วันจันทร์ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วงอาเนาะบุหลัน สีสันจากปัตตานี

วงอาเนาะบุหลัน สีสันจากปัตตานี

  • Share:

วงอาเนาะบุหลัน ลูกพระจันทร์บรรเลงเด็กตัวเล็กๆที่ถือแอคคอร์เดี้ยน ไวโอลิน ดนตรีพื้นบ้าน นักเรียนโรงเรียนวัดสุวรรณากร ตำบลบ่อทอง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ได้รับเสียงตอบรับดีเกินกว่าที่คิด

ผลงานจากการไปเล่นคอนเสิร์ตเก้าตามรอยด้วยเกล้า ที่สวนสันติชัยปราการ กรุงเทพฯ ออกทีวีช่อง 5 รายการ 5 เช้าข่าวดี และสกู๊ปสั้นๆ ของ กอ.รมน. รายการทุ่งแสงตะวัน ช่อง 3

ได้รางวัลสถานศึกษาดีเด่นทางวัฒนธรรมด้านดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้าน ประจำปี 2557 จากกระทรวงวัฒนธรรม

พี่ต้ำ วชิรพันธุ์ ภู่พงษ์ ครู คศ.2 โรงเรียนวัดสุวรรณากร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปัตตานี เขต 1 ผู้ควบคุมวง เล่าที่มาให้ฟังว่า เดิมทีมีวงดนตรีชื่อบุหลันตานี

ชื่อนี้แปลว่า พระจันทร์ที่ปัตตานี มีเพื่อนๆซึ่งเป็นครู นักธุรกิจ รวมตัวกันเล่นดนตรีพื้นเมือง

อาจารย์เซ็ง อาบู ศิลปินพื้นบ้านสาขาศิลปะการแสดง ดนตรีรองเง็ง เล่นแมนโดลินคู่กับอาจารย์ขาเดร์ แวเด็ง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีพื้นบ้าน ปี 2536

“อาจารย์เซ็ง เราเรียกว่าแวเย็ง ท่านรู้เครื่องดนตรีทุกชิ้น ท่านสอนเรื่องเพลง เพลงท่านเยอะมาก แต่เราเอามาไม่หมด” พี่ต้ำว่า เพลงพื้นเมืองปัตตานีอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือในมาเลเซีย เจาะลึกลงไปเป็นเพลงที่มีเมโลดี้สวยและแปลก พี่ต้ำจึงอยากเก็บเพลงพวกนี้ไว้ที่ปัตตานี ไม่ปล่อยให้หายไป

พี่ต้ำเป็นครู จึงเริ่มต้นกับเด็กนักเรียน มองหาเครื่องดนตรี แต่ละชิ้นราคาแพง ทั้งไวโอลิน แอคคอร์เดี้ยน แมนโดลิน ยังไม่มีงบซื้อ จึงเอาแอคคอร์เดี้ยนเครื่องเก่าๆ มีอยู่ที่โรงเรียนมาสอนเพลง

ส่วนเครื่องตี เครื่องเคาะ เรียกว่าเพอร์คัสชั่น ยืมจากวงดนตรีที่พี่ต้ำเล่น เริ่มฝึกบรรเลงด้วยเมโลเดี้ยนกับเครื่องเคาะ ตีด้วยกลองรำมะนา ฝึกเด็กๆเริ่มเป็นรูปเป็นร่างเมื่อปี 2548

ปีเดียวกัน พี่ต้ำขอให้แฟน ซึ่งเป็นครูสอนนาฏศิลป์ แต่อยู่อีกโรงเรียน ย้ายมาอยู่โรงเรียนเดียวกัน ผู้ใหญ่อนุมัติให้มาช่วยราชการที่โรงเรียน จึงเกิดมีการแสดงควบคู่กับดนตรีพื้นเมืองของเด็กๆ เริ่มมีการออกงาน

เมื่อได้รับความสนใจ ปี 2550 ได้งบ 56,000 บาทจากทหารอากาศ พี่ต้ำขึ้นกรุงเทพฯ ซื้อไวโอลินถูกๆของจีนแดง แอคคอร์เดี้ยน แมนโดลินราคาต่ำสุดให้ได้หลายๆตัว

