วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
"ไบโพลาร์" อารมณ์สองขั้วโลก

"ไบโพลาร์" อารมณ์สองขั้วโลก

  • Share:

เชื่อหรือไม่ว่า ผู้คนที่อาจจะเดินสวนกันไปสวนกันมาในสังคมทุกวันนี้อาจจะมีสักคนที่ป่วยเป็นโรคอารมณ์สองขั้ว หรือที่ภาษาทางการแพทย์เรียกว่า “ไบโพลาร์”

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ข้อมูลเนื่องในวันไบโพลาร์โลก (World Bipolar Day) ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมาว่า ในจำนวนผู้ป่วยกลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติของกรมสุขภาพจิตที่มีอยู่ 156,663 ราย มีผู้ป่วยไบโพลาร์อยู่ 52,852 ราย หรือประมาณ 1 ใน 3


“ไบโพลาร์” หรือโรคอารมณ์สองขั้ว (Bipolar Disorder) เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติที่พบได้บ่อยในทั่วโลก ประมาณ 1-2% ของอาการป่วยทางจิต ที่องค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคไบโพลาร์ เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสียเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความพิการอันดับที่ 6 ของโลก ที่น่าตกใจคือ ผู้ป่วย 1 คน ใน 5 คน มักจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายสำเร็จ


คุณหมอพรรณพิมล บอกว่า โรคนี้พบได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชายในอัตราส่วนที่เท่ากัน อายุเฉลี่ยที่เริ่มพบ คือ 20-30 ปี ที่เรียกว่าโรคอารมณ์ 2 ขั้ว ก็เพราะผู้ป่วยจะมีอารมณ์ทั้งช่วงที่อารมณ์ดีหรือก้าวร้าวผิดปกติ ที่เรียกว่า mania และช่วงที่อารมณ์ซึมเศร้าผิดปกติ (depressed) สมัยก่อนโรคนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า manic-depressive disorder เพราะบางคนอาจมีอารมณ์ดีหรือก้าวร้าวผิดปกติอย่างเดียว แต่ไม่มีอารมณ์ซึมเศร้า

โรคไบโพลาร์เกิดจากการทำงานที่ผิดปกติของสมอง โดยมีสารสื่อประสาทที่ไม่สมดุล ปัจจัยที่พบว่าเกี่ยวข้องมากที่สุดคือพันธุกรรม เช่น ถ้ามีคนใน ครอบครัวเป็นโรคนี้หรือโรคทางจิตเวชอื่น จะมีโอกาสป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป ขณะที่ความเครียด สิ่งแวดล้อม หรือการเลี้ยงดู เป็นเพียงปัจจัยเสริมไม่มีผลโดยตรง

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิลกรัตน์ ผอ.รพ.ศรีธัญญา กล่าวว่า ข้อมูลล่าสุด ในปี 2557 มีผู้ป่วยนอกมารับบริการที่ รพ.ศรีธัญญา 116,227 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยไบโพลาร์ถึง 9,051 ราย คิดเป็น 7.8% ของผู้ป่วยนอกที่มารับบริการทั้งหมดและเป็นอันดับ 3 รองจากโรคจิตเภทและโรคซึมเศร้า ส่วนผู้ป่วยในที่รับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล มีผู้ป่วยไบโพลาร์ 453 ราย คิดเป็นอันดับสอง รองจากโรคจิตเภท

คุณหมอศิริศักดิ์ บอกว่า ผู้ป่วยไบโพลาร์จะมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดในลักษณะที่แตกต่างกันคนละขั้ว ความผิดปกติจะมีทั้ง ระยะพลุ่งพล่านฟุ้งเฟ้อ (Mania) สลับกับ ระยะซึมเศร้า (Depression) โดยในระยะพลุ่งพล่านฟุ้งเฟ้อ จะสังเกตได้ว่าผู้ป่วยจะมีอารมณ์จะเปลี่ยนแปลงง่าย มีความมั่นใจในตัวเองมาก รู้สึกว่าตัวเองเก่ง พูดมาก คล่องแคล่ว พูดเสียงดัง ขาดความยับยั้งชั่งใจ ไม่หลับไม่นอน แต่งตัวมาก ใช้จ่ายเงินสิ้นเปลือง ไม่คิดถึงกฎเกณฑ์ของสังคม หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ต้องการ จะหงุดหงิดฉุนเฉียว ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจพบมีอาการหลงผิด เช่น คิดว่าตัวเองมีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่นจนถึงมีภาวะหวาดระแวงได้


