วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
จับตาโค้งสุดท้ายร่างแรกรัฐธรรมนูญ จะรอดหรือร่วง?

จับตาโค้งสุดท้ายร่างแรกรัฐธรรมนูญ จะรอดหรือร่วง?

  • Share:

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันที่ครบกำหนดให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญส่งร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกให้แก่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อพิจารณา หลังจากที่ใช้เวลาทั้งสิ้น 120 วัน หลังจากที่ได้รับความเห็นและข้อเสนอแนะจาก สปช. ซึ่งใช้เวลาก่อนหน้านั้น 60 วันในการจัดทำความเห็นและข้อเสนอ หลังจากที่ได้มีการประชุม สปช.ครั้งแรก

รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 บอกไว้ว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญนี้ นอกจากจะต้องฟังความเห็นของ สปช.แล้ว ยังต้องนำความเห็นของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และประชาชน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาพิจารณาประกอบด้วย

ขั้นตอนต่อไปคือ สปช.ต้องประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวภายใน 10 วัน หลังจากที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้มีการกำหนดไว้แล้วว่า สปช.จะประชุมเรื่องนี้ ระหว่างวันที่ 20-26 เม.ย.นี้ และหลังจากนั้น สปช.จะมีเวลาอีก 30 วัน (นับจากวันที่ 26 เม.ย.) ในการจัดทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ โดยต้องมีสมาชิกลงชื่อรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ หรือไม่น้อยกว่า 25 คน และลงชื่อรับรองได้คนละคำขอเดียว

ขยายความได้ว่า สมาชิก สปช.จะมีคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญได้รวมกันแล้วไม่เกิน 10 คำขอ ซึ่งแต่ละคำขออาจจะมีหลายประเด็นหรือหลายมาตราก็ได้ ขณะที่ ครม.และ คสช. ก็จะมีเวลา 30 วันเช่นกันในการจัดทำความเห็นและคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

จากนั้น คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีเวลาอีก 60 วัน ในการพิจารณาคำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญจากฝ่ายต่างๆ โดยเมื่อพิจารณาแก้ไขเสร็จแล้ว ให้เสนอร่างฯ ให้ สปช.ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ทั้งฉบับ ภายในเวลา 15 วัน โดยจะแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อความใดๆ ไม่ได้แล้ว เว้นแต่ที่เป็นข้อผิดพลาดที่ไม่ใช่สาระสำคัญ และกรรมาธิการยกร่างฯ เห็นชอบ

หาก สปช.ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประธาน สปช.นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีมติ เมื่อทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใช้บังคับได้ แต่ในกรณีที่ สปช.ไม่เห็นชอบ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นอันตกไป และคณะกรรมาธิการยกร่างฯ รวมทั้ง สปช.ต้องสิ้นสภาพไปด้วย แล้วเริ่มกระบวนการใหม่

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูถึงสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ โอกาสที่ สปช.จะไม่ให้ความเห็นชอบต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น มีโอกาสน้อยมาก เพราะหากไม่ให้ความเห็นชอบ สปช.ก็จะหมดสภาพไปในทันที แต่ถ้าให้ความเห็นชอบ ก็จะยังสามารถทำหน้าที่ต่อไป เพราะรัฐธรรมนูฐชั่วคราวกำหนดให้ต้องตราพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับ เสนอให้ สนช. หรือ ครม.พิจารณาออกเป็นกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ หากจะพิจารณาจากข้อมูลสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญที่เปิดเผยออกมา พบว่าจะมีการตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติที่จะคัดเลือกจากสมาชิก สปช. 60 คน จากทั้งหมด 120 คน สภาตรวจสอบภาคพลเมือง สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง คณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองแห่งชาติ ฯลฯ ซึ่งมองในทางหนึ่งคือ การเตรียมองค์กรและตำแหน่งไว้รองรับสมาชิก สปช.ที่ไม่ไปลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.และ ส.ว.ในอนาคต ร่างรัฐธรรมนูญจึงมีโอกาสผ่านได้สูงมาก

ทั้งนี้ หากพิจารณาคำโฆษณาของคณะกรรมาธิการยกร่างฯ ที่บอกว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีเป้าหมาย 4 ประการ คือ การสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดสมดุล สังคมเป็นธรรม และนำชาติสู่สันติแล้ว ก็คงยังไม่สามารถไว้วางใจว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นไปตามเป้าหมายที่โฆษณาไว้