พอปี 2551 วงดนตรีพื้นเมือง...ก็เริ่มต้น

เด็กที่ฝึกดนตรีขอทางโรงเรียนไม่ต้องเข้าแถวตอนเช้า ขึ้นห้องดนตรี กวาดห้อง ถูห้อง แล้วก็เริ่มซ้อม มีเวลาราวครึ่งชั่วโมงถึงสี่สิบห้านาที เที่ยงหลังเด็กกินข้าว 15-20 นาที ก็ขึ้นมาห้องดนตรี ซ้อมได้อีกครึ่งชั่วโมง

ตอนเย็นเลิกเรียน 4 โมง ซ้อมถึง 5 โมง ถ้าไม่เรียนพิเศษ พี่ต้ำจะบวกออกไปอีก 1 ชั่วโมง

ปัญหาที่เกิดกับพี่ต้ำ คือโรงเรียนอื่นมีห้องเรียนดนตรีเก็บเสียง แต่ของพี่ต้ำ เครื่องดนตรีกี่ชิ้นๆ เล่นรวมอยู่ในห้องเดียว บางวันสอนไปก็ยังมึน

ช่วงหลังพี่มีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง มีโปรแกรมสำหรับทำดนตรี ช่วยในการฝึกเด็ก ฝึกเพลงให้เขาแล้ว ก็จะส่งไปนั่งหน้าคอมพ์ เพื่อฟังแบ็ก–กิ้งแทร็กของดนตรี ให้ฝึกซ้ำกับจังหวะ เพื่อให้มีความชำนาญ

ส่วนตัวพี่ต้ำจะแยกไปสอนเด็กชุดใหม่ปีนี้ขอคอมพิวเตอร์จากโรงเรียนได้อีก 1 เครื่อง หลังๆมีรุ่นพี่มาช่วยดูแล สอนรุ่นน้อง

การฝึกเด็กยากไหม พี่ต้ำว่า เด็กมีหลายลักษณะ มีความแตกต่างกัน มีทั้งเด็กเรียนเก่ง และเด็กเกเร เด็กเรียนเก่งเราไม่ห่วง แต่เด็กบางคน เราพาออกงานก็ต้องทำใจ

บางทีสิ่งที่เขาทำไป เขาไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่ด้วยความที่เราเป็นครูก็ต้องให้โอกาส

มีอยู่งานหนึ่งเป็นงานแต่งงาน พาเด็กไปเล่น พอเล่นเสร็จเด็กทานข้าว เขามีลิ้นจี่กระป๋องให้ เด็กชอบกิน ถือถ้วยรุมแย่งกันตัก จนลิ้นจี่หกลงพื้น พี่ต้ำยืนคุยอยู่กับแขกหันไปอาย...ทำไมเด็กทำอย่างนั้น

เล่าให้ครูที่โรงเรียนฟัง ครูบอกทีหลังอย่าเอาเด็กคนนั้นไป แต่พี่ต้ำกลับคิดตรงข้าม ที่เขาทำอย่างนั้น เขาอาจไม่เคยกิน ก็เลยเรียกเขามาสอนว่าลูกทำอย่างนั้นไม่ได้นะ นี่เป็นอีกบทเรียนเรื่องมารยาท

คราวหลังพาเขาไปอีก สังเกตพฤติกรรม เขาก็ทำตัวดีขึ้น

“พี่ดีใจ เป็นเพราะเขามาเล่นดนตรีเขาถึงมีโอกาสปรับตัว”

วันนี้วงอาเนาะบุหลันเติบโตขึ้น มีไวโอลิน 3 ตัว แอคคอร์เดี้ยน 3 ตัว แมนโดลิน 3 ตัว กลอง 4 ใบ ฆ้อง 1 ใบ มาราคัส หรือลูกซัด 1 ตัว แทมโบริน 1 ตัว รวมทั้งหมด 16 ชิ้น

เพลงที่ใช้เล่น คือ ตารีกีปัส รองแง็ง ลาฆูดูวอ ปูโจ๊ะปีซัง เมาะอีนัง–ลามา เมาะอีนังชวา บุหงารำไป

“เป็นเพลงพื้นเมืองทั้งหมด เพลงพระราชนิพนธ์ก็เล่นบ้าง แต่จะไม่มากเท่าเพลงพื้นบ้าน”

พี่ต้ำเล่าให้ฟังด้วยความภูมิใจ วันไปแสดงที่งานประชุมศาสนิก–สัมพันธ์ คนมาดูพูดกันว่า