ส่วนระยะซึมเศร้า ผู้ป่วยจะมีอาการหดหู่ เบื่อหน่าย จิตใจไม่สดชื่น อารมณ์อ่อนไหวง่าย ร้องไห้ง่าย ไม่อยากพบใครหรือไม่อยากทำอะไร เบื่ออาหาร น้ำหนักลด นั่งเฉยๆนานเป็นชั่วโมง ใจลอย หลงๆลืมๆ ไม่มั่นใจตัดสินใจไม่ได้

คิดว่าตนเองเป็นภาระและหากมีอาการหนักอาจถึงขั้นฆ่าตัวตาย ซึ่งส่วนหนึ่งของผู้ป่วยมีรายงานว่าเป็นผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จด้วย

โดยในช่วงที่อารมณ์ซึมเศร้านี้ มีข้อมูลว่า ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่อหน่ายท้อแท้ ไม่อยากทำอะไร มองอะไรในแง่ลบไปหมด ไม่มีเรี่ยวแรง มีความคิดอยากตาย ซึ่งก็มีไม่น้อยที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย ส่วนเวลาที่อารมณ์ดีหรือก้าวร้าว ผู้ป่วยจะมีความเชื่อมั่นในตนเองมาก รู้สึกว่าตนมีความสำคัญหรือมีความสามารถมาก มีเรี่ยวแรงเพิ่ม นอนน้อยกว่าปกติ โดยไม่มีอาการเพลีย พูดเร็ว พูดมาก พูดไม่หยุด มีหลายความคิดเข้ามาในสมอง ไม่ค่อยมีสมาธิมักเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อสิ่งเร้าง่าย การตัดสินใจไม่เหมาะสม เช่น ใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ทำเรื่องที่เสี่ยงอันตราย หรือผิดกฎหมาย สำส่อนทางเพศ บางคนจะหงุดหงิดก้าวร้าวจนถึงทะเลาะหรือทำร้ายร่างกายผู้อื่น

อย่างไรก็ตาม คุณหมอพรรณพิมล เสริมว่า โรคไบโพลาร์สามารถรักษาให้หายได้ ด้วยการกินยาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีบางรายที่อาการอาจจะดีขึ้นเองได้แต่ต้องใช้เวลานาน และกว่าอาการจะดีขึ้น ก็ส่งผลกระทบมากมายทั้งต่อตัวผู้ป่วยและคนรอบข้าง บางคนก่อหนี้สินมากมาย บางคนใช้สารเสพติด บางคนต้องออกจากงานหรือโรงเรียน บางคนทำผิดกฎหมาย และที่รุนแรงที่สุด คือฆ่าตัวตายหรือทำร้ายผู้อื่น และถ้าเป็นหลายๆครั้ง อาการครั้งหลังจะเป็นนานและถี่ขึ้น

บางคนอาจสงสัยว่า คนที่มีอารมณ์สองขั้วต้องป่วยเป็นไบโพลาร์ทุกคนหรือไม่ หรือแค่อารมณ์ขึ้นๆลงๆเป็นปกติ ผอ.รพ.ศรีธัญญา บอกว่า การจะบอกว่าป่วยแน่นอนต้องใช้เกณฑ์การวินิจฉัยจากแพทย์ แต่ถ้ามีอาการอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ให้นึกถึงโรคนี้ เมื่อพบว่าการขึ้นลงของอารมณ์มีมากกว่าคนทั่วไป หรือมากกว่าปกติของคนนั้น เป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-7 วัน มีความผิดปกติของการกินอยู่ หลับนอน และอาการที่เกิดขึ้นเริ่มกระทบต่อการทำงานหรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้างควรรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์หรือปรึกษาแพทย์โดยด่วน

เพราะโรคนี้รักษาให้หายได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากอาการใน 2-8 สัปดาห์ และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ ซึ่งต้องได้รับกำลังใจและความเข้าใจจากคนรอบข้าง รวมทั้งได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง หากไม่ได้รับการรักษาหรือติดตามดูแลอย่างเหมาะสม สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ 80-90%.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้