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากกราฟิกประกอบการอธิบายเนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่ถูกเผยแพร่ออกมาล่าสุดจำนวน 4 ชิ้น ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย 4 ประการข้างต้นแล้วนั้น จะเห็นได้ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่ ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเนื้อหาที่เคยถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 อยู่แล้ว

เริ่มจากเรื่องการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ ที่เป็นเรื่องใหม่คือ มีการแยกให้ชัดเจนระหว่างหมวดว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่เป็นสิทธิคนทุกชาติทุกภาษาที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย และสิทธิพลเมืองที่เป็นสิทธิที่ให้เฉพาะแก่บุคคลสัญชาติไทยเท่านั้น แต่เรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การห้ามนักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาแทรกแซงขัดขวางการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน รวมทั้งสิทธิในการขอข้อมูลของรัฐ การถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและสิทธิในการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ฯลฯ นับเป็นเรื่องเก่าที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้านี้แล้ว

ต่อมาในเรื่องการเมืองใสสะอาดและสมดุล ที่ใหม่จริงๆ น่าจะเป็นระบบเลือกตั้งที่ใช้แบบสัดส่วนผสม แต่ที่น่าจะถูกตั้งคำถามมากคือ วุฒิสภาแบบพหุนิยมที่ให้มีตัวแทนจากพื้นที่และกลุ่มอาชีพ ที่บางส่วนเห็นว่า ยังไม่ยึดโยงกับประชาชน รวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นมามากมาย แต่ยังไม่มีหลักประกันว่า จะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้จริงหรือไม่

ในเรื่องของการหนุนสังคมที่เป็นธรรม ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ถูกเขียนไว้ในหมวดว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งที่ผ่านมา แม้จะมีการเขียนไว้อย่างสวยหรูอย่างไร หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอ้างความชอบธรรมว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนจะไม่ทำตาม ก็ไม่มีกลไกอะไรที่จะไปบังคับได้ ขณะเดียวกัน ความพยายามที่ให้มีการร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้เกิดการบังคับใช้ให้เป็นรูปธรรมก็ไม่น่าจะทำได้ง่ายนัก

เรื่องสุดท้าย คือการนำชาติสู่สันติสุข น่าจะเป็นเรื่องที่ยากที่สุด เพราะเป็นการฝากความหวังหลายเรื่องไว้กับคณะกรรมการอิสระเสริมสร้างความปรองดองฯ รวมทั้งการวางกลไกใหม่ๆ เพื่อสร้างกติกาเกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จะพบว่าที่ผ่านมา เวลาเกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมาแล้ว ก็จะไม่มีใครฟังใคร ดังนั้น กลไกต่างๆ ที่พยายามสร้างขึ้นมาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จึงไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายในทางปฏิบัติ

นี่เป็นเพียงข้อสังเกตบางประการจากเอกสารที่ถูกเผยแพร่ออกมาเท่านั้น ยังไม่ได้เห็นรายละเอียดจากตัวร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกนี้แต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อได้รับตัวร่างฉบับเต็มแล้ว ก็จะได้มีข้อสังเกตอื่นๆ ต่อไป

แต่เชื่อว่า เมื่อร่างแรกถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว ก็คงจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมาค่อนข้างมาก เพราะต้องยอมรับว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกร่างออกมาอย่างเร่งรีบ โดยแทบจะไม่มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเลยก็ว่าได้ ดังนั้น ประเด็นที่ว่า ร่างฯ ฉบับนี้ ควรจะนำไปให้ประชาชนลงประชามติหรือไม่ ก็น่าจะเป็นประเด็นที่นำมาถกเถียงกันนับแต่นี้ต่อไป

เพราะเท่าที่อ่านดูในเบื้องต้นพบว่า ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กำหนดให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องกระทำโดยการลงประชามติ ดังนั้น หากตัวรัฐธรรมนูญที่จะออกมา ไม่ผ่านการลงประชามติ ก็คงจะดูแปลกๆ อยู่พอสมควร...

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
Twitter: @chavarong
chavarong@thairath.co.th

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้