“นี่โรงเรียนวัดเหรอ นี่เด็กประถมเหรอ เล่นดนตรีได้เหรอ”

เด็กไทยพุทธและไทยมุสลิมแต่งกายแบบมุสลิม ชุดที่ใส่เป็นผ้านุ่งทับกางเกง เรียกว่าสลีแน มีหมวกซอเก๊าะ เราเอาดนตรีเป็นตัวเชื่อม นั่นคือเสน่ห์ของโรงเรียนวัดสุวรรณากร ถามว่า เหนื่อยไหม พี่ต้ำบอกว่า เหนื่อยกายนั้นเหนื่อยอยู่แล้ว แต่ในความเหนื่อย เวลาเราเห็นเด็กขึ้นเวทีแสดงแล้วมีคนชื่นชม ทำให้เด็กมีรายได้เป็นทุนศึกษา รู้สึกสบายใจ หายเหนื่อย กว่าจะมาถึงวันนี้ กว่าจะมีวงอาเนาะบุหลันเป็นที่รู้จัก พี่ต้ำย้อนอดีตให้ฟัง

ปี 2524 มีงานกีฬาเขตแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 14 จังหวัดปัตตานี ตอนนั้นอยู่ ม.3 โรงเรียนโพธิ์คีรีราชศึกษา อำเภอโคกโพธิ์ เขาเอาเพลงตารีกีปัสมาเปิดให้เด็กทุกคนเต้นทุกเช้า เพื่อที่จะแสดงในงานเปิดกีฬาเขต ได้ยินเพลงนั้นก็ไม่ได้คิดอะไร

จนย้ายโรงเรียนไปเรียนหาดใหญ่ ช่วงปิดเทอมเป็นช่วงเปิดกีฬาเขต นั่งดูพิธีเปิดงานแล้วเพลงตารีกีปัสก็ดังขึ้นอีก เพิ่งรู้ว่าอาจารย์ขาเดร์ แวเด็งเป็นคนเล่น

“ตอนนั้นพี่ยังไม่รู้จักท่าน” พี่ต้ำว่า “แต่พี่ได้ยินเสียงไวโอลินเสียดหูมาก จับอยู่ในใจ จนขนลุก ทั้งๆที่เคยได้ยินในเทปมาก่อน แต่ไม่เหมือนกับตอนเล่นสด”

จบมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีโอกาสรู้จักกับลูกสาวของอาจารย์ขาเดร์ ได้พูดคุยกับอาจารย์ ช่วงนั้นมีโครงการของ ศอ.บต.ถ่ายทอดความรู้อาจารย์ขาเดร์ มีเพื่อนครูสองคนที่เข้าไปเรียน จบออกมาตั้งวงบุหลันตานี

“ตอนนี้เองเขาชวนพี่เข้าไปเล่น”

พี่ต้ำเป็นครูปี 2533 ย้ายมาโรงเรียนสุวรรณากร ปี 2543 สอนวิชาภาษาอังกฤษและศิลปะ

เสน่ห์ของวงอาเนาะบุหลัน คือเด็กตัวเล็กๆ ชั้นประถม บางครั้งอนุบาล ป.1 มารำดนตรีพื้นเมือง ดนตรีที่ใช้บรรเลงเป็นดนตรีสด อาเนาะบุหลันไม่เคยเปิดเทป ไม่เคยเปิดซีดี

ถ้าอาเนาะบุหลันขึ้นแสดง หมายถึงว่าใช้ดนตรีสด นั่นคือเสน่ห์ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่ติดตาต้องใจของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เวลามีสื่อมาทำข่าว พี่ต้ำไม่คิดว่าจะดังมากน้อย แต่มองว่าเป็นโอกาสได้นำเสนอมุมหนึ่งที่สวยงามในชายแดนภาคใต้ ดีใจที่เขาหันมามองว่าปัตตานีมีดนตรีพื้นเมือง

เหมือนตอนที่ไปอีสานได้ยินเพลงโปงลาง กันตรึม ไปภาคเหนือมีวงสะล้อซอซึง

เหลือเวลาก่อนเกษียณจากการเป็นครูอีก 10 ปี ช่วงเวลาที่เหลือนี้ พี่ต้ำตั้งใจจะสอนเด็กต่อไป ด้วยความเชื่อว่าดนตรีเป็นอีกวิชา ที่จะพัฒนาเด็กวันนี้ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ในวันหน้า.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้