ยังอยู่ในสถานการณ์เดากันไปเดากันมา ตามโจทย์เครื่องหมายคำถามรอบทิศ

เผลอๆไม่ใช่แค่ปมการเมืองภายใน ประเด็นก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

มันยังมองกันไปไกลถึงเงื่อนไขเกมดุลอำนาจเวทีโลก ตามสถานการณ์ล่าสุด สหรัฐอเมริกาได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาประจำกรุงเทพฯ ไล่หลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของนายดิมิทรี เมดเวเดฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย

การเมืองระหว่างประเทศกำลังร้อน

“คาร์บอมบ์” แบบเหนือเมฆก็มาถูกจังหวะเวลาพอดิบพอดี

ที่แน่ๆโดยแรงตกกระทบที่พุ่งเข้าใส่ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย “คาร์บอมบ์” ที่สมุยได้ก่อแรงสั่นสะเทือนป่วนความมั่นคงเต็มๆ

กระแสร้อนเร้าสถานการณ์เข้าสู่โหมดรุนแรง

ในจังหวะที่เส้นทางตามโรดแม็ปปฏิรูปก็มาถึงช่วง “โค้ง” สำคัญ

กับสถานการณ์ “7 วันอันตราย” ตามโปรแกรมที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยการนำของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ส่งร่างแรกที่ได้พิจารณาแล้วเสร็จให้นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในวันที่ 20-26 เมษายนนี้

เกมเปิดให้ “ชิงเหลี่ยม” กติกาสูงสุด

ถึงจังหวะสะท้อน “ธาตุแท้” ของแต่ละฝ่าย แต่ละขั้วอำนาจ ทั้งฝ่าย “ทักษิณ” และฝ่ายต้านระบอบ “ทักษิณ” ที่แตะมือกันอย่างหลวมๆจะได้โอกาสสำแดงเป้าหมาย

ผลักดันความต้องการล็อกเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ

เพื่อเอื้อต่อการยื้ออำนาจและผลประโยชน์ให้ฝ่ายตัวเอง

ตามสถานการณ์ต้องออกแรง สำแดงฤทธิ์เดชกันสุดกำลังแน่

ท่ามกลางอาการตั้งแง่ โดยเฉพาะท่าทีของนักเลือกตั้งอาชีพ ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ รวมไปถึงป้อมค่ายการเมืองต่างๆที่ส่งคนระดับแกนนำออกมาวิพากษ์วิจารณ์

ต่อต้านกติกาใหม่ที่ทอนอำนาจนักการเมืองจนเหี้ยน

โดยเฉพาะ “ตำบลกระสุนตก” ปมเรียกแขกมุ่งไปที่ประเด็นการเปิดช่องนายกรัฐมนตรีคนนอก และการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาทางอ้อม

ตามเกมนักเลือกตั้งอาชีพต้องส่งเสียงโห่ เร้ากระแสกดดันอยู่ด้านนอก

ขณะเดียวกันก็ยังมีแรงเสียดทานจากคนกันเองในคณะกรรมาธิการยกร่างฯเสียงข้างน้อยและ สปช.ที่รอจังหวะเบิ้ล บลัฟยี่ห้อ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ในฟลอร์ใหญ่

หวังจังหวะหักดิบ พลิกเกมยัดไส้กันในรอบนี้

เหนืออื่นใด ในส่วนของ “ท็อปบูต” เอง ก็ยังไม่มีเหลี่ยมให้สอดแทรกได้ ตามกระแสที่โดนจับตามาตลอดในเรื่องของ “พิมพ์เขียว” ที่ซุกไว้

ตามฟอร์มรัฐบาลทหารที่จะไม่กระโดดลงหลังเสือง่ายๆ

จริงอยู่ แม้จะมีอีกหลายขั้นตอนในการปรับเปลี่ยน ปรุงแต่งกติกาในรัฐธรรมนูญใหม่ ทั้งในชั้นข้อเสนอของคณะรัฐมนตรีและในขั้นการเสนอความเห็นของ คสช.ในช็อตต่อไป

แต่ในชั้นของ สปช.ถือเป็นด่านสำคัญสุด เพราะมันจะประเมินเบื้องต้นได้ ถึงระดับธงแต่ละฝ่ายที่ตั้งไว้

“ต้องเอาให้ได้” หรือพอจะผ่อนให้พบกันตรงกลาง

โดยเงื่อนไขของแต่ละฝ่ายจะสามารถจูนคลื่น สนองตอบความต้องการกันได้แค่ไหน

พอไปกันได้หรือต้องถึงขั้นวงแตก

ที่สำคัญ คสช.ในฐานะต้นขั้วแม่น้ำ 5 สายจะเอาอยู่หรือไม่

เหนืออื่นใด ฝ่ายความมั่นคงที่หวังจะเดินยุทธศาสตร์ในการใช้รัฐธรรมนูญเป็นสูตรคุมอำนาจประเทศไทย ให้เนียนไปกับรูปแบบประชาธิปไตย

จะได้รู้ว่า คิดถูกหรือคิดผิด

และโดยสถานการณ์มันจะโยงไปถึงเงื่อนไขในการทำประชามติที่กำลังอยู่ในห้วงหยั่งเชิงกันอยู่

ด้านหนึ่งจับกระแสประสานเสียงตรงกัน ทั้งในส่วนของพรรคการเมืองต่างๆ นักวิชาการ สนช. สปช. หรือแม้กระทั่งคณะกรรมาธิการยกร่างฯเองก็สนับสนุนให้ทำประชามติ

เพื่อความสง่างามและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญใหม่

แต่ฝั่งที่ไม่เอาด้วยก็คือเสียงจากทหาร คสช.ที่ออกตัวล่วงหน้าเลยว่า การทำประชามติในสถานการณ์ที่ความขัดแย้งแบ่งขั้วแบ่งข้างยังไม่หมดไป

รังแต่จะเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งเพิ่ม

ตามรูปการณ์ ประเมินเค้าลางที่เห็นอยู่ข้างหน้า รัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นระเบิดลูกใหญ่

อนุภาพร้ายแรงกว่า “คาร์บอมบ์” หลายเท่านัก.

“ทีมการเมือง”

18 เม.ย. 2558 07:48 18 เม.ย. 2558 07:48 ไทยรัฐ


advertisement